posttoday
ลายแทงแห่งการให้อภัย (1)

ลายแทงแห่งการให้อภัย (1)

04 พฤศจิกายน 2557

การให้อภัยเป็นการให้ขั้นสูง

การให้อภัยเป็นการให้ขั้นสูง

ในอภัยทานนั้น

คนที่ได้รับอานิสงส์เป็นคนแรกก็คือ

ผู้ที่รู้จักให้อภัยนั่นเอง

น หิ เวเรน เวรานิ

สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ

อเวเรน จ สมฺมนฺติ

เอส ธมฺโม สนนฺตโน

แต่ไหนแต่ไรมาในหล้านี้

เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร

แต่ระงับด้วยการไม่จองเวร

นี้เป็นหลักเกณฑ์ที่แน่แท้

การให้อภัย เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคม เพราะระหว่างการอยู่ร่วมกันระหว่างคนสองคนขึ้นไปนั้น ย่อมมีอยู่เสมอ ที่จะเกิดความประมาทพลาดพลั้งจนเป็นที่มาของความผิดพ้องหมองใจ โกรธกัน เข้าใจผิดกัน ผูกเวรกัน พยาบาทกัน หรือหากรุนแรงกว่านั้นก็อาจกลายเป็นการจองล้างจองหาญผลาญชีวิตซึ่งกันและกัน

เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งระหว่างคนสองคน สองกลุ่ม สองพวก สองพรรค สองฝักฝ่าย สองเผ่าพันธุ์ หรือสองประเทศ สองศาสนา สองวัฒนธรรม ลุกลามบานปลายกลายเป็นหายนภัย พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เรารู้จักการให้อภัยให้เป็น

การให้อภัยมีสองความหมายหนึ่ง ความหมายเชิงบวก หมายถึง การไม่ก่อให้เกิดความกลัวแก่ใครๆ ดังนั้น ใครก็ตามที่เป็นคนดี ไม่มีพิษ ไม่มีภัยแก่ใคร ก็เท่ากับว่า คนคนนั้นกำลังให้อภัยอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ (ตามตัวอักษร อภัย แปลว่า “ไม่มีภัย")

สอง ความหมายเชิงลบ หมายถึง การที่ใครก็ตามมีความวิวาทบาดหมางกัน ขัดแย้งกัน โกรธกัน เกลียดกัน จองเวรกัน จะด้วยเหตุใดก็ตาม ต่อมาเกิดสติปัญญาพิจารณาเห็นว่า การจองล้างจองผลาญ การผูกเวร การอาฆาตพยาบาท ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น มีแต่เพิ่มทุกข์เพิ่มโทษให้แก่ตัวเองและปรปักษ์หนักหนาสาหัสขึ้นทุกที หรือเกิดจากการตระหนักด้วยปัญญาว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง หากแต่เป็นหนทางแห่งความวินาศของทุกฝ่าย ตาต่อตา จะทำให้ตาบอด ฟันต่อฟัน จะทำให้ฟันหัก ความรุนแรงจะก่อให้เกิดความรุนแรงที่หนักยิ่งกว่าเดิม ซ้ำเติมให้แย่ยิ่งกว่าเก่า เมื่อพิจารณาเห็นโทษของการจองเวรและการอาฆาตพยาบาทแล้ว จึงหันหน้าเข้าหากัน ขอโทษกัน ยกโทษให้กัน เลิกแล้วต่อกัน คืนดีกัน นี่คือการให้อภัยในความหมายที่สอง

ทำไมเราต้องให้อภัย นอกจากเหตุผลดังกล่าวมาแล้ว ยังมีคำตอบอยู่ในนิทานชาดกเรื่องหมีกับไม้สะคร้อดังต่อไปนี้ให้พิจารณาอีกด้วย

ในป่าแห่งหนึ่ง มีหมีตัวหนึ่งนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ ต้นไม้ต้นนั้นชื่อว่า ไม้สะคร้อ

ขณะที่หมีตัวนี้กำลังหลับปุ๋ยฝันดีอยู่นั่นเอง ทันใดนั้นก็มีลมพัดมาวูบหนึ่ง  พัดเอากิ่งไม้แห้งกิ่งหนึ่งซึ่งอยู่ข้างบนต้นไม้หักดังเป๊าะ แล้วหล่นลงมาถูกหัวหมีตัวนั้นพอดี

เจ้าหมีตัวนั้นตกใจสะดุ้งตื่น ทันทีที่สะดุ้งตื่น มันก็หันรีหันขวางมองไปรอบเนื้อรอบตัวของมัน เพื่อจับจ้องมองหาว่าใครกันนะที่หักกิ่งไม้โยนใส่หัวฉัน มองไปมองมา มองมามองไป ไม่เห็นใครสักคนที่แกล้งมัน เจ้าหมีขี้โกรธจึงมองขึ้นไปที่บนต้นไม้ ก็ไม่เห็นใคร จึงมองทะลุเข้าไปในต้นไม้ แล้วมันก็คิดเอง เออเอง พูดเองว่า

สงสัยคนที่แกล้งเรา ต้องเป็นรุกขเทวดาที่สิงสถิตอยู่ในต้นไม้อย่างแน่นอน

พอคิดได้อย่างนี้แล้ว มันก็โกรธของมันเอง คิดเอง เออเอง พูดเอง เชื่อเองว่ากิ่งไม้ที่หล่นใส่หัวนี่เป็นผลงานของรุกขเทวดาอย่างแน่นอน เมื่อได้บทสรุปอย่างนี้แล้ว เจ้าหมีก็ผูกโกรธรุกขเทวดาอยู่ในใจ

จากเหตุเล็กๆ ซึ่งเป็นเรื่องกิ่งไม้กิ่งเดียว คล้ายๆ น้ำผึ้งหยดเดียว เจ้าหมีตัวนี้ก็ปรุงแต่งต่อไปเสียใหญ่โตว่า สงสัยรุกขเทวดาจะอิจฉาตาร้อนในความสุขจากการนิทราของมัน และดังนั้นเจ้ารุกขเทวดาไม่อยากให้เจ้าหมีตัวนี้สุขเกินหน้า จึงหักกิ่งไม้โยนใส่หัวมัน

เจ้าหมียังจินตนาการต่อไปด้วยความอาฆาตพยาบาทว่า เอาเถอะวันนี้รุกขเทวดาหักกิ่งไม้โยนใส่หัวเรา แต่วันข้างหน้า เราจะหาทางเอาคืนให้ได้ วันพระไม่ได้มีหนเดียว แล้วเจ้าหมีตัวนี้ก็ผูกใจเจ็บเหมือนช่างไม้ตอกตะปูลงไปในเนื้อไม้จนมิดหัวตะปู

อยู่มาอีกหนึ่งอาทิตย์ ในขณะที่เจ้าหมีตัวนี้กำลังเดินออกไปหาอาหารอยู่ในราวป่า สักพักหนึ่งก็ไปเจอช่างไม้กลุ่มใหญ่ยกคณะกันเข้ามาในป่า

เจ้าหมีจึงถามว่า “พ่อมหาจำเริญทั้งหลาย จะยกคณะกันไปไหน”

ช่างไม้ก็บอกว่า “ที่พวกเรายกคณะกันเข้ามาในป่านั้น พวกเราต้องการแสวงหาไม้แก่นไม้จริง ไม้เนื้อแข็งสักสองสามต้น”

หมีจึงถามต่อไปว่า “จะเอาไม้เนื้อแข็งไปทำไมล่ะพ่อ”

พวกช่างไม้ก็ตอบว่า “พวกเราเป็นช่างไม้ ตอนนี้กำลังทำกงล้อกันอยู่ เราต้องการไม้เนื้อแข็งจำนวนหนึ่งเอาไปทำกงล้อ”

เมื่อหมีได้ยินอย่างนั้น จึงยิ้มให้กับตัวเอง พลางคิดขึ้นมาได้ว่า “เอาละ ได้เวลาที่กรรมนั้นจะตามสนองรุกขเทวดาเสียที”

หมีจึงโพล่งออกไปว่า “ช่างไม้ทั้งหลายเอ๋ย เรื่องป่า เรื่องไม้ไม่มีใครรู้ดีกว่าข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในป่านี้มานานแสนนาน ไม้เนื้อแข็งที่ท่านอยากได้นั้น ท่านไม่ต้องแสวงหาจากที่อื่นหรอก ข้าพเจ้าพอจะรู้ว่ามีอยู่ที่ตรงไหน เดินตามข้าพเจ้ามา”

พอพูดเสร็จ หมีก็ยิ้มอยู่ในใจ พลางเดินตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ยนำพวกช่างไม้ 20-30 คน เข้าไปในป่า ช่างไม้ต่างก็ถือมีด ถือขวาน ถืออุปกรณ์ครบมือเดินตามหมีไป สักพักหนึ่งก็บรรลุถึงยังที่ต้นไม้สะคร้อตั้งอยู่ ที่ซึ่งเคยเป็นที่หลับที่นอนอย่างแสนสำราญบานใจของมัน แต่นับตั้งแต่วันที่ถูกกิ่งไม้หล่นใส่หัว ณ ที่ตรงนั้นก็ไม่ใช่ที่หลับที่นอนที่แสนสำราญบานใจของมันอีกต่อไป แต่เป็นที่ที่มันได้ตั้งต้นผูกเวรต่อรุกขเทวดา

พอไปยืนอยู่หน้าต้นไม้สะคร้อ หมีก็เอามือชี้บอกช่างไม้ทั้งหลายว่า

“นี่ นายช่างทั้งหลาย ไม้ต้นนี้ล่ะ เนื้อแข็งที่สุด ถ้าท่านอยากได้ไปทำกงล้อ ข้าพเจ้าขอแนะนำ รับประกันว่ากงล้อที่ท่านสร้างจะใช้งานไปได้ 10-20 ปี อย่างแน่นอน”

บรรดาช่างไม้ต่างก็ดีใจ พากันยกมือขอบคุณหมีมหาจำเริญ หมีบอกว่า “ไม่ต้องขอบคุณ ของอย่างนี้มันช่วยกันได้ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ท่านมีธุระปะปังอะไรในป่า บอกข้าพเจ้ามา ไม่มีเวลาก็โทรศัพท์มาส่งไลน์มาก็ได้”

พอแนะนำเสร็จ บรรดาช่างไม้ต่างก็เตรียมยกขวานจะฟันต้นไม้ต้นนั้น รุกขเทวดาอยู่ข้างในเห็นการถ่ายทอดสดมาโดยตลอด ก็รู้ทันทีว่าหากไม่ลุกขึ้นมาทำอะไร คอนโดของตัวเอง คือต้นไม้จะต้องถูกโค่นแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท