
ภาวะสมองไหลขาดคนเก่งในองค์กร
"เพราะการมีคนเก่งทำงานอยู่ในองค์กรเปรียบเสมือนการมีกำลังสำคัญช่วย ขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้ใน
"เพราะการมีคนเก่งทำงานอยู่ในองค์กรเปรียบเสมือนการมีกำลังสำคัญช่วย ขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้ใน
ระยะยาว" พัชรินทร์ องค์อรรถฉัตร จากบริษัทที่ปรึกษาเอพีเอ็ม กรุ๊ป กล่าวว่า ในขณะที่ทุกองค์กรต่างต้องการคนเก่งเข้ามาช่วย แต่ในทางปฏิบัติคนทำงานไม่ได้เป็นคนเก่งทุกคน ผลที่เกิดคือภาวะการขาดแคลนคนเก่งซึ่งนั่นเท่ากับหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานที่เรารู้จักกันดีเรื่องของอุปสงค์มากกว่าอุปทาน แต่ยังมีปัจจัยความท้าทายทั้งจากภายนอกและภายในที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการขาดแคลนคนเก่งอีกเป็นจำนวนมาก
ความท้าทายที่มีบทบาทอย่างมากนั้นมีตั้งแต่เรื่องของการแข่งขันทางธุรกิจแบบไร้พรมแดน อันเป็นผลพวงมาจากการเปิดโลกเสรีทางการค้า อิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ที่ก่อให้เกิดการสื่อสารแบบปากต่อปากบนอินเทอร์เน็ตที่เป็นไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การปรับการผลิตเพื่อตอบสนองลูกค้าที่แตกต่างรายคน การเปิดเสรีของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปลายปี 2558 ที่จะเกิดการเคลื่อนย้ายของ
สินค้า บริการ และแรงงานอย่างอิสระ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเพิ่มตัวเลือกของนายจ้างที่ทำให้แรงงานมีทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับ "คนเก่ง" ที่พร้อมที่จะถูกดึงดูด โอนย้าย หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงานได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นยังมีเรื่องของสังคมสูงวัยที่จะมีผลกระทบอย่างชัดเจนภายใน 15 ปีข้างหน้า เพราะจะส่งผลให้จำนวนคนทำงานลดลง โดยเฉพาะประเทศไทยที่จะเหลือเพียงร้อยละ 20 ของจำนวนคนวัยทำงานทั้งหมดในปี 2553
สิ่งสำคัญประการแรกก่อนที่จะทำการดึงดูด และสรรหาคนเก่ง องค์กรจะต้องนิยามคนเก่งที่ "ใช่" สำหรับองค์กรเสียก่อนเพราะในหลายๆ ครั้งมีการรวมคนเก่ง กับคนทำงานเก่ง เป็นกลุ่มเดียวกันทำให้เกิดความคลุมเครือ สับสนและมองข้ามศักยภาพของอีกหลายๆ คนไป เพราะการมองคนทำงานเก่งนั้นเป็นการมองแต่เรื่องของผลการปฏิบัติงานในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว ดังนั้นในการกำหนดกรอบศักยภาพของ "คนเก่งที่ใช่" เรื่องของทิศทางของธุรกิจ ตำแหน่งทางการตลาด วิสัยทัศน์ และกลยุทธ์องค์กรนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมานำพิจารณาประกอบด้วยการดึงดูดคนเก่ง มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ซีอีโอของเฟซบุ๊ก ให้ความสำคัญกับการดึงดูดคนเก่งมาสู่องค์กรด้วยการขึ้นเวทีพูดโปรโมทองค์กร และเยี่ยมเยือนมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นประจำเพื่อดึงดูดผู้สมัครทั้งในระดับอาจารย์ และนักศึกษา นอกจากนั้นในการคัดกรองคนเฟซบุ๊ก ใช้ on-line puzzle การแก้ปริศนาออนไลน์เป็นเครื่องมือเพื่อสรรหาคนเก่งที่สามารถคิดวิเคราะห์ หรือหาทางแก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์เข้าสู่องค์กรการรักษาคนเก่ง ปัจจัยในเรื่องอายุ ช่วงวัย ยังเป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่ทำให้การรักษาคนเก่งไว้กับองค์กรทำได้ยากขึ้น นั่นเป็นเพราะลักษณะเฉพาะตัวของคนแต่ละรุ่นที่แตกต่างกันมาก ทำให้องค์กรต้องปรับรูปแบบของสิ่งจูงใจให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของคนแต่ละรุ่น เช่น การเพิ่มปัจจัยจูงใจที่ไม่ใช่ในรูปแบบของเงิน อย่างที่กูเกิล ให้สิทธิการลาเพื่อดูแลลูกหลังคลอดโดยได้รับเงินเดือนถึง 6 Mสัปดาห์กับพนักงานชาย
ฟังอย่างไรให้ได้ยิน...
การฟังเป็นทักษะสำคัญสำหรับทั้งโค้ชและผู้นำทุกคน ทักษะด้านการสื่อสารทั้งสี่ด้าน คือ การพูด การเขียน การอ่าน และการฟัง การฟังเป็นทักษะที่เรียนรู้และพัฒนายากที่สุด ภายใต้สภาพการทำงานในปัจจุบันที่เร่งรีบ ต่างฝ่ายต่างต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อให้ผลงานเป็นไปตามเป้าหมาย ผู้บริหารหลายคนละเลยที่จะให้เวลาในการพัฒนาทักษะในการฟัง หารู้ไม่ว่าหลายครั้งการฟังอย่างตั้งใจ อาจเป็นกุญแจสำคัญในการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็เสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทีมงานอีกด้วย วันนี้เลยอยากเอาข้อคิดและแนวปฏิบัติในการเป็นผู้ฟังที่ดีมาเล่าให้ฟัง เผื่อหลายท่านที่สนใจได้ไปลองฝึกฝนจิรโรจน์ ติกกะวี Director-Business Development & Strategy บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป กล่าวว่า การฟังที่ดีคือ การฟังอย่างกระตือรือร้น สมาพันธ์การโค้ชนานาชาติ (ICF) ได้ให้ความหมายของการฟังแบบ Active Listening ว่าคือ "ความสามารถในการให้ความสนใจอย่างจดจ่อต่อทั้งคำพูดและสิ่งที่อีกฝ่ายไม่ได้พูดออกมาเพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามจะสื่อความหมายออกมา" ดังนั้นการฟังที่ดี เราควรให้ความสนใจมากกว่าคำพูด แต่ต้องให้ความสนใจกับหลายสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังแสดงออกมาก เช่น โทนเสียง สีหน้า อารมณ์ ความรู้สึก มองหารูปแบบการคิดและตัดสินใจของผู้พูดด้วยว่าเค้ามักใช้หลักการความคิดอะไรในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ และคอยถามเพื่อความเข้าใจ มีการสะท้อนสิ่งที่คุณได้ยินและสังเกตเห็นจาก ผู้พูดกลับไปด้วย
ท่านที่มักเสียสมาธิความจดจ่อในการฟัง มีแนวปฏิบัติสักสองสามข้อมาให้ลองใช้กันดู คือ หนึ่ง ก่อนเริ่มการพูดคุยท่านต้องเตรียมใจให้พร้อมสำหรับการฟัง หยุดสิ่งที่คิดสิ่งที่ทำอยู่ไว้ก่อน อาจทำสมาธิสั้นๆ หรือจดสิ่งที่กำลังคิดกำลังทำไว้ บนสมุดโน้ตเพื่อเตือนตัวเองภายหลัง จะได้ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง ระหว่างการพูดคุย สอง
ท่านต้องสร้างบรรยากาศที่เหมาะสำหรับการพูดคุยและไม่ถูกรบกวนได้ง่ายๆ เช่น หาสถานที่ที่คนจะไม่มารบกวนการคุยอย่างห้องประชุม ปิด หน้าจอคอมพิวเตอร์ ปิดเสียงโทรศัพท์ สาม รู้จักที่จะเลื่อนการฟังออกไปก่อน ถ้าสถานการณ์ไม่อำนวยบางครั้งที่คุณไม่สามารถที่จะให้ความสนใจอย่างเต็มที่ได้ อาจจะเป็นการดีกว่าที่จะเลื่อนการฟังการพูดคุยที่สำคัญๆ ออกไปก่อน
ระหว่างการรับฟังเพื่อให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังสื่อออกมา คุณอาจใช้เทคนิคการทวนสิ่งที่คุณได้ยินมาในภาษาของคุณเอง กลับไปเป็นระยะๆ เช่น ถ้าผู้พูดกล่าวว่า "ผมว่าลูกค้าต้องไม่ให้ความสำคัญและคิดว่าผมทำงานไม่ดี เพราะเค้ามักตัดบทและพูดแทรกขึ้นมา ทุกครั้งที่ผมโทรไปตามงาน" คุณอาจจะทวนความเข้าใจกลับไปว่า "คุณคิดว่าการที่ลูกค้ามักตัดบทคุณเวลาคุณโทรไป เป็นเพราะลูกค้ามีมุมมองที่ไม่ดีกับคุณ" วิธีการ Paraphrase นี้ยังทำให้ คู่สนทนารับรู้ว่าคุณมีการฟังอย่างตั้งใจและมีMความเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดอยู่ด้วย







