
ความยุติธรรมที่จับต้องได้
เมื่อตอนที่เราเรียนประวัติศาสตร์ไทยเกี่ยวกับการเกณฑ์แรงงานไพร่ในยุคโบราณ
เมื่อตอนที่เราเรียนประวัติศาสตร์ไทยเกี่ยวกับการเกณฑ์แรงงานไพร่ในยุคโบราณ หลายคนคงจะจินตนาการไม่ออกว่ามันจะลำบากยากเย็นสักเพียงไหนกัน และมักเป็นช่วงตอนที่นักเรียน นักศึกษาให้ความสนใจน้อยที่สุด เพราะดูห่างไกลจากชีวิตจริงในยุค “โพสต์โพสต์โพสต์โมเดิร์น” เสียเหลือเกิน
แต่ในยุคโบราณ การเกณฑ์แรงงานเป็นทุกขเวทนาอันแรงกล้าอย่างหนึ่ง สมัยอยุธยานั้นต้องเข้ากันเดือนเว้นเดือน ลูกเมียแทบไม่ได้พบหน้า และเป็นเหตุให้ผู้หญิงในสังคมไทยโบราณเป็นผู้นำครอบครัวไป เพราะผัวต้องไป “รับใช้ชาติ” หากบ้านเมืองปกติงานน้อยก็บุญไป พอมีเวลากัดปลา ตีไก่ สูบกัญชาตามประสาชาวบ้าน ดังปรากฏในภาพลายรดน้ำที่หอเขียนวังสวนผักกาดเป็นประจักษ์พยาน
หากคราใดมีอริราชศัตรูมาก็เตรียมผ้าขาวไปด้วยเลย เพราะมีสิทธิกลับมาหาลูกเมียแค่กระดูก หากไม่ตายก็ลำบากกันถ้วนหน้า เพราะข้าวปลาอาหารก็ต้องเตรียมไปเอง ใครมีลูกเป็นโขยงก็หนักใจหน่อย เพราะไม่รู้จะขยักเสบียงเลี้ยงไอ้หนูอีหนูอย่างไร ส่วนใครมีเมียสาวก็ไม่ต้องเป็นอันกินอันนอน กลัวจะเข้าทำนอง “สามวันจากนารีเป็นอื่น” ตอนที่ไปรับใช้หลวง
นี่คือความลำบากของระบบเกณฑ์แรงงานยุคกรุงเก่า พอถึงยุคกรุงเทพฯ แล้วพระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระมหากรุณาลดหย่อนกำหนดการ “ขอแรง” ลงเรื่อยๆ จากเข้าเดือนออก 2 เดือนสมัยรัชกาลที่ 1 มาเป็นเข้าเดือนออก 3 เดือนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา กระทั่งยกเลิกเด็ดขาดสมัยรัชกาลที่ 5 เพราะแปลงเป็นการเกณฑ์ทหารตามระบอบสมัยใหม่อันอารยะ
ใครที่นึกภาพของการ “ขอความร่วมมือแกมบังคับ” ก่อนยุคโมเดิร์นของไทย สามารถสอบทานได้จากประจักษ์พยานเชิงวรรณกรรม อันมีขุนช้างขุนแผน และนิราศหนองคาย เป็นอาทิ
มีคำถามว่า การเกณฑ์แรงงานไพร่นี้เป็นความอยุติธรรมหรือไม่?
หากตอบตามบริบทของยุคสมัย ย่อมเป็นเรื่องจำเป็น เพราะแรงงานคือยุทธปัจจัยการรักษาและครองแผ่นดินในแว่นแคว้นฟรณภูมิ แต่หากตอบด้วยมโนทัศน์แบบฝ่ายซ้ายแล้วนี่เป็นความอยุติธรรมอันเลวร้าย เป็นการบีฑาของชนชั้นหนึ่งต่อชนชั้นหนึ่ง หากตอบด้วยกรอบคิดแบบทุนนิยม นี่เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสูญเปล่า เพราะแรงงานถูกเกณฑ์ถูกพันธนาการไม่ให้สร้างสรรค์นวัตกรรม จึงไม่ยุติธรรมต่อปัจเจกบุคคล
ในแง่รัฐชาติสมัยใหม่ วิธีการนี้ก็ไม่ยุติธรรม เพราะหาประโยชน์มิได้ไม่ว่ากับฝ่ายไหน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคงจะทรงเล็งเห็นความจำเป็นในเชิงทุนนิยม จึงยกเลิกระบบนี้เพียงครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังคงสานต่ออีกครึ่งหนึ่งในรูปของการเกณฑ์ทหาร เช่นเดียวกับระบอบกฎหมายไทย ที่ตะวันตกเพียงรูปแบบ แต่คุณค่านั้นอิงกับกฎหมายตราสามดวง
ดังนั้น ในทัศนะของโลกทุนนิยม การเกณฑ์แรงงานจึงอยุติธรรม เพราะมันไม่ได้สร้างประโยชน์โพดผล ทำให้ประชาชนเหนื่อยหน่าย และหวาดกลัวจนไม่กล้าแสดงออก
อย่าลืมว่านวัตกรรมนั้นเป็นหัวใจของระบอบการค้าไร้พรมแดน หากประชาชนกลัวจนไม่กล้าคิดกล้าทำ ระบอบเศรษฐกิจของประเทศนั้นก็เตรียมขุดหลุมฝังตัวเองได้ นี่เองที่เป็นเหตุว่า เหตุใดเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อชาวสยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 จนถึงรัชกาลที่ 7 จึงเสรีจนน่าตกใจ หากท่านอยากทราบว่าเป็นเช่นไร มีหลักฐานอยู่ตามหนังสือพิมพ์ร่วมสมัยนั่นเอง
แต่ในยุค “โพสต์โพสต์โพสต์โมเดิร์น” ยังมีบางประเทศที่สืบสานการเกณฑ์แรงงานอันล้าหลัง ในลักษณะที่เข้มข้นจนแทบจะเห็นภาพการเกณฑ์แรงงานไพร่สมัยอยุธยาลอยมาอยู่ตรงหน้า
ประเทศนั้นคือเกาหลีเหนือและอุซเบกิสถาน ในกรณีนี้จะขอพูดถึงเฉพาะฝ่ายหลัง
ไม่นานมานี้ สำนักข่าวบีบีซีเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับประเทศเอเชียกลางแห่งนี้ว่า ยังใช้ระบบเกณฑ์แรงงานประชาชนไปร่วมเก็บดอกฝ้าย อันเป็นเกษตรอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เป็นการเกณฑ์แบบ “เหมาชาติ” เพราะทุกคนต้องเข้าร่วม ไม่ว่าจะมีอาชีพดิบดีแค่ไหนก็ต้องสลัดคราบนั้น แล้วสวมบทกสิกรไปเก็บดอกฝ้ายท่ามกลางอากาศร้อนจัด เหนื่อยจัด และเครียดจัด เพราะต้องถูกหัวหน้างานไล่บี้เหมือนเป็นทาส
บางคน “เข้าเดือน” (จริงๆ คือเข้าฤดู) มาตั้งแต่ยังเด็ก กระทั่งเป็นสาวเข้ามหาวิทยาลัย กลายเป็นครูบาอาจารย์คนแล้วก็ยังไม่รอด แม้แต่ตอนเป็นแม่คนกำลังตั้งท้องก็ไม่มีผ่อนปรน
วิบากกรรมนี้ยังตกถึงแพทย์ พยาบาลนักศึกษา และนานาอาชีพ แบบไร้ข้อยกเว้นเช่นกัน
ระบบเกณฑ์คนทั้งชาติใช้มาตั้งแต่อุซเบกิสถานยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต บริเวณนี้เป็นทุ่งเวิ้งว้างที่หาประโยชน์มิได้มาก่อน แต่โซเวียตเริ่มโครงการผันน้ำระดับอภิมหาเมกะโปรเจกต์ จนกลายเป็นทุ่งฝ้ายสุดลูกหูลูกตา แต่ปรากฏว่าทะเลอารัลอันยิ่งใหญ่ขาดน้ำอย่างหนัก กระทั่งวันนี้ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกใกล้จะอันตรธานไปเต็มที
ที่กำลังใกล้จะหายไปอีกอย่างคือ ความอดทนของประชาชน ที่แม้จะพ้นจากการกดขี่ของโซเวียตมา 20 ปีแล้วก็ยังถูกต้อนไปเก็บฝ้ายอยู่นั่นเอง ใครติดธุระไปเก็บไม่ได้ ก็ต้องจ่ายให้รัฐเป็นมูลค่าเท่ากับเงินเดือนทั้งเดือน หรือไม่ก็จ้างคนอื่นไปทำหน้าที่แทน
ฟังดูแล้วนึกว่าอยู่ในเมืองสยามสมัยดึกดำบรรพ์ ที่ใครไปเข้าเดือนไม่ได้ ก็ต้องจ่ายเงินให้หลวง หรือหาไม่ก็จ้างคนอื่นไปแทนตัว
ระบบนี้ทำให้สังคมอุซเบกิสถานเป็นอัมพาตอย่างสิ้นเชิง แม้แต่งานแต่งงาน งานฉลองอันใดก็ตาม หลวงท่านก็ขอความร่วมมืออย่าได้จัดในช่วงฤดูเก็บฝ้ายแห่งชาติ
ใครที่ขัดขืนระบอบนี้ก็สามารถทำได้ แต่จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศชาติในทันที นี่เองที่ทำให้ไม่มีใครกล้าหือ
ปัญหาก็คือ หากประโยชน์จากการขายฝ้ายตรงถึงประชาชนทุกคนอย่างที่รัฐบาลว่าก็ดีไป แต่ชาวอุซเบกก็ยังมีชีวิตไม่ได้ดีไปกว่าเดิม ซ้ำร้ายเงินยังไปเข้ากระเป๋าเจ้าใหญ่นายโตเสียอีก
เพียงแต่พวกเขาไม่อาจสลัดหลุด เพราะมีคำว่า “เพื่อชาติ” มาค้ำคออยู่เท่านั้นเอง







