ฤดูหนาว 'อีสุกอีใส' ระบาดเป็นได้ทุกวัย ป่วยซ้ำได้
สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)ได้เปิดเผยสถิติผู้ป่วยด้วยโรค “อีสุกอีใส”
สัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)ได้เปิดเผยสถิติผู้ป่วยด้วยโรค “อีสุกอีใส” ตั้งแต่ต้นปี 2557 จนถึงปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา โดยพบว่ามีมากถึง 79,301 ราย หรือร่วมๆ 8 หมื่นราย
หากเฉลี่ยออกเป็นรายวัน จะพบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากถึงวันละ 244 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุ 7-24 ปี
หนำซ้ำเมื่อเทียบเคียงกับสถิติของปีที่ผ่านมาจะพบอีกว่าแนวโน้มการป่วยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นเพราะปี 2557 มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นจากปี 2556 ถึง 37%
คำถามคือข้อมูลทั้งหมดสะท้อนอะไร?
คำตอบแรก อธิบายได้ว่ามีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรค “อีสุกอีใส” มากมาย อาทิ โรคนี้จะเป็นเฉพาะในเด็กเท่านั้น ผู้ที่เคยเป็นโรคนี้แล้วจะไม่เป็นอีก ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่จริงทั้งสิ้น
คำตอบต่อมา คือการระบาดยังคงมีอยู่ และเทรนด์ยังคงมากขึ้นเรื่อยๆ
นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สร้างความเข้าใจต่อโรค “อีสุกอีใส” ว่าโรคดังกล่าวเสี่ยงระบาดได้ในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ชอบสภาพอากาศเย็นชื้น ประชาชนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคทุกวัยมีโอกาสป่วยได้
สำหรับกลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ และผู้ที่มีโรประจำตัวเรื้อรัง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมะเร็ง เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากมีภูมิต้านทาน โรคต่ำ หากติดเชื้อแล้วอาจมีความเสี่ยงอาการรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น
นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบายเพิ่มเติมว่า โรคอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัสชื่อว่า วาริเซลลา (Varicella) เป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด
การติดต่อของโรคผ่านทางการ ไอจาม หายใจรดกัน หรือการสัมผัส รวมทั้งการใช้ของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ที่นอน ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น
อาการหลังติดเชื้อ 2-3 สัปดาห์ จะเริ่มแสดงออกทางการป่วย หากเป็นเด็กเล็กจะเริ่มจากมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร ส่วนผู้ใหญ่จะมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวคล้ายไข้หวัดใหญ่มีผื่นขึ้นพร้อมๆ กับวันที่เริ่มมีไข้หรือขึ้นหลังมีไข้ 1 วันบางรายมีตุ่มขึ้นในปาก ทำให้ปากและลิ้นเปื่อย
ในระยะแรกจะมีผื่นแดงขึ้นตามตัว ต่อมาผื่นจะกลายเป็นตุ่มใส และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขุ่นคล้ายหนองแล้วกระจายไปตามใบหน้า แผ่นหลังและช่องปาก หลังจากนั้นประมาณ 2-3 วัน ผื่นจะตกสะเก็ด โดยอาการจะหายได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์
ที่ต้องเข้าใจคือ “โรคนี้ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ”ดังนั้นการดูแลคือการประคับประคองอาการ เช่น กินยาพาราเซตามอลลดไข้ ร่วมกับการเช็ดตัว กินอาหารตามปกติ พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
เหนือสิ่งอื่นใดคือ ไม่ควรกินยาแอสไพริน เนื่องจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไรย์ซินโดรม (Reye’s syndrome) ซึ่งเป็นความผิดปกติของสมองและตับที่เป็นอันตรายร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้
โรคนี้ป้องกันได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ก่อนผื่นขึ้น 1-2 วัน จนถึงระยะผื่นตกสะเก็ด วิธีการป้องกันไม่ให้เชื้อติดคนอื่นที่ดีที่สุดคือ ให้หยุดเรียน หยุดงาน จนกว่าผื่นตกสะเก็ดหมดแล้วอย่างน้อย 1 วัน การป้องกันที่ได้ผลในปัจจุบันคือฉีดวัคซีน


