
พิษการเมืองกระเทือนดารา
เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว
จากมหาวิกฤตการเมืองไทยในห้วงเวลาที่ผ่านมา ได้ปรากฏให้เห็นความแตกแยกแบ่งฝ่ายของคนไทยอย่างหนักหน่วงกินลึกตกผลึกลงในกลุ่มอาชีพและวงการต่างๆ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ที่ถือเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ก็เห็นจะเป็น
“วงการบันเทิง” และ “คนในวงการบันเทิง” เนี่ยแหละที่เรียกเรตติ้งทั้งบวกลบ กินพื้นที่ข่าวทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์อยู่หลายวัน ไม่นับสื่อออนไลน์ที่เร็วกว่าจรวดอย่างทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ที่ได้ต่อยอดแตกหน่อความคิดความเห็นของเหล่าสมาชิกหลากหลายวรรณะ ซึ่งมีทั้งที่แฝงด้วยทิฐิและอคติ และด้วยความบริสุทธิ์ใจออกมาเป็นตับๆผลพวงจากวิกฤตการณ์การเมืองที่เพิ่งผ่านไปนี้ มีทั้งได้สร้างความขมขื่น ความเจ็บปวด และผลกระทบแก่คนในวงการนี้ แต่บางคนก็ได้รับอานิสงส์งานรุ่ง คนยกย่อง
ชัดเจนมากก็
“ออฟ” พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ผู้กล่าววาทะประโยคทองตอนหนึ่งในงานนาฏราช เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา เรียกว่ากินใจคนฟังในงานจนต้องลุกขึ้นยืนปรบมือให้นานๆที่ว่า
“...ถ้าเกลียดพ่อ ไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ เพราะที่นี่คือแผ่นดินของพ่อ”สิ้นกระแสเสียงหนักแน่นของนักแสดงรุ่นใหญ่ลายคราม...ปรากฏควันหลงลอยตามมาก็คือ คนรักเพียบ คนกรี๊ดสนั่น...แต่ว่า คนชังหมั่นไส้ ก็ไม่น้อยเชียว (เขาว่าอย่างนั้น)
เรียกว่าได้ทั้งรับอานิสงส์และผลกระทบไปพร้อมๆ กัน แต่ดูผลกระทบจะน้อยกว่า
ซึ่งหากมองที่ผลกระทบในเรื่องของงาน การเป็นนักแสดงและผู้กำกับละครของช่อง 3 แล้ว ต้องบอกว่า
“พงษ์พัฒน์” แทบไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เรียกว่า งานยังเจริญและยังเพลินกับงานส่วนภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ของความเป็น
“พงษ์พัฒน์” นั้น ยอมรับว่าเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีทั้งคนรักและคนเกลียดเป็นปกติธรรมดา ซึ่งพงษ์พัฒน์เองก็ยอมรับคนต่อมา น้าเมา หรือ โกวิท วัฒนกุล เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเมืองครั้งนี้อย่างขมขื่นและเจ็บปวดที่สุดก็ว่าได้ และผลกระทบครั้งนี้ไม่เพียงเขาคนเดียว แต่ลูกสาวสุดที่รัก
“น้องมิ้น” มิณฑิตา วัฒนกุล ก็ได้รับผลพวงไปเต็มๆเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นเสื้อแดง ไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน ตามด้วยการถูกกล่าวหาว่าเขาลุกออกจากงานนาฏราชตอนที่
“พงษ์พัฒน์” เปล่งคำพูดว่า คนไม่รักพ่อออกจากบ้าน เพราะทนฟังไม่ได้ที่หนักกว่านั้นมีคนกล่าวหาว่า
“น้องมิ้น” ไม่ยอมร้องเพลง “ความฝันอันสูงสุด” ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ในงานนาฏราชจนเขาต้องออกมาโต้ในทุกประเด็นว่า ทุกเรื่องที่กล่าวหานั้นไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย
โกวิท ยืนยันว่าเขากับลูกโดนยัดเยียดข้อหาว่าไม่จงรักภักดี เขาไม่ได้ลุกออกจากงานนาฏราชตอนที่พงษ์พัฒน์พูดบนเวที แต่ได้ออกมาก่อน และน้องมิ้นก็ร้องเพลงพระราชนิพนธ์ ไม่ใช่ไม่ร้อง แต่ร้องเฉพาะท่อนที่จำเนื้อได้ ท่อนไหนจำไม่ได้ก็ไม่ร้อง ทำไมคนอื่นบนเวทีที่ร้องบ้าง ไม่ร้องก็มี ไม่เห็นมีใครว่า
เมื่อพูดถึงผลกระทบอันเนื่องจากปัญหาการเมือง โกวิท ยอมรับว่าทั้งเขาและน้องมิ้นได้รับผลกระทบในด้านจิตใจและความรู้สึกอย่างมากจากการถูกกล่าวหาที่ไม่เป็นจริง และถือเป็นครั้งรุนแรงที่สุดในชีวิต
ในส่วนของงานไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้ถือว่าได้รับผลกระทบไปเต็มๆ และทันที โดยเฉพาะน้องมิ้นต้องถูกถอดจากละครถึง 2 เรื่อง คือ คู่รักชักศอก และน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์
ส่วนกรณี
“ดี้” นิติพงษ์ ห่อนาค กับ จิรายุส วรรธนะสิน หรือ โจ นูโว ก็ถือเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ไม่แพ้กัน เมื่อโจเขียนความคิดเห็นลงในทวิตเตอร์เสียดสีดี้ต่างๆ นานา โดยเอาเรื่อง “การเมือง” เข้ามาเอี่ยวเกี่ยวข้องจนสร้างความไม่สบอารมณ์ให้กับดี้ในช่วงแรกๆเรียกว่ากระทบในด้านของอารมณ์ของนิติพงษ์เต็มๆ เพราะอยู่ดีๆ ก็ (ดัน) มีคนมาด่า และคนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นคนรู้จักมักคุ้นกันมานานนมเสียด้วย
ปัจจุบันดี้ยอมรับว่าเริ่มปล่อยวางแล้ว และไม่อยากคิดอะไรให้หนักสมอง ซึ่งเหตุการณ์เลวร้ายที่ผ่านมาขอให้สังคมเป็นผู้ที่ตัดสินก็แล้วกัน ส่วนผลกระทบเรื่องงานไม่มีปัญหา







