
Who am I
ฉบับนี้ลงลึกกับ “เราคือใคร” ในระดับที่มีความสำคัญ ลึกซึ้ง กว้างใหญ่ ครอบคลุมและเป็นสัจจะแก่นกลางที่เชื่อมต่อได้กับทุกสิ่ง
ฉบับนี้ลงลึกกับ “เราคือใคร” ในระดับที่มีความสำคัญ ลึกซึ้ง กว้างใหญ่ ครอบคลุมและเป็นสัจจะแก่นกลางที่เชื่อมต่อได้กับทุกสิ่ง คือ เมื่อพูดถึงว่า เราคือใคร เพื่อการทำความรู้จักตัวตนที่จริงแท้ของเราทุกคน โดยการนำเราไปพบศักยภาพที่สูงสุดอันประมาณค่ามิได้ และความเบ่งบานอันเป็นที่สุดในแบบของเราที่เราทุกคนเกิดมาล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตนที่ไม่มีใครซ้ำใคร หรือจำเป็นต้องเปรียบเทียบลอกเลียนแบบใคร
มุมมองที่ลึกซึ้งในการรู้ว่า “เราคือใคร” คือ การนำเข้าไปสู่สภาวะดั้งเดิมที่ทรงพลังอำนาจ ไม่มีขอบเขตมาจำกัด และมีคุณสมบัติอันทรงคุณค่าที่งดงามในชีวิต ซึ่งประกอบไปด้วยคุณธรรมดั้งเดิมที่เราทุกคนล้วนเคยมี แต่ด้วยประสบการณ์ด้านลบ ความกลัว การปกป้องตนเอง สภาวะบีบคั้นทางสังคม ความเชื่อ การสอนต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่นโดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งใดคือความจริงดั้งเดิม สิ่งใดคือเปลือกจอมปลอม จึงทำให้เราลืมเลือนตนที่ทรงพลัง มีค่าสูงสุดและมีศักยภาพในตัวในแบบฉบับของแต่ละชีวิตไม่ได้
“เราคือใคร” จึงหมายถึงการหลอมรวมของทุกความเป็นไปได้ที่ทุกชีวิตพึงมี คือ ความรัก ความสุข ความสงบ ความบริสุทธิ์ ความเบิกบาน มีพลังใจที่เต็มไปด้วยคุณค่าและความดีต่างๆ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เอง แท้จริง คือ แกนกลางดั้งเดิมของเราทุกคน และนี่คือคำตอบทางจิตวิญญาณอันเป็นสัจจะว่า “เราคือใคร”?
เราคือชีวิต เราคือจิต เราคือแสงสว่างอันตระการตาที่ไม่มีขีดจำกัด เราคือดวงวิญญาณที่ไม่มีสภาพทางวัตถุธาตุใดๆ ครอบจำกัดการสะสมและจดจำคุณธรรมดั้งเดิมอันสูงส่งของเรา และเป็นการยืนยันความจริงแท้ที่ครูบาอาจารย์ผู้รู้ได้สอนไว้มากมายที่ว่า แก่นกลางของเราจริงๆ นั้นคือ สภาพที่ไร้ขีดจำกัด ทุกสรรพสิ่งล้วนมีการเชื่อมต่อกันจริงๆ เพียงเราจดจำตัวเองให้ได้จริงๆ ว่าเราเป็นจิตวิญญาณดั้งเดิมที่ทรงศักยภาพ ยิ่งใหญ่ บริสุทธิ์ อ่อนหวาน และเราเคยสะสมคุณสมบัติดั้งเดิมเหล่านี้ไว้อย่างมากมายอย่างไร เวลาที่เราจำตัวเองดั้งเดิมได้ เวลานั้นเราใช้จิตวิญญาณของเราเป็นแก่นกลางของการคิด การกระทำ คำพูด เรียกได้ว่าทุกการเคลื่อนไหว การสร้างสมทุกสิ่งในชีวิตนี้
ทุกการกระทำของเราจักอยู่ในสำนึกของมนุษย์ผู้มีศักยภาพ ซึ่งเป็นมนุษย์ที่แท้ แต่ในทางกลับกัน หากเราทำพฤติกรรมที่แตกต่างหรือดำรงชีวิตที่อยู่ในสำนึกที่แตกต่างออกไป เช่น อยู่ด้วยการหลงทะนงตน เห็นแก่ตน ก้าวร้าว ข่มขู่ โกหก ไม่รับผิดชอบ ไม่อยู่ในคุณธรรมต่างๆ ที่ให้ความเบิกบานในชีวิต แสดงถึงว่าเรายังจำตัวเองดั้งเดิมที่จริงแท้ไม่ได้ ความสับสน กิเลส เปลือกสภาวะทางสังคมต่างๆ อันซับซ้อนและมากมาย จึงได้เข้ามาครอบงำ จนละลายหลอมรวมเป็น “เราคือใคร” ในฉบับกระแสโลกาภิวัตน์ และเมื่อเราไม่มีประสบการณ์ของสภาพจิตเดิมแท้ของเรา คือ หลงลืมตัวตนที่สูงสุดไป เพราะไม่ได้หยิบใช้คุณสมบัติที่เคยติดตัวเรามาให้บ่อยหรือไม่ได้จดจำนึกถึงกระแสดีๆ บ่อยๆ เมื่อเราไม่ได้ใช้ คนอื่นก็ไม่ได้เห็น เราจึงระบุตัวเองด้วยภาพลักษณ์อันตื้นเขินง่ายๆ ที่เป็นเปลือกตามสภาวะไหลเวียนของกระแสสังคม เช่น ฉันเป็นดอกเตอร์ ฉันเป็นนักธุรกิจ ฉันเป็นพ่อค้า ฉันเป็นพนักงาน ฯลฯ แต่นั่นคืออาชีพ บทบาท หน้าที่การงาน ไม่ใช่ “เราคือใคร” ดั้งเดิมจริงๆ
ฉันเป็นใคร? ฉันคือชีวิตที่ทรงคุณค่า ฉันคือ “LIFE” ฉันคือแสงสว่างที่กระจายแสงแห่งศักยภาพได้มหาศาลและยิ่งใหญ่ ฉันคือดวงวิญญาณ ฉันคือใครบางคนที่เคลื่อนไหวร่างกายนี้ แต่ในบั้นปลายเวทีละครชีวิตจริงๆ ฉันเป็นร่างกายนี้หรือ? แท้จริงแล้ว เราไม่ใช่ร่างกายนี้ แต่เราคือแสงสว่าง คือชีวิตที่มีคุณสมบัติดั้งเดิมอันงดงามดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คุณสมบัติต่างๆ นี้ยังคงอยู่กับเรา หากเราหลงลืมหรือไม่ได้ใช้ ไม่ได้เป็น ไม่ได้จดจำแสงสว่างนี้ ก็เท่ากับเราจำตัวจริงของเราเองไม่ได้ เราจึงไม่ตระหนักว่าแท้จริงเรามีสิ่งนี้อยู่
เราจำไม่ได้ว่าเราเคยมีความสุขอย่างละเอียด มีความสงบ เราเป็นธรรมชาติ เราทำทุกสิ่งอย่างไหลลื่น งดงาม สำเร็จง่ายดาย พอความกลัวเข้ามาครอบงำ เราก็แข่งขันเปรียบเทียบ พยายามเป็นที่หนึ่งในทุกวิธี ทั้งๆ ที่เราทุกคนคือหนึ่งเฉพาะตนอยู่แล้ว แต่เรานำคุณสมบัติทางโลกที่สอนเราว่า “More is Better” มีมากจึงเรียกว่าดี เราหลงลืมตนเองว่าเพียงเราอยู่กับตนเอง มีตนเอง มองเข้ามาในตนเอง เราคือผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่ ขยายขอบเขตอย่างไหลลื่นในแบบที่เราจำตนเองได้ ดีกว่าการตะเกียกตะกาย ไล่ล่า ฯลฯ แต่เพราะเราจำแสงสว่างในตัวเองไม่ได้ เราจึงวิ่งตาม อ้อนวอน ร้องขอ แสวงหา ซึ่งสิ่งที่เราตามหาเพื่อได้มานั้นแท้จริงนอนนิ่งอยู่ในชีวิตเราเอง
ท้ายสุดเราเมื่อจำตัวเองไม่ได้ เราเองจึงกลายเป็นมนุษย์เครื่องจักรที่ต้องแสดงทุกบทบาท อยู่บนเวทีแสดงละครอย่างต่อเนื่องและไม่กล้าหยุดบทบาทที่ตนเองเล่น ทั้งๆ ที่ยิ่งเล่น ยิ่งไม่มีความสงบ ห่างไกลความสุข และความอิ่มเอมเบิกบานในจิตวิญญาณอย่างแท้จริง ที่สำคัญ ยิ่งเล่นยิ่งห่างไกลความเป็นจริงของตนเองยิ่งขึ้น ว่าแท้จริงแล้ว “เราคือใคร” เราคือแสงสว่าง เราคือชีวิต เราคือความรัก ความงดงาม ความสุข ความบริสุทธิ์ ศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ และทรงพลัง “อย่าลืมหน้าที่ที่แท้จริงเฉพาะตน” คือ การส่งต่อความรัก ความเมตตา เพื่อช่วยนำทางและต่อเติมแสงสว่างให้ผู้อื่นอีกต่อๆ ไปในโลกกว้างใหญ่ใบนี้







