posttoday
อยากยกระดับการศึกษาไทยให้ไปไวเหมือนจีน

อยากยกระดับการศึกษาไทยให้ไปไวเหมือนจีน

01 พฤศจิกายน 2557

ถึงแม้ว่าประเทศจีนจะเคยเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ และยาวนานนับพันๆ ปี

ถึงแม้ว่าประเทศจีนจะเคยเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ และยาวนานนับพันๆ ปี แต่ช่วงหนึ่งจีนปิดตัวเองจากโลกภายนอก ด้วยเหตุผลทางการเมืองและความมั่นคง จนกระทั่งเมื่อจีนเปิดประเทศอีกครั้ง พร้อมทั้งทำความรู้จักกับโลกยุคใหม่ โดยใช้เศรษฐกิจเป็นหนึ่งในกลไกสร้างความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ แต่ด้วยความที่ปิดประเทศไปนาน การจะกลับมาครองความยิ่งใหญ่อีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังน้้นจีนจึงเร่งพัฒนาคนให้มีความฉลาดและแข็งแกร่ง ด้วยการยกระดับและพัฒนาระบบการศึกษาในทุกมิติ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่แค่จีนเท่านั้นที่ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ เพราะทุกๆ ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้ มองดูเขาแล้วก็ถึงเวลามองดูตัวเราบ้าง ณ วันนี้การศึกษาของไทยอยู่ตรงไหน ถ้าจะยกระดับการศึกษาโดยใช้จีนเป็นหนึ่งในต้นแบบต้องทำอย่างไรบ้าง

กว่าที่เศรษฐกิจของจีนจะก้าวหน้ามาได้ถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลและมีจำนวนประชากรมหาศาล ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ทำให้จีนต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการค้นหาวิธีการในการพัฒนา และเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศให้เป็นบวก อีกทั้งยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการลงมือทำอย่าจริงจังในมิติต่างๆ เช่น การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของชาวจีนในสายตาชาวโลก การลบล้างภาพลักษณ์สินค้าจีน ที่ถูกมองว่าลอกเลียนแบบและด้อยคุณภาพ รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์องค์กรและบริษัทสัญชาติจีน ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งจีนใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เพราะจีนมองว่าบุคลากรที่มีคุณภาพ จะเป็นกำลังสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้จีนก้าวสู่โลกยุคใหม่ ด้วยเหตุนี้การศึกษาของจีนจึงให้ความสำคัญกับปัจจัยแห่งความสำเร็จ 3 ประการ คือคุณภาพครู คุณภาพนักเรียน และคุณภาพหลักสูตร

อยากยกระดับการศึกษาไทยให้ไปไวเหมือนจีน

 

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญการศึกษาของประเทศจีน มองถึงอนาคตของจีนผ่านกระบวนการพัฒนาการศึกษาว่า ณ เวลานี้คำว่า “100 ปี”มีนัยสำคัญต่อจีน 2 ประการ คือ “100 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์” ซึ่งจะครบรอบในปี ค.ศ. 2021 และ “100 ปีของการเป็นสังคมนิยม” ซึ่งจะครบรอบในปี ค.ศ. 2049 หรืออีก 35 ปีข้างหน้า ผู้นำจีนและชาวจีนมีความคาดหวังอย่างยิ่งว่า เมื่อครบวาระ 100 ปีดังกล่าว ในตอนนั้นจีนจะต้องกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตเทียบเท่าประเทศฝั่งตะวันตกที่พัฒนาแล้ว ซึ่งก็ไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะเมื่อครั้งที่จีนเปิดประเทศใหม่ๆ ราวปีค.ศ. 1979 GDP สหรัฐอเมริกาใหญ่กว่าจีนถึง 15 เท่า แต่ปัจจุบัน GDP จีนไล่ตามหลังสหรัฐอเมริกาไม่มากแล้ว

แม้ตัวเลข GDP เหล่านั้นไม่อาจนำมาประเมินค่าความสุขของประชาชน ว่าจะต้องเทียบเท่ากับอเมริกันชน แต่ก็เป็นสิ่งที่ผู้นำจีนหวังไว้ว่า แม้จะไม่ใช่แต่ก็ขอให้ใกล้เคียง ดังนั้น จีนในทุกวันนี้จึงเร่งพัฒนาการศึกษาเพื่อพัฒนาคนเป็นอย่างมาก เพื่อให้ประเทศมุ่งสู่จุดมุ่งหมายความฝันอันสูงสุดของจีนหรือ Chinese Dream 5 ประการ คือ Economic Dream ความฝันด้านเศรษฐกิจ เป้าหมายเพื่อให้จีนหลุดพ้นกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง โดยใช้นวัตกรรมเป็นตัวสร้างมูลค่า Social Dream ความฝันด้านสังคม เป้าหมายคือการหลอมรวมชาติพันธุ์ที่หลากหลายให้กลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน Political Dream ความฝันด้านการเมือง เป้าหมายคือการทำให้ระบบการเมืองการปกครองเฉพาะตัวแบบจีนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล Security Dream ความฝันด้านความมั่นคง เป้าหมายคือประเทศเติบโตขึ้นโดยปราศจากความขัดแย้ง และสุดท้าย Cultural Dream ความฝันด้านวัฒนธรรม เป้าหมายคือยกระดับวัฒธรรมจีนที่เก่าแก่นับพันปีให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล

อยากยกระดับการศึกษาไทยให้ไปไวเหมือนจีน

 

ถึงตอนนี้พอจะมองเห็นแล้วว่า ความมุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ของจีนนั้น ล้วนมีรากฐานสำคัญมาจากบุคลากรที่มีคุณภาพ ที่มาจากระบบการศึกษาที่มีคุณภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ดร.ไพรินทร์ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. ที่มองเรื่องนี้ ว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเป็นตัวผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเหมือนเช่นประเทศจีน แต่จะต้องคำนึงถึง “ความยั่งยืน” อีกด้วย เพราะผลจากการที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าภาคอุตสาหกรรมมีส่วนในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก หรือ Climate Change

ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมจะมุ่งหวังเอาผลกำไรอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่างรวมกัน คือ ผลสำเร็จทางธุรกิจ ความยั่งยืนทางสังคม และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมทำให้อุตสาหกรรมเกิดความไม่ยั่งยืน ดังนั้นแนวคิดของการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในวันนี้ ไม่เพียงแค่สร้างนวัตกรรมล้ำสมัย แต่ต้องทำให้เกิดความยั่งยืนด้วย ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้จะถูกนำไปปรับใช้กับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระยอง (RAIST) ของกลุ่ม ปตท.อีกด้วย เพื่อสร้างสรรค์นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยชั้นเลิศให้กับประเทศไทย

อยากยกระดับการศึกษาไทยให้ไปไวเหมือนจีน

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ไพรินทร์ มองว่า การจะสร้างบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนหลายๆ ประเทศในแถบยุโรป เนื่องจากประเทศไทยมีจำนวนประชากรหนาแน่นกว่า การจัดการด้านการศึกษาจึงแตกต่างอย่างที่เห็นในปัจจุบันคือ ระบบการแยกเด็กฉลาดออกจากเด็กทั่วไป ซึ่งเป็นวิธีที่ประหยัด เพื่อนำเด็กฉลาดเหล่านั้นเข้าสู่ระบบการเรียนการสอน ที่สนับสนุนพรสวรรค์ของเด็กเหล่านั้น(Gifted Education) อย่างไรก็ตามเด็กทั่วไปก็ควรได้รับการสนับสนุนหลักสูตรการเรียนการสอนที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน แต่ด้วยสภาพการณ์ของการศึกษาไทยในปัจจุบัน อย่างที่ทราบกันดีว่า ครูคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการศึกษา ซึ่งในแต่ละปีมีบุคลากรที่จบจากมหาวิทยาลัยครูเป็นจำนวนมาก แต่อัตราการรับสมัครครูปีละไม่กี่พันคน เกิดความไม่สมดุลและสูญเปล่า จึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องหาคำตอบให้ได้ว่า แท้จริงแล้วต้องการครูในเชิงปริมาณหรือคุณภาพ

เมื่อประเทศชาติเป็นของพวกเราทุกคน การพัฒนาประเทศชาติจึงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง และการพัฒนาก็สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายๆ มิติ วันนี้เราค้นพบว่าการศึกษาที่มีคุณภาพ คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะสามารถสร้างการพัฒนาที่เหนือกว่า แต่อย่างไรก็ตาม “ทุกการพัฒนา ยังคงต้องพิจารณาถึงความยั่งยืนควบคู่กันไปด้วย”

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง