
แด่คนหนุ่มสาวที่ (ยัง) มีไฟฝัน ‘วิทิยา จันทร์พันธ์’
วางแผงไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ตอนนี้ฟีดแบ็กก็ค่อยๆ ดีวันดีคืน “เด็กน้อยฤดูฝน หนุ่มสาวฤดูฝัน” งานเขียนเต็มตัวของสาวเมืองชล วัย 28 ปี “วิทิยา จันทร์พันธ์” (จบปริญญาตรี เอกภาษาเกาหลี คณะมนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา)
วางแผงไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ตอนนี้ฟีดแบ็กก็ค่อยๆ ดีวันดีคืน “เด็กน้อยฤดูฝน หนุ่มสาวฤดูฝัน” งานเขียนเต็มตัวของสาวเมืองชล วัย 28 ปี “วิทิยา จันทร์พันธ์” (จบปริญญาตรี เอกภาษาเกาหลี คณะมนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา)
ก่อนจะมีเล่มนี้ วิทิยาเคยผ่านงานแปลหนังสือมาหลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือ หนังสือขายดีจากปลายปากกา 2 นักเขียนเกาหลีใต้สุดป๊อป “เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” (คิมรันโด เขียน) และ “คนหนุ่มสาวผู้เข้มแข็ง คนหนุ่มสาวผู้อ่อนไหว” (ยุนมูนวอน เขียน)
เธอยอมรับงานแปลทั้งสองเล่ม นำไปสู่แรงบันดาลใจที่อยากสะท้อนความคิดและมุมมองของตัวเอง ขณะเดียวกันเธอยังบอกอีกว่า นี่ไม่ใช่การเลียนแบบนักเขียนดังแดนกิมจิ แต่เป็นการแชร์ประสบการณ์ชีวิตที่ช่วงเวลาหนึ่งเธอเคยผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความเจ็บและความเลวร้ายมา เพื่อให้เป็นกระจกเงาสำหรับผู้อ่าน
“ปกติก็มีโอกาสเขียนคำนำในหนังสือแปลอยู่บ่อยๆ และก็ชอบเขียนออกแนวให้กำลังใจ ใส่ปรัชญานิดๆ พอพี่ บก.ที่สปริงบุ๊คส์เจอ ก็เลยชวนมาเขียนออกแนววัยรุ่น สิ่งที่อยู่ในหนังสือก็เป็นประสบการณ์ชีวิตของหนูเอง ครอบครัว ความรัก การทำงาน ไปเรียนต่อโท ทุกๆ ปัญหาที่เจอมา แนวทางแก้ปัญหา ซึ่งหนูขอบอกเลยว่า หนูไม่ใช่กูรูนะ แต่ทั้งหมดนี้คือแนวทางแบบของหนูที่อยากแบ่งปันคนอื่น
ภาษาที่เขียนจะไม่ใช่ตัวตนของหนูเลยค่ะ หนูน่ะจะเป็นคนขี้เล่น สนุกสนาน ถ้าหนูอยู่กับเพื่อนก็คนละแบบ จะค่อนข้างตรงไปตรงมา พอมาเป็นเล่มนี้ก็ดูขึงขังมากขึ้น เล่นไม่ได้มาก จะกุ๊กกิ๊กๆ ไม่ได้ ต้องระวังเรื่องภาษาพอสมควร ต้องเรียบๆ ไม่หวือหวา สวิงสวายไม่ได้เยอะ แต่ก็แอบมีภาษานุ่มนวลและปลอบโยน เพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของแนวหนังสือที่วางเอาไว้”
จากนักแปลสู่นักเขียน ก็ไม่ถือว่าเป็นการข้ามเส้นกันอย่างสุดขั้ว วิทิยายังคงเดินย่ำอยู่บนโลกวรรณกรรม เพียงแต่การทำงานผันแปรไปตามโจทย์ ครั้งนี้โจทย์เธอคือ วัยรุ่นและการให้กำลังใจ จุดที่วิทิยานำมาหลอมรวมเพื่อให้ได้ซึ่งงานเขียนตามสูตรสำเร็จจึงไม่หมู แม้ว่าตัวเธอจะผ่านอะไรมามากกว่าคนวัยเดียวกันก็ตาม
“ที่ผ่านมาส่วนใหญ่หนูจะแปลงานต้นฉบับภาษาเกาหลี ก็มีตั้งแต่คอมมิกส์ ฮาวทู วรรณกรรมเด็ก โดยเน้นเรื่องวัยรุ่นเป็นหลักค่ะ การแปลภาษเกาหลีมาเป็นภาษาไทย บางทีก็ไม่สามารถแปลออกมาตรงๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ ก็ต้องมีการตัดทอนบางคำออกไปบ้าง ยิ่งเป็นภาษาที่นักเขียนเปรียบเปรย อย่างหนังสือเพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวดของคิมรันโด การแปลก็ระมัดระวังในการใช้ภาษาด้วย คือมันไม่ใช่แค่แปลเกาหลีเป็นไทย แต่มันคือการแปลไทยเพื่อให้คนไทยอ่านแล้วเข้าใจโดยที่ไม่เสียความหมายด้วยค่ะ”
จะไม่เสร็จสมบูรณ์ได้ หาก “เด็กน้อยฤดูฝน หนุ่มสาวฤดูฝัน” วิทิยาไร้ซึ่งแรงผลักดัน คำหนึ่งที่ผลักให้เธอลงมือถ่ายทอดบอกเล่าเป็นเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ คือความจน บ้านเธอไม่ใช่บ้านคนรวย มิหนำซ้ำยังมีแม่ที่วันหนึ่งป่วยเป็นอัลไซเมอร์
“กระบวนการตายของแม่หนูก็เห็นจนจบกระบวนการ แต่นั่นไม่เท่ากับระหว่างที่จะถึงกระบวนการตาย มันทรมานมากกกก มันหนักมากกกก ตอนนั้นหนูกำลังแปลงานของคิมรันโดอยู่ รู้เลยว่าที่เขาบอกเพราะเป็นวัยรุ่นมันจึงเจ็บปวดมันเป็นยังไง หนูกล้าพูดได้เลยว่าชีวิตหนูเจ็บปวดมากกว่าหลายเท่า คิมรันโดไปเป็นเจ้าภาพงานศพ 3 งาน แต่หนูอายุ 24 เป็นเจ้าภาพงานศพให้แม่ ฉะนั้นมันเลยเป็นความเจ็บปวดที่ต่างกัน ซึ่งพอหนูมาเขียนหนังสือหนูก็พยายามจะที่ต้องระวังก็คือไม่ใส่ความคิดตัวเองจนมากเกินไป ประสบการณ์ร้ายๆ ของหนูก็ไม่สามารถนำมาใส่ได้หมด เพราะบางอย่างก็ไม่เหมาะ หรือขยายความได้มาก”
“เด็กน้อยฤดูฝน หนุ่มสาวฤดูฝัน” เล่มหนากำลังดี อ่านจบรวดเดียว 162 หน้า ไล่เรียงการนำเสนอโดยใช้ฤดูกาลเป็นแกนกลาง จากฤดูใบ้ไม้ผลิ ล่วงสู่ฤดูร้อน มาถึงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ก่อนจะผลิบานอีกครั้ง เปรียบเสมือนชีวิตของผู้อ่าน ผ่านวัยเยาว์ วัยเรียน วัยรุ่นหัวเลี้ยวหัวต่อ เรียนจบมหาวิทยาลัย เดินหน้าหางานทำ ได้ทำงานที่ตัวเองรักและชอบ แต่ก็ต้องเลือกเมื่อโอกาสถูกหยิบยื่นให้ จะทำงานที่เดิมต่อ หรือเริ่มมองหาอะไรใหม่ที่สร้างความสดชื่นสดใส กระทั่งถึงวันที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ จะเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือเป็นนายของตัวเอง (ปัจจบุันเธอเปิดโรงเรียนสอนภาษาพราวด์ ที่ จ.ชลบุรี) คำตอบที่วิทิยาบอกไว้อาจไม่ใช่ที่สุด แต่ก็สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตของใครได้ ไม่มากก็น้อย ยิ่งเฉพาะหนุ่มสาวที่ยังไม่หมดฝัน
“สำหรับหนูนะ แม้ว่าเราจะก้าวพ้นวัยหนุ่มสาวไปแล้ว แต่การได้เจออะไรใหม่ๆ เจอเด็กรุ่นใหม่ มันก็ช่วยได้มากทีเดียวค่ะ ที่จะทำให้เรากลับมาเป็นหนุ่มสาวที่พร้อมจะไล่ล่าฝันอีกครั้ง”







