
ความว่าง (เปล่า) ในใจ
ปกติเธอพำนักอยู่กับสามีและลูกๆ ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย แต่สบโอกาสเมื่อใดเธอก็มักจะบินลัดฟ้ากลับบ้านเกิด “ภาพตะวัน สุวรรณกูฎ”
ปกติเธอพำนักอยู่กับสามีและลูกๆ ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย แต่สบโอกาสเมื่อใดเธอก็มักจะบินลัดฟ้ากลับบ้านเกิด “ภาพตะวัน สุวรรณกูฎ” มาเยี่ยมคุณแม่และญาติๆ เพียง 3 เดือน ไหนๆ ก็มาประเทศไทย เธอจึงตั้งใจจัดแสดงผลงานศิลปะตามที่ตัวเองมุ่งหวัง
ครั้งนี้เธอเลือก 100 ต้นสน แกลเลอรี่ สถานที่ที่คุ้นชินกันดี ถ้าใครยังจำได้ ภาพตะวันเคยมีนิทรรศการเดี่ยว “Locution-(re)-locations… ผนังของโลกหม่นบางคล้ายผนังระฆังทองคำ (เต็มไปด้วยทัศนะ..เต็มไปด้วยความรู้สึก)” ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาไม่เบา ทั้งยังได้รับเกียรติร่วมแสดงในมหกรรมศิลปะซิดนีย์ เบียนนาเล่ ครั้งที่ 18 อีกด้วย
“วันว่าง (เปล่า)” นิทรรศการยั่วล้อความรู้สึกตัวเธอเอง เชื่อมโยงไปถึงแม่ชราภาพ ลูกและสามี ภาพจิตรกรรมฝาผนัง กระทั่งสถานการณ์การเมืองไทยช่วงที่กรุงเทพฯ วุ่นวาย มีการชุมนุมประท้วง ปิดถนนและสี่แยกหลัก ราวปลายปี 2556 ถึงต้นปี 2557
“คนที่มีสองวัฒนธรรมมักจะมีความอ่อนไหวมากกว่าคนอื่นนะ เหมือนคนไม่มีภูมิต้านทานกับสิ่งที่เข้ามากระทบจิตใจ ซึ่งดิฉันก็เป็น ดิฉันต้องพยายามจะเปิดทวารให้กว้างขึ้น เพื่อรับรู้กับสถานการณ์และพยายามจะเข้าใจ ตอนแรกที่อยากกลับมาเมืองไทย คืออยากพาลูกๆ มาเจอคุณยาย เพราะท่านแก่มากแล้ว แต่ภาพที่เห็นมันคนละอย่าง ความวิตกกังวลของดิฉันก็เลยมีมากกว่าคนอื่น“
การมาเยือนประเทศไทยวันนั้นสร้างความสับสนและความวิตกจริตให้แก่เธอ และนำเธอไปสู่ภาพฝันร้ายที่ฝังลึกจนยากจะสลัดภาพทิ้งไปได้ ทว่า สุดท้ายก็ทำให้ศิลปินหญิงเกิดไอเดียอยากต่อยอดสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะ ภายใต้หลากหลายนัยที่ซ่อนเร้นอยู่ในงานจิตรกรรม
“เหมือนทุกอย่างมันยังฝังในหัว สถานการณ์ไม่คลี่คลาย มันก็เลยย้อนกลับมาที่เดิม ความรู้สึกของดิฉันตอนนั้นมันอยู่ในฐานะความเป็นผู้หญิง แม่ และลูกสาวในคราวเดียวกัน มันเป็นความรู้สึกเกี่ยวกับทางอารมณ์มากกว่าจะเป็นเหตุผล คนอื่นดิฉันไม่รู้ว่าพวกเขาคิดยังไง แต่ในความเป็นศิลปินของดิฉัน มันคือเหตุการณ์ที่กระทบอารมณ์กับชีวิตค่ะ”
ผลงานที่เธอนำเสนอชุดนี้ เธอย้ำนักย้ำหนาว่ามันคืองานจิตรกรรม เป็นคำกลางๆ ที่เธอเลือกใช้ ไม่อยากใช้คำว่าจิตรกรรมร่วมสมัย หรือจิตรกรรมฝาผนัง แม้ลึกๆ เธอผูกพันและถนัดจิตรกรรมฝาผนังแต่อ้อนแต่ออกก็ตาม นั่นจึงทำให้เห็นถึงความตั้งใจของตัวศิลปินที่จะสืบสานงานจิตรกรรมโดยไร้ซึ่งคำจำกัดความ
“จริงๆ ดิฉันรู้จักวัดและงานจิตรกรรมมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะคุณพ่อก็เป็นช่างเขียนรูปฝาผนังตามวัด ดิฉันโตในวัด แต่ไม่มีสิทธิที่จะทำตัวเข้าใกล้วัดได้มากกว่าน้องชาย ด้วยความเป็นผู้หญิง ก็จะมีข้อห้ามเยอะแยะ ดิฉันก็เลยได้แค่ช่วยทำงาน
อื่นๆ ตามประสาเด็กผู้หญิง เช่น กวาดลานวัด ล้างจาน เหมือนถูกจำกัดพื้นที่ไปโดยปริยาย พอมีโอกาสทำงานศิลปะดิฉันก็เลยสนใจและอยากเปิดหูเปิดตาเปิดทวารอื่นๆ จากการซึมซับภาพจิตรกรรมฝาผนัง จนกลายเป็นคนที่ถนัดงานจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งงานชุดนี้ที่ดิฉันไม่อยากเรียกว่าเป็นจิตรกรรมฝาผนัง หรือจิตรกรรมร่วมสมัย ก็เพราะมันคือจิตรกรรมที่ดิฉันเขียนมาจากประสบการณ์ชีวิต”
สำหรับความหมายชื่อนิทรรศการ ศิลปิน เล่าว่า ค่อนข้างมีความทับซ้อนกันหลายระดับ แรกเริ่มเธอถอดความจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย คือไร้สาระ ด้วยเกรงจะเป็นการดูถูกดูแคลน เธอจึงคิดสะระตะขอเพิ่มคำว่าไม่สิ้นสุดในวงเล็บเพื่อขยายความรู้สึกต่อท้าย
“อาจจะมีคนแปลความหมายไปในทางการเมืองได้เหมือนกันนะ ซึ่งความสุ่มเสี่ยงนี้ดิฉันเองก็คิดว่าคงมีแหละ แต่สุดท้ายมันก็เป็นความคิดเห็นและการแสดงออกของคนทำงานศิลปะ เพราะส่วนตัวดิฉันในฐานะคนทำงานศิลปะ ศิลปะคือการสื่อสาร การสะท้อนชีวิต การถ่ายทอดประสบการณ์ การแสดงทัศนะ
ดิฉันอยากสลายคำว่าศิลปะในแบบเดิมๆ เพราะมันจะไม่มีเนื้อที่ในการสื่อสารเลย ถ้างานศิลปะไม่ได้สะท้อนเนื้อแท้ถึงอณูชีวิต ทุกอย่างที่จับหยิบ ทุกสถานการณ์ที่คิด ล้วนนำไปสู่กระบวนการสร้างสรรค์งานทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันว่ามันมีความหมายนะ แน่นอน ดิฉันไม่มีสิทธิก้าวก่ายสมบัติสาธารณะ การตีความจึงตกเป็นของคนรับสารหรือผู้ชมค่ะ”
ความมุ่งหวังของศิลปินไม่ได้ตั้งใจ หรือจงใจเข้าไปข้องแวะกับการเมือง เธอแค่อยากแสดงอัตลักษณ์ของคนที่ย้ายถิ่นไปอยู่ที่อื่น เพื่อสื่อสารกับคนท้องถิ่นกับคนทั่วไป หรือประชากรโลก มากกว่านั้นเธอในฐานะแม่เกิดที่กรุงเทพฯ มีคุณพ่อเป็นคนอุบลฯ มีคุณแม่เป็นคนเชียงใหม่ เธอหวังอยากให้ลูกๆ เข้าใจอัตลักษณ์ของตัวเองไม่แง่ใดก็แง่หนึ่ง ถึงที่สุดแล้ว ความหมายคำว่า วันว่าง (เปล่า) อาจขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน
หมายเหตุ : นิทรรศการ “วันว่าง (เปล่า)” จัดแสดงจนถึงวันที่ 4 ม.ค. 2558 ณ 100 ต้นสน แกลเลอรี่ ถนนเพลินจิต โทร. 02-684-1527







