posttoday
มนาเทศ อันนวัฒน์สัดส่วนชีวิตที่ลงตัว

มนาเทศ อันนวัฒน์สัดส่วนชีวิตที่ลงตัว

11 พฤศจิกายน 2557

อยู่กับงาน อยู่กับครอบครัว อยู่กับตัวเอง...นี่คือคำนิยามตัวตน คำตอบเมื่อถูกถามถึงไลฟ์สไตล์ของ มนาเทศ อันนวัฒน์

โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

อยู่กับงาน อยู่กับครอบครัว อยู่กับตัวเอง...นี่คือคำนิยามตัวตน คำตอบเมื่อถูกถามถึงไลฟ์สไตล์ของ มนาเทศ อันนวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม ผู้รับผิดชอบดูแลด้านการบริหารจัดการ การวางแผนการตลาด และการส่งเสริมการขายของศูนย์การค้าใหญ่ เงื่อนไขที่ทำให้ 3 ส่วนของชีวิตลงตัว เจ้าตัวเฉลยเลยก็แล้วกัน...การแบ่งเวลา

มนาเทศ เล่าให้ฟังว่า ชีวิตใช้เวลากับการทำงานเป็นหลัก มุ่งมั่นทุ่มเท โดยบทบาทหน้าที่ต้องดูแลรับผิดชอบงานด้านการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นปีหน้า จะเปิดให้บริการศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ซึ่งเป็นศูนย์การค้าแห่งที่สองในกลุ่มดิ เอ็ม ดิสทริค ประกอบไปด้วยศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ และอาคารสำนักงาน ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท ฝั่งตรงข้ามกับอาคารศูนย์การค้าเอ็มโพเรียมเดิม เพราะฉะนั้นก็เป็นช่วงเวลาของการเตรียมความพร้อม ทุกวันนี้ไปทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

“ที่นี่จะเป็นศูนย์รวมของไลฟ์สไตล์ แหล่งช็อปปิ้ง แฟชั่น ไดนิงและศูนย์รวมความบันเทิงใจกลางเมืองที่มีสีสันที่สุดแห่งหนึ่ง ไม่เฉพาะแต่กับผู้บริโภคชาวไทย แต่กับผู้บริโภคชาวต่างชาติด้วย ในมุมของการตลาด เรามีแผนจัดทำทุกอย่างที่ไม่เหมือนใคร ที่ในเมืองไทยไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน เอาเป็นว่าอ้าปากค้างได้ตลอดทั้งปี” มนาเทศ เล่า

มนาเทศ อันนวัฒน์สัดส่วนชีวิตที่ลงตัว

 

นอกจากงานหลักที่ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่แล้ว มนาเทศยังทำธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับเฮลท์แคร์ เขาร่วมหุ้นเปิดคลินิกดูแลผิวพรรณและความงามที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ชื่อ ฮ็อพ คลินิก (HOP Clinic) ซึ่งมาจากคำว่า House of Perfection หรือบ้านแห่งความสมบูรณ์แบบ คลินิกความงามที่เปรียบเสมือนบ้านอีกหนึ่งหลัง ที่ใครเข้ามาใช้บริการแล้วสวยหล่อสมบูรณ์แบบกลับไป ความพิเศษคือเครื่องมือทันสมัยคุณภาพสูง Premium Multi Platform ที่สามารถเลือกใช้โปรแกรมต่างๆ ได้ตามแต่ปัญหาของลูกค้าที่ไม่เหมือนกัน

“ฮ็อพเน้นความสมบูรณ์แบบ ทั้งแพทย์ เครื่องมือและบุคลากร” มนาเทศ เล่า เปิดมาได้ประมาณปีหนึ่ง มนาเทศเล่าว่า ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยปกติเขาจะเข้ามาดูแลคลินิกในวันอาทิตย์ แต่บางทีก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหุ้นส่วนและทีมแพทย์ผู้รับผิดชอบ การแบ่งเวลาเป็นเงื่อนไขสำคัญ งานหลักทำอย่างเต็มที่ตั้งแต่วันจันทร์-เสาร์ ส่วนวันอาทิตย์ถ้ามีเวลาก็เข้ามาดูที่ฮ็อพ คลินิกบ้าง แล้วเวลาส่วนตัวล่ะ? เจ้าตัวยิ้มแจ่มใสบอกว่า ก็แบ่งเวลาเฉลี่ยๆ ไป ดูแลคลินิกด้วย ดูแลครอบครัวด้วย เพราะบิดาเพิ่งเสียชีวิตไม่นาน เหลือแต่คุณแม่ก็ทุ่มเทดูแลเป็นพิเศษในช่วงนี้

“คุณพ่อเพิ่งเสียชีวิตจากโรคไตและโรคมะเร็ง การเสียคุณพ่อไป แม้จะเตรียมใจอยู่ก่อนแต่ก็อดไม่ได้ที่จะใจหาย แต่ถามว่าเสียใจหรือไม่ ผมไม่เสียใจ เพราะถือว่าได้ทำเต็มที่แล้วในช่วงเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่ ผมถือว่าได้ทำหน้าที่ของลูกคนหนึ่งอย่างเต็มกำลังความสามารถแล้ว ทุ่มเทเวลาช่วงนี้ให้คุณแม่ ดูแลคุณแม่”

มนาเทศเล่าว่า ครอบครัวของเขาสนิทกันมาก เขาโชคดีที่มีคุณพ่อคุณแม่ที่ดี ที่สนับสนุนลูก ชี้ทางบอกในทางที่ควรแก่ลูก พูดไม่ถูกว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่มีคุณพ่อคุณแม่ที่ดี มีพี่สาวพี่ชายที่อะเมซิ่งมหัศจรรย์ ลึกซึ้งในความดีงามคือความอบอุ่นของครอบครัว นี่เองที่เป็นความสุขของชีวิต ได้เกิดมาในครอบครัวนี้ ได้มีโอกาสแบ่งปันความรักความโชคดี รวมทั้งเป็นกำลังใจให้กันและกันเสมอ

มนาเทศ อันนวัฒน์สัดส่วนชีวิตที่ลงตัว

บิดาคือ มนตรี อันนวัฒน์ ได้เสียชีวิตลงเมื่อปีก่อน หากมนาเทศบอกว่า จุดเปลี่ยนชีวิตของเขาเริ่มตั้งแต่ปี 2537 เมื่อบิดาเริ่มป่วยด้วยโรคมะเร็งตับและมะเร็งกระดูก โรคนี้ส่งผลต่อไตทำให้ไตวายในเวลาต่อมา บิดาต้องรับประทานยาเยอะมาก แพทย์ประจำตัวบอกให้ทำใจว่าพ่ออาจเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่เดือน โชคดีที่ได้ดูแลพ่อ โชคดีที่ได้รู้ว่าพ่อจะมีเวลาอีกไม่มาก ได้ดูแลพ่อในวาระสุดท้ายของพ่อ

“ช่วงท้ายของชีวิตพ่อ พ่อต้องฟอกไตอาทิตย์ละ 3 วัน เราทุกคนดูแลพ่ออย่างดีที่สุด เน้นให้พ่อมีความสุขเท่าที่จะเป็นไปได้ อยู่กับพ่อให้มากที่สุด ให้พ่อมีความสุขที่สุด ทำให้ดีที่สุด นี่คือหน้าที่ของลูก”

ในที่สุดครอบครัวก็ตัดสินใจที่จะหยุดการรักษามะเร็ง หยุดการฟอกไต รู้ดีว่าเมื่อหยุดการฟอกของเสียออกจากร่างกายแล้ว ค่าไตจะเสีย เลือดจะเสีย ชีวิตของพ่อและสังขารของพ่อ จะอยู่ได้อีกไม่นาน แต่เพราะถึงที่สุดแล้วการรักษาทางการแพทย์ไม่ใช่คำตอบ มนาเทศเล่าว่า เมื่อวันสุดท้ายของพ่อมาถึง ทุกคนทำอย่างดีที่สุด ทุกคนพยายามทำให้ดีที่สุด และเมื่อพ่อจากไป พวกเราจะไม่เสียใจ

“ผมไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร เพราะโกรธไปก็เท่านั้น เกลียดไปก็เท่านั้น จะโกรธจะเกลียดใครไปทำไม ในเมื่อความเป็นกับความตายมันใกล้กันมาก คุณพ่อผ่าตัดมะเร็ง คุณอาผมก็เป็นมะเร็งในเวลาไล่เลี่ยกัน ชีวิตจะสอนเรา”

มนาเทศ อันนวัฒน์สัดส่วนชีวิตที่ลงตัว

 

ย้อนไปในวัยเด็ก ได้มีโอกาสอบรมรู้ธรรมตั้งแต่วัยเยาว์ ได้รับการปลูกฝังในแบบของชาวพุทธ บ่มเพาะศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง โดยช่วงหนึ่งของชีวิตยังเคยได้ไปศึกษาธรรมที่สุสานไตรลักษณ์ที่มีชื่อเสียงของหลวงพ่อเกษม เขมโก ที่ จ.ลำปางด้วย หลังจากศึกษาปริญญาโทจบบินกลับประเทศไทย ก่อนอะไรอื่นได้บวชเรียนที่วัดบวรนิเวศวรวิหาร บางลำพู ก็พูดได้ว่าช่วยได้มาก ในเรื่องธรรมะต่อการงานและการใช้ชีวิต

“ธรรมะอบรมจิตใจของเราให้เบิกบาน อบรมจิตใจของเราให้ผ่องใส หลายครั้งที่ได้เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของสรรพสิ่ง ก็ต้องบอกตัวเอง สอนตัวเองว่า นี่แหละความจริงของชีวิต ทุกอย่างดับ ทุกอย่างผ่านหน้าเราไป รู้สึกรู้ซึ้งอะไรต้องเตือนตัวเองว่ามันไม่จีรัง”

มนาเทศบอกว่า ชีวิตของเขาไม่เคยเสียดายอะไรเลย เพราะถือว่าได้สิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ทั้งพ่อแม่พี่น้อง ครอบครัวและการงานเป้าหมายชีวิตคือการอยากทำสิ่งที่ทำอยู่ให้เต็มกำลัง สุดท้ายของสุดท้ายคือการไม่ประมาทในบุญ ที่มีอยู่แล้วหมดได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องขวนขวายในกุศล ขวนขวายในบุญ ที่ผ่านมาไม่เคยปฏิเสธบุญ ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ทำมากทำน้อยก็ขอให้ทำ หรือนี่เองที่เป็นเคล็ดลับความสำเร็จของหนุ่มนักบริหารคนเก่งของดิ เอ็มโพเรียมคนนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท