posttoday
สมองกับการโค้ชด้วยคำถาม

สมองกับการโค้ชด้วยคำถาม

07 มิถุนายน 2553

...เกรียงศักดิ์ นิรัติพัฒนะศัย

ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของการใช้คำถามในการโค้ช ซึ่งเรียนรู้มาจากบรรดานายเก่าๆ สมัย 25 ปีก่อน ผมว่ามันเวิร์ก แต่ยังไม่มีงานวิจัยใดมาสนับสนุน กระทั่งพบหนังสือ Quiet Leadership โดย David Rock ซึ่งผู้เขียนทำงานโค้ชผู้บริหารเป็นอาชีพ

หนังสือแนะนำ 6 ขั้นตอนที่จะโค้ชคนให้เกิดผลงาน คือ

1.คิดเกี่ยวกับการคิด 2.ฟังเพื่อค้นหาศักยภาพ 3.พูดด้วยเจตนาที่จะสื่อความ 4.ทำให้คนจุดประกายความคิด 5.สร้างความคิดใหม่ และ 6.ติดตามผลของความคิด

แนวคิดหลักของหนังสือ คือการช่วยให้คนคิดหาคำตอบจากการอำนวยความคิดด้วยการตั้งคำถาม

เขาปูพื้นว่า ในปี 2548 กว่า 40% ของคนทำงานเป็นคนงานที่ใช้องค์ความรู้ และหากเป็นผู้บริหารระดับกลางขึ้นไปก็เกือบ 100% ทีเดียว คนส่วนใหญ่ถูกจ้างมาให้คิด

จากนั้นเขาก็ยกงานวิจัยที่ระบุว่าสมองของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน เสมือนเรามีแผนที่ที่แตกต่างกัน ความคิดหรือความเห็นอะไรที่เวิร์กสำหรับผม ไม่จำเป็นจะเวิร์กสำหรับคุณ หากคุณมีปัญหามาบอกผม ผมรับข้อมูล ประมวลผลในสมองผม แล้วมีคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับสมองผม แต่อาจจะไม่เหมาะกับสมองคุณก็ได้ เหมือนกับเราให้แผนที่กรุงเทพฯ กับคนที่ขับรถในภูเก็ต

เขาบอกว่าสมองเรานั้นถูกสร้างมาคล้ายๆ กับการเดินสายคอมพิวเตอร์ เมื่อมีการเดินสายแล้ว ยากที่จะรื้อ แต่เดินสายใหม่จะง่ายกว่า ซึ่งจะทำได้โดยการใช้คำถามช่วยให้คนสร้างแผนที่ของเขาเอง

เดวิด เขียนว่า เมื่อเราพยายามช่วยคิดให้คนอื่น มันใช้พลังงานมหาศาล เราคิดมากเลย แต่กลับได้มาซึ่งคำตอบที่ไม่เหมาะกับเขา

หากมีคนบอกว่า “คุณคิดว่าดิฉันควรทำอย่างไรดีกับ...” “ผมไม่แน่ใจว่าควรจะ...” “ฉันต้องการที่จะ...แต่ไม่อยากจะ...” นี่คือสัญญาณว่าคนต้องการให้คุณช่วยเขาในเรื่องความคิดเห็น

เดวิดไม่แนะนำให้ใช้คำถามให้คนคิดทุกกรณี แต่ต้องตรวจสอบก่อนว่า เขาอยากให้คุณช่วยอำนวยความคิดเขาด้วยคำถาม หรือต้องการคำตอบสำเร็จรูปจากคุณ การเลือกดูว่าจะบอกหรือถาม ถือเป็นศิลปะของโค้ชมืออาชีพ

หัวใจของหนังสืออยู่ที่ 4 ขั้นตอน ทำให้คนจุดประกายความคิด

เขาทดลองวัดคลื่นสมองคนระหว่างงถูกโค้ช แล้วค้นพบโมเดลสี่ขั้น ซึ่งช่วยให้เราสามารถจะมีสิ่งที่จับต้องได้ให้เราสังเกตเวลาที่เราโค้ชคนอื่น สี่ขั้นตอนที่ว่าคือ

1.รับรู้ปัญหา เมื่อเราเจอปัญหา หน้าเราจะไม่มีความสุข ฉงน ตาอาจจะเอียง เรารู้สึกว่าตัน อาการนี้ทางสมองก็คือการที่เรามีแผนที่ที่ขัดแย้งกัน อาจจะคิดว่าค่านิยมขัดกัน ทรัพยากรมีจำกัด สมองไม่แน่ใจว่าจะใช้แผนที่ชุดไหนดี หรือจะต้องสร้างแผนที่ใหม่อย่างไรดี

2.ไตร่ตรอง สีหน้าเราจะเปลี่ยน ตาเราอาจชำเลืองขึ้นด้านบนหรือด้านข้าง สีหน้างงงวย เม้มปากขึ้นด้านบนเพราะกำลังไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง และอาจเงียบไปพักหนึ่ง

3.จุดประกาย สีหน้าแววตามีประกาย เกิดอาการยูเรกาแบบอาร์คีมีดีส สมัยกรีกโบราณ ตอนที่เขาค้นพบคำตอบสำคัญระหว่างอาบน้ำจนวิ่งล่อนจ้อนออกมาด้วยความยินดี

4.จูงใจ ตามองไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น และพร้อมจะกระโดดลงมือทำในสิ่งที่คิดได้ ตาชำเลืองมองไปทางซ้าย

ในช่วงระหว่างขั้นตอนการไตร่ตรองและการจุดประกายนั้น หากเราได้ค้นพบคำตอบ สมองเราจะส่งคลื่นแอลฟาออกมาก่อนจะได้คำตอบ คลื่นนี้มีผลต่อการสร้างเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และบรรเทาอาการเจ็บปวด

และเมื่อเรา “ปิ๊ง” หรือจุดประกาย สมองจะส่งคลื่นแกมมาอย่างแรงไป ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาแผนที่ใหม่ในสมอง โดยเชื่อมต่อแผนที่เดิมหลายๆ แผ่นขึ้นมา

หากเราทำให้พนักงาน 1,000 คน “ปิ๊ง” วันละครั้งแทนที่จะเป็นปีละครั้ง เราจะทำให้เป็นสถานที่น่าทำงานมากขึ้นเพียงใด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท