
เคยได้ยิน แต่ไม่รู้จัก เชี่ยวหลาน
ทุกคนสามารถมาเที่ยวเชี่ยวหลานได้ แต่ถ้าจะให้มีความสนุกต้อง “รัก” ธรรมชาติ
สมมติฐานข้อที่ 1 ดิบ
ทุกคนสามารถมาเที่ยวเชี่ยวหลานได้ แต่ถ้าจะให้มีความสนุกต้อง “รัก” ธรรมชาติ เพราะเชี่ยวหลานคือเขื่อนที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “เขื่อนรัชชประภา” จ.สุราษฎร์ธานี เป็นทั้งแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้า แอ่งกักเก็บน้ำ อุทยานแห่งชาติเขาสก และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวตั้งแต่แรก ดังนั้นการท่องเที่ยวจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ซึ่งนั่นคือธรรมชาติอันสมบูรณ์
อย่างที่พักต้องลอยอยู่บนน้ำ โดยนักท่องเที่ยวต้องนั่งเรือเข้าไปอย่างต่ำ 25 นาที จึงจะเจอกับแพแห่งแรก บริเวณนั้นเรียกว่า “คลองมุย” ประกอบด้วย 3 แพ โซนถัดไป “คลองโหลง” มีแพของเอกชน 5 แพ และแพของอุทยานฯ2 แพ ลึกเข้าไปอีกเป็น “คลองหวาง” มีแพเอกชน 4 แพ หนึ่งในนั้นคือ แพ 500 ไร่ แพขนาดใหญ่ที่สุดและได้รับความนิยมในหมู่คนไทย และส่วนสุดท้ายคือ “คลองแสง” ไม่มีแพ เพราะเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปส่องสัตว์ได้
เมื่อเข้าที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ล้วนถูกจำกัด เช่น ไฟฟ้าที่มีให้ใช้เป็นเวลา ตัดขาดจากสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ไม่มีโทรทัศน์ และไม่มีอินเทอร์เน็ต อาหารการกินก็ต้องแล้วแต่แม่ครัว เพราะเมนูขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่หาได้ในวันนั้น พูดง่ายๆ คือ ต้องเป็นคนอยู่ง่าย กินง่ายเหมือนกับคำของคุณเบิ้ล-อติรัตน์ ด่านภัทรวรวัฒน์ เจ้าของแพ 500 ไร่ ที่บอกไว้ว่า “เมื่ออยู่ในเชี่ยวหลานทำให้รู้ว่าความจำเป็นของชีวิตมีแค่ไหน ส่วนที่เราเคยมีมากกว่านั้นมันคือสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมา”
ความดิบนั้นตรงข้ามกับความสะดวกสบาย ซึ่งคนไทยมักนิยมอย่างหลัง คนไทยมักคิดว่าหากจ่ายเงินแล้วก็ขอให้อยู่สบาย มิใช่จ่ายเงินมาลำบากกว่าเดิม ทว่าความลำบากคืออะไร บ้างมองเป็นความเหน็ดเหนื่อย บ้างว่าคือความทรมาน และก็มีบ้างที่บอกว่ามันคือ “ประสบการณ์” ซึ่งพวกที่คิดอย่างสุดท้ายคือคนที่เข้ากับเชี่ยวหลานได้ดีที่สุด และจะมีความสุขกับสิ่งที่ในกิจวัตรไม่มี
สมมติฐานข้อที่ 2 เหนื่อย
หลายคนมาเชี่ยวหลานเพื่อพักผ่อน เป็นสิ่งที่จะได้รับกลับไปแน่นอน เพราะแค่นั่งมองทิวเขาสะท้อนน้ำ และสายหมอกค่อยๆ เคลื่อนผ่านหลังเขาไปก็ถือว่าเพลิดเพลินแล้ว แต่เชี่ยวหลานให้ได้มากกว่านั้นหาก “พร้อมลุย”
กิจกรรมในเชี่ยวหลาน คือโปรแกรมที่แต่ละแพจัดไว้ให้ซื้อเพิ่มจากห้องพัก ยกตัวอย่าง แพ 500 ไร่ ที่มีกิจกรรมให้ทำตั้งแต่ระดับพักผ่อนจนถึงผจญภัยเต็มรูปแบบ ไล่เรียงมาจากล่องเรือชมชีวิตสัตว์ป่าที่คลองแสง เป็นกิจกรรมล่องเรือยามเย็นเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง เพื่อตามหากระทิง ช้าง สมเสร็จ ชะมด ค่างแว่น กวาง หมูป่า เหยี่ยว และนกเงือก ซึ่งจะได้ชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตกเป็นการแสดงส่งท้ายเที่ยวน้ำตกแปดเซียน น้ำตกหนึ่งเดียวท่ามกลางผืนป่าที่ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวน้ำตกและสามารถเดินไต่ขึ้นไปตามชั้นได้ไม่ยาก ซึ่งชั้นบนจะเป็นแอ่งสามารถลงไปแช่ตัวเหมือนอยู่ในอ่างจากุซซี่ เที่ยวถ้ำปะการัง อยู่ภายในทะเลใน 500 ไร่ (ที่ตั้งเดิมของแพ 500 ไร่ อันเป็นที่มาของชื่อ) ต้องเดินป่าข้ามเนินเขา 1.5 กม. และล่องแพไม้ไผ่เข้าไปในถ้ำ ซึ่งจัดอยู่ในระดับผจญภัยเล็กน้อยเดินป่าขึ้นจุดชมวิวไกรสร เหมาะสำหรับผู้ที่รักการเดินป่าขึ้นเขาไปยังยอดเขาที่มองเห็นเขื่อนและผืนป่าได้ชัดเจน ถือเป็นการผจญภัยระดับปานกลาง และเดินป่าตะลุยถ้ำน้ำทะลุ การผจญภัยเต็มรูปแบบ เหมาะกับคนที่มีร่างกายแข็งแรง โดยต้องเดินป่า 3 กม. ผ่านลำธารที่ลึกตั้งแต่หัวเข่าจนถึง 700 ม. และผจญภัยในถ้ำที่เต็มไปด้วยโขดหินและความมืดมิด
ถ้าไม่นับกิจกรรมล่องเรือชมสัตว์ ล้วนเป็นกิจกรรมที่ต้องเหงื่อตกก่อนไปถึง คนจึงมักเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ ในห้องพัก ล่องเรือชมนกชมหมอก และกลับมานั่งนิ่งๆ อีกรอบ จริงอยู่ว่ามันคือความฝันของการพักผ่อน แต่มันคือเชี่ยวหลาน ผิวเผินเหมือนได้เห็นแค่ผิวน้ำที่มีภาพสะท้อนของสิ่งที่มีอยู่จริง
สมมติฐานข้อที่ 3 แพง
กิจกรรมที่กล่าวไปคือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากค่าห้องพักที่จ่ายไปแล้ว หลายคนเรียกว่า งบบานปลาย และเมื่ออยู่บนแพแล้วต้องกินต้องใช้ของบนแพ ซึ่งหลายคนเรียกว่า ผูกขาด จึงเป็นความรู้สึกว่าจ่ายไม่จบ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ใคร่ แต่ทางแพกลับรู้สึกอีกอย่างว่ามันคือการคัดเลือกลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและพร้อมมาเท่านั้น
คุณเบิ้ล-อติรัตน์ ด่านภัทรวรวัฒน์ กล่าวในฐานะเจ้าของกิจการที่มีคนไทยใช้บริการมากกว่าต่างชาติว่า “นักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีคุณภาพก็มีมาก” เขาเลือกกรองลูกค้าด้วยราคาดีกว่าไม่ต้อนรับคนไทย “เหมือนบางแพ” เขาว่าอย่างนั้น และเล่าต่อ “บางแพไม่รับคนไทยเพราะจ่ายน้อย แล้วเลือกปล่อยห้องว่างถ้าไม่มีต่างชาติมาพัก” นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมันและอังกฤษ พวกเขายอมจ่ายค่าทัวร์คนละ 1 หมื่นบาทจากภูเก็ตมายังเขื่อน และใช้จ่ายอยู่บนแพเป็นอาทิตย์ จึงไม่แปลกที่บางแพจะต้อนรับชาวต่างชาติเหมือนปลาว่ายเข้าอวน
ความน่าจะเป็นว่ามันดิบ เหนื่อย และแพงเกินไป อาจจะเป็นสาเหตุว่าทำไมชาวไทยไม่ไปเชี่ยวหลาน ชื่อนี้จึงเคยได้ยินแต่ “ไม่รู้จัก” เพราะคนไม่ไปประจักษ์ด้วยสายตาตัวเอง ทั้งนี้ก็ยังเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า “นักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีคุณภาพก็มีมาก” หวังแต่เพียงว่าความสวยงามและประสบการณ์ที่ไม่เหมือนที่อื่น จะทำให้นักท่องเที่ยวคุณภาพเหล่านั้นตัดสินใจมาเชี่ยวหลานแทนการซื้อตั๋วไปต่างประเทศ







