
หยาดน้ำค้างพันปี เขียนด้วยชีวิต ชมัยพร แสงกระจ่าง
“หยาดน้ำค้างพันปี” ผลงานนวนิยายเล่มใหม่ที่เขียนด้วยเรื่องราวของชีวิต กลั่นจากประสบการณ์ที่ต้องคดีเครื่องราชฯ ยาวนานกว่า 22 ปี ก่อนศาลตัดสินคดียกฟ้องเมื่อปี 2553 ของ “ชมัยภร แสงกระจ่าง”
“หยาดน้ำค้างพันปี” ผลงานนวนิยายเล่มใหม่ที่เขียนด้วยเรื่องราวของชีวิต กลั่นจากประสบการณ์ที่ต้องคดีเครื่องราชฯ ยาวนานกว่า 22 ปี ก่อนศาลตัดสินคดียกฟ้องเมื่อปี 2553 ของ “ชมัยภร แสงกระจ่าง”
ย้อนไปเมื่อ 22 ปี ชื่อของ “ชมัยพร แสงกระจ่าง” ยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางเหมือนปัจจุบัน แต่ระยะเวลาที่เธอต้องขึ้นๆ ลงๆ ศาล ชมัยพรก็ได้เริ่มก่อร่างสร้างความเป็นนักเขียน จนปัจจุบันเป็นนักเขียนที่ได้รับการยอมรับ มีผลงานได้รับรางวัลจากภาครัฐจำนวนมาก มีตำแหน่งเป็นถึงนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย (ปี 2550-2554)
การเขียนคือส่วนหนึ่งที่ช่วยบรรเทาความทุกข์ในการตกเป็นจำเลย
“ตอนนั้นเริ่มต้นด้วยบทรายงาน บทสัมภาษณ์ เริ่มต้นด้วยสิ่งที่เราทำเป็นอยู่แล้ว เพราะตอนนั้นเราเขียนพวกนี้ในชื่อของ ไพลิน รุ้งรัตน์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำมันเป็นเรื่องปกติมาก เราก็ทำไปเรื่อยๆ แต่ความอยากเขียนนิยาย เรื่องสั้น มันจะอยู่ข้างในใจ แล้ว บก.ก็จะคอยสังเกต ว่าผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว เรามีเรื่องสั้นรึเปล่า พอพี่เขาถามเราก็เอาไปให้ เหมือนมันค่อยเป็นค่อยไป มันไม่ได้ข้ามไปในคืนเดียว
เราทำงานเขียนมันก็เป็นการช่วยเราบำบัดทุกข์ด้วย คืออย่างนี้ เวลาเราทำงานเราจะลืมไปเลยว่าเรากำลังมีชีวิตที่ทุกข์ยาก เราก็จะจดจ่อ ออกไปสัมภาษณ์คน ออกไปดูกิจกรรมวรรณกรรม ไปฟังอภิปราย แล้วก็กลับมาเขียนรายงาน เราก็จดจ่ออยู่ตรงนั้น พอจดจ่ออยู่กับงานความทุกข์ก็จะน้อยลงโดยไม่รู้ตัว”
หลายผลงานในทุกๆ นามปากกา ชมัยพรไม่ได้นำเรื่องราว หรือตัวละครในคดีความมาอยู่ในเรื่องที่เธอเขียน แต่วันนี้เหตุการณ์ตัวละครเหล่านั้นมาอยู่ในหยาดน้ำค้างพันปี
“ไม่ได้คิดอยากจะเขียนด้วยเหตุผลหนึ่ง แต่ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขียนถึงผู้พิพากษา เรื่อง เช้าชื่น คืนฉาย คือให้ผู้พิพากษาเกษียณแล้วรับเลี้ยงเด็กแค่นั้นเอง แล้วก็มีแบ็กกราวด์ผู้พิพากษาเล็กน้อย ซึ่งยังเคยพูดให้คนอื่นฟังอยู่เสมอว่าเรื่องนี้เหมือนกับว่าขึ้นศาลมานาน เราเลยจำบุคลิกจำอะไรของเขามา แต่มีแค่นิดเดียว มันเอามาใส่ไม่ได้ เพราะว่าคดีความมันยังไม่สิ้นสุด เราเรียนรู้มาว่าคดีความยังไม่สิ้นสุดไปแตะต้องไม่ได้ แต่เรื่องหยาดน้ำค้างพันปี เป็นชีวิต ไม่เป็นไร เราไม่ได้ใส่เอาตัวคดีมาใส่ แล้วเราคิดอยู่เสมอว่า ถ้าจะเขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้จะเป็นเรื่องเดียว ตอน 5 ปีก็คิด 10 ปีก็คิด แต่คดีไม่สิ้นสุดสักที เราก็ไม่ได้เขียนสักที จนกระทั่ง 22 ปี เราได้เขียนแล้ว”
เมื่อเอาเรื่องชีวิตจริงมาเขียนนวนิยาย ชมัยพรได้ใช้กลวิธีหลากหลายในการนำเสนอ รวมถึงการสร้างตัวละครขึ้นมาเพื่อเป็นตัวเองในแบบที่ไม่ได้เป็นตัวเอง
“ในเรื่องจินตนาการทั้งนั้นเลย คือมันมาจากฐานความจริง แต่รายละเอียดเป็นจินตนาการ ตัวจริงเป็นความจริง ซึ่งความจริงไม่ใช่ข้อเท็จจริงนะ ข้อเท็จจริงต้องจินตนาการใหม่ เพราะว่าใช้อันเก่าไม่ได้ เนื่องจากว่าตอนแรกที่เขียนคดียังไม่สิ้นสุด ใช้เวลาเขียนไปประมาณปีหนึ่ง ระหว่างที่เขียนรู้สึกเสียใจ เหมือนไปรื้ออดีตขึ้นมา ไปดูสมุดบันทึกเก่าๆ เปิดอ่านแล้วจึงเขียน คือตอนที่เขียนก็ยังนึกไม่ออกหรอกว่ามันจะออกมามากขนาดนี้ แต่เราไปเปิดนี่ไง นี่ขนาดไม่ได้บันทึกละเอียดเลย บันทึกเฉพาะวันที่ไปขึ้นศาล บางทีก็มีวันอื่นบ้าง ร้องไห้ตั้งหลายตอน เวลาเราไปอ่านบันทึกเราก็ร้องไห้อีก บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันฝังอยู่ในใจ พอเรามาเขียนปรากฏว่ามันร้องไห้ เลยรู้ว่าชีวิตที่ผ่านๆ มาเราร้องไห้เยอะ
ตัวเองเป็นคนเขียนหนังสือ ถ้าจะเขียนเรื่องแล้วให้ตัวละครเป็นนักเขียน มันก็เหมือนกับตลก เรากำลังจะเขียนหนังสือเพื่อที่จะบอกว่าเราเขียนหนังสือยังไง มันเป็นไปไม่ได้ ก็เลยเอาครอสสติตช์เข้ามาแทน ให้ตัวละครปักครอสสติตช์ เป็นการถักความทุกข์ไปเรื่อยๆ เหมือนถ้าเราเขียนหนังสือเราก็จะเขียนเรื่องทุกข์ๆๆๆ จนวันหนึ่งเราก็พบว่าเราจะเขียนทุกข์ไปทำไมกันนักหนา ออกไปสู่โลกสว่างสดใส”
เรื่องราว 22 ปี ที่เธอประสบ ถูกกลั่นมาเป็นหนังสือเพียง 300 กว่าหน้า ทว่าอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกของผู้ที่เผชิญชะตากรรม ถูกสังคมพิพากษาว่าผิด (ไปแล้ว) เหตุการณ์ใหญ่หรือสำคัญต่อจิตใจและเป็นตัวแปร มีอิทธิพลต่อวันพรุ่ง ไม่ลืมเสียล่ะที่จะคัดมาอยู่ในบางบทบางตอน
“ประเด็นหลักเราต้องการสะท้อนให้เห็นว่า 22 ปี กระบวนทางการยุติธรรมนั้นทุกข์แค่ไหน และฉันก้าวข้ามมันมายังไง องค์ประกอบส่วนนวนิยายก็อย่างที่บอกมันเป็นความจริง นอกนนั้นก็จินตนาการแต่งเติมเข้าไป ที่บันทึกเอาไว้เป็นประโยชน์มาก กระบวนการการข้ามความทุกข์ กระบวนการการขึ้นศาล คือสิ่งที่เรานำเสนอ ขึ้นศาลมันเป็นกระบวนการความทุกข์ เราก็ใช่ภาพรูปธรรมของการขึ้นศาล แต่จริงๆ ทั้งหมดนี้คือการก้าวข้ามทุกข์ที่เกิดจากคดีความ เราจะก้าวไปได้ยังไง จนกว่าจะถึงจุดที่เรายืนอยู่ในปัจจุบัน สมมติว่าคดีความมันสิ้นสุดว่าเราต้องถูกลงโทษ เราอาจจะไม่มีแรงเขียน แต่นี่มันมีแรงเขียนเพราะเรารู้ว่าคดีความมันสิ้นสุดอย่างที่เราไม่ถูกลงโทษ เราเลยอยากบันทึกถึงสิ่งที่มันเกิดขึ้น มันทุกข์ทรมานมากจนกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้”
หยาดน้ำค้างพันปี เป็นนวนิยายอีกเรื่องที่สัมผัสได้ถึงพลังของธรรมะที่หล่อเลี้ยงจิต ผู้เขียนกล่าวไว้ว่าการก้าวผ่านก็คือจุดสุดท้ายที่อยู่ในความทุกข์ กระบวนการก้าวผ่านหมายถึงคุณเรียนรู้ทุกข์ จนกระทั่งคุณก้าวผ่าน หมายถึงถ้าคุณไม่เรียนรู้ทุกข์ คุณก็ไม่สามารถก้าวผ่านได้ ถ้าตราบใดที่คุณยังไม่ตระหนักคุณก็จะไม่มีวันก้าวผ่าน เมื่อได้ที่ตระหนักแล้วความทุกข์นั้นก็จะผ่านไป
“ต้องรู้จักทุกข์จริงๆ หมายความว่าอย่าไปเพิ่มทุกข์โดยการไปทำประเด็นอื่นเพิ่ม รู้จักทุกข์ รู้ว่าทุกข์อะไรอยู่ ทุกข์ทีละตัว อย่าไปเพิ่มทุกข์ สมมติว่าเรามีเรื่องศาลเราก็ทุกข์เรื่องศาล อย่าไปทุกข์เรื่องทะเลาะกับลูก ทะเลาะกับสามี ทุกข์เรื่องอะไรต่อไปอีก ก็คือจัดการไม่เป็น คือในระยะแรกตัวละคร (สายน้ำ) จัดการกับชีวิตไม่ได้ ต้องรู้ว่าทุกข์อะไร แล้วจัดการให้ถูก เมื่อคุณรู้จักมันรู้จักทุกข์นั้นก็ข้ามแล้ว ทุกข์แค่รู้จักก็พอแล้ว ไม่ต้องไปทำอะไรมันมาก”
หนังสือเล่มนี้ “หยาดน้ำค้างพันปี” เกิดจากความทุกข์ของชีวิตคนคนหนึ่ง แต่ระหว่างที่เขียน ผู้เขียนมีความสุขที่ได้เขียน (แม้จะระคนเศร้ากับความหลังบ้าง) และยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีกเมื่อเรื่องที่เขียนได้ออกมาเป็นหนังสือ แสดงให้เห็นว่ากระบวนการการเรียนรู้ทุกข์นั้นก็สามารถทำให้ผู้เขียนก้าวข้ามมันมาได้ และนำมาบอกต่อสู่ผู้อ่าน







