
พงศกร พิริยะพงศ์สวัสดิ์ วิกฤตสร้างคน
“คุณพ่อส่งผมไปอยู่อินเดีย ทั้งที่ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ที่นั่นทำให้ผมรู้ว่า เมืองไทยที่ว่าลำบาก สบายกว่าที่อินเดียเยอะ”
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา
“คุณพ่อส่งผมไปอยู่อินเดีย ทั้งที่ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ที่นั่นทำให้ผมรู้ว่า เมืองไทยที่ว่าลำบาก สบายกว่าที่อินเดียเยอะ”
“ผมไปนิวซีแลนด์ได้คืนเดียว วันรุ่งขึ้นก็เกิดแผ่นดินไหวใหญ่เลย”
“ช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นช่วงวิกฤตของใครหลายคน รวมทั้งผม แต่ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงสำคัญในชีวิตผม เพราะเหตุการณ์นั้นเปลี่ยนผมให้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว”
นี่เป็นเพียงบางถ้อยคำที่ ตั้ม-พงศกร พิริยะพงศ์สวัสดิ์ ทายาทคนโตของบริษัท ไดนาเม็ก ผู้นำเข้าจักรยานและผลิตอุปกรณ์สำหรับเหล่านักปั่นและนำเข้าอุปกรณ์วัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และการเกษตรจากนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ไต้หวัน จีน และอินเดีย วัย 28 ปี บอกเล่าถึงช่วงชีวิตของเขานับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานอย่างเต็มตัว
“ผมเรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จบมาไปเป็นเออีที่เอไทม์ได้ไม่กี่เดือนก็ลาออก จะกลับมาช่วยกิจการที่บ้าน ปรากฏว่าพ่อผมส่งไปเรียนภาษาที่อินเดีย ไอเดียของพ่อผมตอนนั้นคือ ถ้าอยู่อินเดียได้ก็ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ตอนนี้พ่อให้ไปผมก็ไปนะ ตอนแรกลังเลว่าจะไปสิงคโปร์ แต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก สุดท้ายเลยเลือกไปอินเดีย ไปแล้วจริงอย่างที่พ่อพูด ผมไปคนเดียว ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ แต่ด้วยสถานการณ์บังคับไม่ได้ก็ต้องได้”
หลังจากกลับมา มาเริ่มช่วยงานที่บ้าน คุณพ่อก็ตัดสินใจส่งผมไปนิวซีแลนด์อีกครั้ง คราวนี้ตั้งใจให้ผมไปดูงานที่บริษัทที่ทำการค้ากับเรา โดยไปทำงานในฐานะคนงานที่บริษัทผลิตดอกสว่าน
“ผมไปไครส์เชิร์ชได้วันเดียว วันรุ่งขึ้นตื่นมาปรากฏเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ โชคดีที่โรงงานที่ผมไปอยู่รอบนอกเลยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ตอนนั้นที่ไปพ่อผมส่งไปเป็นคนงานคนหนึ่งในโรงงานเป็นเวลา 1 เดือน พ่อบอกว่าอยากให้ผมเข้าใจสินค้าที่จะขายจริงๆ เลยอยากให้ลองไปสัมผัสจากประสบการณ์จริง”
ผ่านไป 1 เดือน ครั้งนี้ ตั้มได้กลับมาช่วยที่บ้านเต็มตัว โดยเริ่มงานในสายการตลาดและเซลส์ไปคู่กัน ตั้มยอมรับว่าไม่ชอบทำธุรกิจ เพราะสนใจด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์มากกว่า ดังนั้น การทำงานที่บ้านในช่วงแรกๆ เลยแค่ทำตามหน้าที่ให้ผ่านไป จนกระทั่งเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ
“ตอนนั้นทั้งบ้านและโกดังที่เก็บของที่บ้านผมเสียหายหนัก ผมเห็นคุณพ่อสู้สุดใจ เพื่อที่จะให้ธุรกิจเสียหายน้อยที่สุด วินาทีนั้นผมรู้สึกสงสารพ่อมาก ไม่อยากเห็นพ่อต้องลำบาก อยากจะช่วยพ่อ ทำเพื่อธุรกิจของเราอย่างสุดความสามารถ ตอนนั้นลูกค้ารายใหญ่ของเราโกดัง
น้ำท่วม ต้องการให้พ่อค้าขายส่งอย่างเราส่งของให้ตามสาขา ปรากฏผู้ค้ารายอื่นไม่ยอม เพราะคิดว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนการขนส่ง แต่ผมมองว่านี่คือโอกาส เลยเอารถกระบะที่เหลือรอดจาก
น้ำท่วมตระเวนส่งของเอง ปรากฏว่าได้ใจลูกค้ารายนี้เป็นอย่างมาก ทุกวันนี้เลยเป็นคู่ค้าที่ดีต่อกัน”
สำหรับธุรกิจใหม่ของครอบครัวอย่างการนำเข้าจักรยาน ตั้มบอกว่า พ่อคือผู้มีบทบาทสำคัญ เพราะท่านชอบขี่จักรยานมาตั้งแต่ตั้มยังเด็ก จึงมีคำถามในใจว่า ทำไมจักรยานต้องแพง
“คุณพ่อผมขี่จักรยานตั้งแต่ยังไม่ฮิตกันแบบนี้ ตั้งแต่เด็กทุกอาทิตย์ที่แทนที่จะได้ไปดูการ์ตูนเหมือนเพื่อนๆ ผมต้องไปขี่จักรยาน พอวันหนึ่ง คุณพ่อตั้งคำถามว่า ทำไมจักรยานถึงราคาแพงขนาดนี้ บางครั้งเป็นแสน เลยลองศึกษา ประกอบกับมีคอนเนกชั่น เลยไปติดต่อโรงงานและนำเข้ามาจำหน่าย ซึ่งธุรกิจนี้หลักๆ พ่อผมเป็นคนดูแล ผมจะเข้ามาช่วยเรื่องการจับเทรนด์รถจักรยาน สีไหนกำลังมามากกว่า”
ความชอบของคุณพ่อนอกจากจะกลายเป็นจุดกำเนิดของธุรกิจใหม่ของครอบครัวแล้ว ตั้มบอกว่ายังเป็นการบ่มเพาะนิสัยรักการออกกำลังกายให้เขาโดยไม่รู้ตัว ถึงขั้นยอมรับว่า “ติด” วันไหนไม่ได้ออกกำลังกายรู้สึกหงุดหงิด
“ปกติผมออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละ 5 วัน วันละ 3 ชั่วโมง เลิกงานแล้วก็มาเข้าฟิตเนส มีบ้างบางวันที่ขี้เกียจ ผมก็ออกกำลังแค่ 1 ชั่วโมง แต่ถึงจะออกกำลังเยอะ ผมก็คุมอาหารไปด้วยนะ เพราะผมได้ยินว่าถ้าจะดูแล
รูปร่าง ออกกำลังกายมีผลแค่ 20% อีก 80% อยู่ที่การคุมอาหาร”
ตลอดการสนทนา ดูเหมือนคุณพ่อจะเป็นเข็มทิศสำคัญที่คอยนำทางชีวิตของตั้ม ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตั้มจะยกให้คุณพ่อเป็นไอดอลในใจ
“พ่อคือคนเก่งที่สุดที่ผมเคยเจอ ถึงคุณพ่อจะจบแค่ ม.3 แต่พ่อก็สร้างธุรกิจมาได้ คำสอนของพ่อที่ผมจำไว้ในใจเสมอ คือ อย่าสร้างหนี้ จะทำธุรกิจให้ค่อยๆ โต ทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน บางอย่างที่เราเห็นว่ารุ่ง อาจจะเจ๊งก็ได้ เพราะฉะนั้น จงอยู่ด้วยความไม่มีหนี้ จะได้ไม่ต้องทุกข์เพราะดอกเบี้ย” ตั้ม กล่าวทิ้งท้าย







