
รับมือข่าวร้ายสไตล์ 'ทัศพล' ฝ่ามรสุมสังคมออนไลน์
สังคมออนไลน์เป็นดั่งลมหายใจของคนในยุคนี้ไปแล้ว บางคนแม้กระทั่งนั่งอยู่ข้างๆ กัน
สังคมออนไลน์เป็นดั่งลมหายใจของคนในยุคนี้ไปแล้ว บางคนแม้กระทั่งนั่งอยู่ข้างๆ กัน แต่แทบไม่ได้หันหน้าพูดคุยกันโดยตรง กลับพูดคุยกันผ่านสังคมออนไลน์ หรือบางคนมัวให้ความสำคัญกับการติดตามเรื่องราวบุคคลต่างๆ ผ่านสังคมออนไลน์ ลืมให้ความสำคัญกับคนใกล้ตัวไปจนกลายเป็นความห่างเหิน
ที่เห็นกันได้มากในยุคนี้คือ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรที่เป็นปลื้มหรือไม่ปลื้มในชีวิต แต่ละคนก็จะนำเรื่องราวเหล่านี้มาปลดปล่อยบนสังคมออนไลน์ ซึ่งหลายๆ ครั้งเป็นกรณีเกี่ยวข้องกับแบรนด์สินค้าและบริการ จากความคิดเห็นเล็กๆ ก็บานปลายจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตให้เห็นมาแล้ว
เมื่อเผชิญมรสุมกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางออนไลน์โด่งดังเป็นพลุแตกบ่อยๆ ในช่วงนี้ ภาคธุรกิจจึงต้องมานั่งรับมือกันไม่เว้นวัน เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของแบรนด์ตัวเอง ถือเป็นบททดสอบหนักหน่วงสำหรับธุรกิจต่างๆ มากในช่วงนี้ หากผู้บริหารไม่มีวิธีตั้งรับที่ดีพอ ธุรกิจอาจต้องสะเทือนเพราะคำพูดไม่กี่คำของคนไม่กี่คนได้
โจ-ทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย น่าจะจัดเป็นผู้บริหารรายหนึ่งที่เผชิญเรื่องราวทั้งบวกและลบเกี่ยวกับธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์
บ่อยครั้ง แต่ที่ผ่านมาก็รับมือและผ่านมาด้วยดี ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะธุรกิจของเขาเกิดและโตมาได้เพราะสื่อออนไลน์นั่นเอง
ทัศพล กล่าวว่า ไทยแอร์เอเชียเป็นธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) ใช้เครื่องมือออนไลน์ในการทำธุรกิจมาตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อ 10 ปีก่อน จนกล้าเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจรายแรกๆ ในไทยที่เน้นหนักด้านออนไลน์ โดยทำให้เห็นว่าถ้าอยากได้ตั๋วเครื่องบินราคาถูก อยากได้รับโปรโมชั่นพิเศษ ก็ต้องเข้ามาใช้ช่องทางออนไลน์ซื้อตั๋วเครื่องบิน
คนที่เล่นคอมพิวเตอร์ไม่เป็นก็ต้องหัดให้เป็น ถ้าต้องการจะได้โปรโมชั่นดีๆ ทางออนไลน์ จนปัจจุบันคนส่วนใหญ่ในสังคมใช้ช่องทางออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารกันหมด และสังคมออนไลน์ก็มีบทบาทสำคัญกับการใช้ชีวิตเอามากๆ เช่น ในอดีตก่อนรับประทานอาหาร คนอาจจะนึกถึงว่าต้องสวดมนต์ก่อน แต่เดี๋ยวนี้สิ่งที่คนนึกถึงก่อนรับประทานอาหารคือ ต้องถ่ายรูป ถ้ายังไม่ได้ถ่ายรูปใครก็ยังแตะต้องอาหารจานนั้นไม่ได้
ยุคนี้น่าจะถือเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ คนกำลังรู้สึกปรับสมดุลไม่ได้ระหว่างการใช้ชีวิตในสังคม และการเข้าไปอยู่ในสังคมออนไลน์ และหลายๆ คนเข้าไปในสังคมออนไลน์ แต่อาจจะยังไม่เข้าใจการใช้สังคมออนไลน์ดีพอจึงเกิด “นักเลงคีย์บอร์ด” ที่มักจะแสดงความคิดเห็นเรื่องต่างๆ ทางออนไลน์อย่างเมามัน ด้วยเหตุผลว่า บนสังคมออนไลน์มองไม่เห็นหน้ากัน จะพูดอะไรก็ได้ เป็นเหมือนเวทีระบายความอัดอั้นตันใจ ขณะที่กฎระเบียบในการดูแลการใช้สังคมออนไลน์ก็ยังไม่มีชัดเจน
ทัศพล เชื่อว่า อีก 2-3 ปีข้างหน้า คนจะเริ่มปรับตัวได้มีความสมดุลมากขึ้นระหว่างการดำเนินชีวิตประจำวันและการใช้สังคมออนไลน์ ขณะที่กระบวนการใช้สังคมออนไลน์จะเปลี่ยนผ่านจากการใช้โดยไม่คำนึงถึงอะไร ไปสู่การใช้สังคมออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น มีกฎระเบียบที่เข้ามาดูแลมากขึ้น และเริ่มใช้โดยคำนึงถึงคนอื่นมากขึ้น ซึ่งก็เริ่มมองเห็นว่าสังคมจะไปในทิศทางนี้แล้ว เห็นได้จากเดิมทีใครอยากพูดอะไรก็เป็นกระแสกันไปหมด แต่ปัจจุบันพอมีใครพูดอะไรเป็นกระแสขึ้นมาก็จะมีอีก ฝั่งที่เริ่มทักท้วงกรณีที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง และเริ่มคิดถึงความรู้สึกของบุคคลอื่นด้วย
ในโลกของการทำธุรกิจกับสังคมออนไลน์นั้น ทัศพล มองว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกธุรกิจ หรือแม้กระทั่งที่ไม่ใช่ภาคธุรกิจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่บวกและลบกันได้ทางสังคมออนไลน์ ซึ่งหลายๆ ครั้งมีผลกระทบต่อธุรกิจนั้นๆ จริงแต่สำหรับผู้ประกอบธุรกิจแล้วก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำหนักกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมออนไลน์มากจนเกินไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์มักไม่อยู่ยงคงกระพัน หากเป็นเรื่องใหญ่หน่อย
เป็นกระแสโด่งดังทางออนไลน์ได้ 7 วัน ก็เริ่มเงียบหายไปแล้วหรือถ้าเรื่องเล็กลงมาอีก เพียง 3 วัน หรือแค่ข้ามคืนเรื่องนั้นก็ถูกลืม
เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องทำคือ หากได้ยิน รับฟังสิ่งที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ตัวเองบนโลกออนไลน์ในแง่ลบ แล้วพบว่าเป็นเรื่องจริงที่ควรปรับปรุงก็ต้องปรับปรุง ส่วนเรื่องไหนไม่เป็นความจริง ก็ไม่จำเป็นต้องไปแก้ตัวให้เสียเวลาเพราะไม่นานคนก็ลืมเอง ขณะที่ภาคธุรกิจบริการอาจจะต้องยอมรับกับการเผชิญหน้ากระแสสังคมออนไลน์ได้บ่อยครั้ง เพราะมีผู้คนใช้บริการทุกวัน ผู้ที่ทำงานอยู่ในวงจรธุรกิจบริการก็ต้องมีความหนักแน่นมากขึ้น หากรับความคิดเห็นติติงใดเข้ามาแล้วเห็นว่าเป็นข้อคิดที่ดีก็นำมาปรับปรุงการทำงาน แต่หากคิดว่าสิ่งที่ทำดีอยู่แล้ว ข้อติติงที่มีเข้ามาไม่ได้น่าเชื่อถือก็มองข้ามไปบ้าง
“คนในธุรกิจบริการต้องเข้าใจว่าโลกออนไลน์เป็นเหมือนกระจกเงาคอยสะท้อนภาพออกมา แต่ไม่ใช่กระจกทะลุมิติที่ต้องไปจมอยู่กับมันจนกลับมิติเก่าไม่ได้ ต้องมองไปวันข้างหน้าด้วย” ทัศพล กล่าว
ขณะที่โดยส่วนตัวของทัศพลแล้ว เขายอมรับโดยตรงว่าลดการใช้เวลากับสังคมออนไลน์ลงมากเมื่อเทียบกับแต่ก่อนใช้อย่างสมเหตุสมผล ช่องทางสังคมออนไลน์ยอดฮิตที่สุดที่ใครๆ ก็มี สำหรับเขาแล้วปัจจุบันก็ยกเลิกการใช้งานไปสำหรับเรื่องส่วนตัว เพราะมองว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่มีความเป็นส่วนตัวอีกต่อไป จากเดิมอาจจะเคยใช้เรื่องส่วนตัวก็เริ่มมีคนเข้ามาติดต่อเรื่องงานในพื้นที่เหล่านี้
ขณะที่การใช้สังคมออนไลน์เพื่อธุรกิจของไทยแอร์เอเชียยังดำเนินต่อไป แต่เน้นใช้เพื่อทำกิจกรรมการตลาด มากกว่าการไปเน้นสร้างภาพลักษณ์อย่างหนักหน่วงบนสังคมออนไลน์ เพราะไม่เชื่อว่าการมุ่งสร้างภาพลักษณ์บนสังคมออนไลน์จะได้ให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
สุดท้าย ซีอีโอไทยแอร์เอเชียได้ฝากทิ้งท้ายข้อคิดไปถึงเหล่าชาวสังคมออนไลน์ทั้งหลายด้วยว่า อยากจะฝากทุกคนว่าอย่าคิดว่าโลกออนไลน์ทำอะไรไปแล้วไม่มีใครเห็น เพราะการแสดงความคิดเห็นทุกอย่างบนออนไลน์ก็ไม่ต่างจากการเขียนหนังสือ มีคนเห็น ฉะนั้นหากจะขีดเขียนความคิดเห็นใดๆ บนโลกออนไลน์ จะต้องทำอย่างมีความรับผิดชอบ โลกออนไลน์ไม่ใช่ถังขยะที่อยากทิ้งอะไรก็ทิ้งได้ เพราะคนที่มองเห็นความคิดเห็นต่างๆ ของเราบนโลกออนไลน์มีมากขึ้นเสียยิ่งกว่าการเขียนหนังสือให้คนรู้จักอ่านด้วยซ้ำ







