
วิบากกรรมอันสร้างสรรค์
การหยุดยั้งการสร้างสรรค์ด้วยการบีบบังคับมักจะล้มเหลว เพราะมันได้สร้างตำนานการต่อสู้ที่น่าจดจำ
การหยุดยั้งการสร้างสรรค์ด้วยการบีบบังคับมักจะล้มเหลว เพราะมันได้สร้างตำนานการต่อสู้ที่น่าจดจำกว่ามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ทิ้งหลักฐานไว้ในหน้าประวัติศาสตร์มากมาย
บทเพลงของกลุ่มคนผิวดำที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นทาสใช้แรงงานในยุคบุกเบิกแผ่นดินอเมริกาเป็นหนึ่งในหลักฐาน ทาสในยุคนั้นก้มหน้าทำงานไปพร้อมๆ กับเพลงที่ร้องเพื่อบรรเทาความปวดร้าวใจและทุกข์ยากที่ต้องทำงานหนัก เห่กล่อมให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้นที่เรียกว่า “ฮอลเลอร์”
ฮอลเลอร์หรือเสียงกู่ร้องอย่างโหยหวนตามท้องไร่ และทุกพื้นที่ที่ต้องใช้แรงอาบเหงื่อต่างน้ำถูกพัฒนาขึ้นเป็นแนวเพลงที่เรียกกันภายหลังว่า “บลูส์”
ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น เพลงบลูส์มีสมรภูมิที่ฝ่าฟันไปหาชะตาของตัวเอง โดยเริ่มค่อยๆ ก่อรูปร่างขึ้นจากความรู้ความสามารถเท่าที่ทาสในยุคนั้นจะจับใจความจากดนตรียุโรปที่พวกเขามีโอกาสได้เรียนรู้มาจากกิจกรรมในโบสถ์ได้นำมาถ่ายทอดเป็นเนื้อร้องบทละสามบรรทัด ขยับเป็นเส้นเสียงสิบสองจังหวะ ที่สอดแทรกผสานเข้ากับการด้นสดแบบฮอลเลอร์ ออกมาเป็นเพลงบลูส์
เมล็ดพันธุ์การสร้างสรรค์จากบลูส์ถูกถ่ายทอด ส่งผ่าน กระจายออกไปหาโอกาสเพื่อหยั่งรากแตกหน่อเติบโต ส่วนหนึ่งเติบโตอยู่บนเส้นทางของตัวเอง บางส่วนก็ระหกระเหินไปพร้อมกับตัวนักดนตรี เป็นโอกาสพลิกฟื้นชะตาอันบากบั่นที่ติดตัวนักดนตรีซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นคนผิวดำ แม้จะมีการประกาศเลิกทาสแล้ว (ประกาศเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2406 ระหว่างสงครามกลางเมืองในอเมริกา โดยประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น) แต่พวกเขาก็ยังต้องเผชิญหน้าและต่อสู้กับการถูกเหยียดสีผิวต่อมาอีกหลายทศวรรษ
คนผิวดำต้องรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมในหมู่พวกเขาเอง ความรู้ทางดนตรีที่มี นอกจากจะนำไปใช้ในโบสถ์แล้ว ยังถูกขยับขยายไปใช้ในธุรกิจบันเทิงอีกด้วย เป็นโอกาสผสมผสานกับแนวดนตรีอื่นๆในยุคที่ใกล้เคียงกันการรวมเสียงและจังหวะ ซึ่งพัฒนาตัวเองมาจากการหยิบคว้าสิ่งรอบตัวทั้งจากศาสนา เพลงพื้นเมืองยุโรป ถูกนักดนตรีผิวดำซึ่งไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออก จดบันทึกหรือเขียนโน้ตดนตรีไม่เป็น แต่ด้วยประสาทหูที่แสนวิเศษ ก็สามารถนำเสียงที่ได้ยินและจดจำได้อย่างจำกัดไม่ครบถ้วนตามต้นฉบับ มาผสมกับเพลงดนตรีเต้นรำของบรรพบุรุษที่เป็นทาสจนเกิดเพลงอีกแนวหนึ่ง เพลงเต้นรำแบบ “รอนโด” ของยุโรปถูกนำมาผสมกับจังหวะขัดพื้นเมืองแอฟริกัน ออกมาเป็นดนตรี “แร็กไทม์” ซึ่งในเวลาต่อมาก็ถูกพัฒนาเป็นดนตรี “แจ๊ซ” นั่นเอง
การปิดโอกาส ห้าม กระทั่งตั้งแง่รังเกียจ ไม่สามารถหยุดยั้งการสร้างสรรค์ของพวกเขาได้ ประวัติศาสตร์ดนตรีในยุคนั้นหมุนเคลื่อนไป โดยที่มีปัจเจกของนักดนตรีคนแล้วคนเล่าเป็นฟันเฟืองใหม่ๆ ทำงานสอดรับกัน มุ่งหน้าไปสร้างอนาคต ด้วยสรรพเสียงที่ค่อยๆ กลายเป็นไวยากรณ์ส่วนตัว บอกเล่าเรื่องราวของแต่ละคน ทิ้งตำนานไว้ให้คนอีกรุ่นค้นหาศึกษา
ตำนานบลูส์มีเรื่องราวของโรเบิร์ต จอห์นสัน เด็กหนุ่มยากจน ที่พยายามเป็นนักดนตรีมืออาชีพให้ได้ แต่เล่นกีตาร์ได้ไม่ดีนัก แต่หลังจากหายตัวไปอย่างลึกลับ 40 วัน เขาก็กลับมาเล่นได้ในระดับปรมาจารย์ ตำนานระบุอีกว่า ช่วงที่หายไป เขาได้ขายวิญญาณให้กับซาตานแลกกับฝีมือ ที่สี่แยกที่เรียกว่า Delta Crossroad ในเมืองมิสซิสซิปปี เขาจบชีวิตด้วยอายุเพียง 26 ปีทิ้งผลงานที่บันทึกเสียงในช่วงปี พ.ศ. 2479-2480 เป็นเพลงมหัศจรรย์ไว้เพียง 29 เพลง
วิบากกรรมได้เปลี่ยนเด็กเหลือขอจากนิวออร์ลีนส์ ในย่านสลัมคนผิวดำ พ่อเป็นกรรมกรแม่เป็นแม่บ้านที่มีอาชีพเสริมเป็นโสเภณี เรียนเป่าคอร์เน็ต จากบ้านคุ้มครองเด็ก เป็น “หลุยส์ อาร์มสตรอง” ขณะที่การกีดกันไม่ให้งานทำ แม้จะมีปริญญาตรีด้านเคมี เพราะเป็นคนผิวดำ ได้สร้าง“เฟล็ทเชอร์ แอนเดอร์สัน” เป็นอีกหนึ่งในความหลากหลายประดับตำนานแจ๊ซ
เป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดยั้งการดิ้นเพื่อสร้างสรรค์ด้วยการบีบบังคับ วิถีนี้เป็นเส้นทางอันลึกลับ ตราบเท่าที่มนุษย์ผู้นั้นยังตระหนักได้ว่า สิ่งรังสรรค์ขึ้นเป็นเสมือนเพื่อนคนสุดท้ายที่ใช้ยึดเหนี่ยวเพื่อ
ก้าวข้ามสารพัดสิ่งที่รุมเร้า วิบากกรรมก็พลันกลับกลายเป็นเส้นทางสร้างสรรค์ไปในบัดดล







