posttoday
ต่างคนต่างวัยหัวใจ 'อาสากาชาด'

ต่างคนต่างวัยหัวใจ 'อาสากาชาด'

01 พฤศจิกายน 2557

จิตอาสากลายเป็นเรื่องที่แร้นแค้นในสังคมที่เร่งรีบเต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่ ณ สภากาชาดไทย

จิตอาสากลายเป็นเรื่องที่แร้นแค้นในสังคมที่เร่งรีบเต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่ ณ สภากาชาดไทย เราไม่ได้เห็นเพียงแค่คนที่มาบริจาคโลหิตเพื่อหวังต่อชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  แต่ในพื้นที่แห่งนี้เรายังเห็น “อาสากาชาด” ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆ แต่มีความสลักสำคัญอย่างมากกับการทำให้ระบบการรับบริจาคโลหิตเป็นไปอย่างคล่องตัว และสร้างรอยย้ิ้มให้เกิดขึ้น

 อาสากาชาดที่ว่านี้มีตั้งแต่เด็กนักเรียน นักศึกษา ที่ใช้เวลาวันเสาร์-อาทิตย์  หรือช่วงวันหยุดปิดเทอมมาช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้มาบริจาคโลหิต จนถึงคุณป้าวัยเกษียณที่แบ่งเวลามาช่วยเหลือสังคมแบบไม่มีเงินค่าตอบแทน  แถมยังต้องควักกระเป๋าเสียค่าอาหาร ค่าเดินทางออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ทำงานจนถึงเย็นย่ำ เพียงเพื่อความสุขทางใจกับการช่วยจรรโลงสังคมแห่งนี้

ความสุขจากรอยยิ้มที่ได้รับ

มาลัย เมฆะวารินทร์ อดีตพนักงานบัญชีวัย 65 ปี ที่ใช้ชีวิตหลังเออร์ลีรีไทร์ มาเป็น“อาสากาชาด” 1 วัน/สัปดาห์ จนถึงวันนี้เป็นปีที่ 5 เล่าให้ฟังระหว่างปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานอำนวยความสะดวก ให้คำแนะนำกับผู้ที่จะมาบริจาคโลหิต ว่า เริ่มต้นมาทำงานอาสากาชาดจากการชักชวนของเพื่อน ประกอบกับร่างกายยังแข็งแรง แม้จะมีธุรกิจส่วนตัว แต่ก็อยากทำประโยชน์ให้กับสังคม

 ที่ผ่านมาเคยทำงานอาสาทั้งที่สภากาชาด โรงพยาบาลจุฬาฯ ไปเยี่ยมผู้ป่วย และอื่นๆ แต่เวลานี้จะเน้นมาทำหน้าที่งานด้านธุรการคอยบอกคนที่จะมาบริจาคโลหิตว่าจะต้องเร่ิ่มต้นจากจุดไหน วัดความดัน ลงทะเบียน ตรวจประวัติ ถึงทุกอย่างจะมีป้ายบอกไว้ แต่ก็มีความสงสัยเกิดขึ้น การที่เราคอยให้การช่วยเหลือไป จนถึงการปฐมพยาบาลคนป่วยจึงทำให้ทุกอย่างไม่ติดขัด

ต่างคนต่างวัยหัวใจ 'อาสากาชาด'

 

แม้งานอาสาของเธอจะดูจำเจ ต้องคอยตอบคำถามเดิมๆ พูดจาซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็น รับประทานน้ำเยอะๆ นะคะ... ต้องไปวัดความดันก่อนนะคะ... เข้าห้องตรวจหรือยังคะ... ตรงไปช่องนี้นะคะ... แต่ใบหน้าของเธอยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มและกระตืนรือร้นที่จะตอบทุกคำถาม และถือเป็นการช่วยทดแทนที่เธอไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ด้วยตัวเองเพราะโลหิตจาง

 “ไม่เคยเบื่อ แต่มีความสุขที่ได้ทำ คล้ายเรามาเสริมเขา มายืนตรงนี้เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ถ้าอาสากาชาดมีความกระตือรือร้น รักที่จะเรียนรู้ ก็จะช่วยคนที่มาบริจาคโลหิตได้มาก เป็นการแนะนำว่าจะต้องทำอะไรก่อน งานก็จะโฟลว์ไปได้ ยิ่งถ้าคนที่ไม่เคยมาบริจาคเลือดก็จะงงว่าไปตรงไหนหรือคนเป็นลมเราจะช่วยยังไง ถ้าเราใส่ใจเขาก็จะไม่ต้องเสียเวลา  เขาก็มีความสุขยิ้มแย้มมีความสุขออกไปและอยากกลับมาบริจาคอีก เพราะถ้าคุณเอาแต่พีอาร์ให้คนมาบริจาคเลือดกันเยอะๆ แต่คุณต้อนรับไม่ดีมันก็น็อตธิง”

 คล้ายกับ สุนี สภาวรรณชัย  ปัจจุบัน อายุ 76 ปี ที่หลงเสน่ห์การทำงานอาสากาชาดจนย่างเข้าปีที่ 13 แล้ว จนได้เหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 3 และยังยืนยันว่าจะทำต่อไปตราบเท่าร่างกายจะยังไหว อธิบายว่า  ทุกวันนี้เป็นอาสาสมัครอยู่ 3 ที่ คือ โรงพยาบาลจุฬาฯ  โรงพยาบาลพระมงกุฎ  และที่สภากาชาด 3 วัน/สัปดาห์ ทำงานมาตั้งแต่แพ็กของ สำลีผ้าก๊อซ ค้นหาประวัติผู้ป่วย หาบัตรนัด ฯลฯ

“เมื่อก่อนทำงานอาสาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ ช่วยคนป่วยที่มาจากต่างจังหวัดเขียนหนังสือไม่เป็นก็ช่วยเขียนประวัติให้ คนมาจากบ้านนอก ก็คอยแนะนำว่าถ่ายเอกสาร

ตรงไหน ห้องน้ำตรงไหน รับประทานอาหารที่ไหน ยิ่งกว่าประชาสัมพันธ์ ก็ถือว่าเราได้ทำบุญถวายในหลวง เป็นพระราชกุศล ทำแล้วสบายใจ ลูกไม่ว่า แฟนไม่ว่า เราก็จบ ลูกบอกแล้วแต่คุณแม่พ่อบ้านกลับบ้านเก่าไปแล้ว อุทิศร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่เราเกิดมาทั้งทีทำอะไรที่ช่วยเหลือสังคมได้ก็ทำไป ไม่ช้าก็ตายแล้ว”

 สุนี อธิบายว่า  ค่าใช้จ่ายแต่ละวันในการออกมาเป็นอาสาซึ่งต้องขับรถมาจากบ้านท่ี่อยู่แถวพระโขนง วันหนึ่งค่ากิน ค่าน้ำมันตก 300-400 บาท แต่ลูกสาวก็ไม่ได้ว่าอะไร ที่ผ่านมาเคยเจอหมอหยอง ได้คุยกัน เขาถามว่าทำอะไร เราบอกเป็นอาสาสมัคร เขาบอกว่าดีมาก ดีกว่าทำบุญอีก ได้ช่วยสังคมดีที่สุด เราก็ดีใจที่ได้ช่วยเหลือสังคม 

 วันหยุดปิดเทอมช่วยเหลือสังคม

 อีกด้านหนึ่ง สริลชนา ชัยนิคม  นักเรียนชั้น ม.4 จากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ ที่ใช้เวลาช่วงปิดเทอมมาทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครที่สภากาชาด ตามหลักสูตรที่จะต้องหาสถานที่บำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาจริยะ อธิบายถึงหน้าที่ของเขาว่า รับผิดชอบอยู่ที่ด่านแรกของการบริจาคเลือดคือการวัดความดันเพื่อคัดกรองความพร้อมของผู้ที่จะมาบริจาคโลหิต   

 “เราต้องคอยดูว่าความดันของแต่ละคนเลขตัวแรกต้องไม่เกิน 180 และเลขตัวหลังต้องไม่เกิน 100 ถ้าเกิดเกินเราก็จะแนะนำให้เขาไปนั่งพักก่อนแล้วค่อยมาวัดใหม่  วันนี้เจอคนหนึ่งวัดเกินหลายครั้ง ก็ให้ไปนั่งพักจนมาผ่านรอบที่ 3” แม้จะเป็นวันแรกที่มาทำงานเป็นอาสาสมัคร แต่เธอยืนยันว่าอยากจะมาทำอีก เพราะรู้สึกสนุกกับการใช้เวลาว่างมาทำประโยชน์ให้สังคม

ต่างคนต่างวัยหัวใจ 'อาสากาชาด'

 

 คล้ายกับ  ชลลดา สารารัตน์  และ ยูถิกา เอกพรพิศาลเพื่อนร่วมชั้นที่มาทำหน้าที่อาสาสมัครด้วยกัน แต่รับหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูลคนมาบริจาคโลหิตสมัครเข้ารับการตรวจสเต็มเซลล์ เพื่อเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลเพื่อคัดกรองในอนาคต เล่าให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจว่า 2  ชม.ที่ผ่านมา ได้มีผู้ที่สนใจเข้าร่วมเก็บข้อมูลสเต็มเซลล์จากการหว่านล้อมของพวกเธอไปแล้วกว่า 10 คน 

ยูถิกา อธิบายว่า ต้องมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสเต็มเซลล์ผ่านแผ่นพับที่สภากาชาดเตรียมไว้ให้ โดยผู้ที่บริจาคโลหิตไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่ม เพราะทางสภากาชาดจะนำเลือดบางส่วนที่บริจาคไปนั้นเป็นฐานข้อมูล เพราะสเต็มเซลล์ของคนเรานั้นเข้ากันได้ยาก โอกาสที่จะตรงกันได้นั้นคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 1 หมื่น และแม้จะเป็นเด็กแต่ก็สามารถอธิบายชี้แจงตอบข้อสงสัยต่างๆ ได้หมด

 “คนแรกที่เราไปคุยกับเขา เขาก็บอกว่าจะไปสมัครรับการเก็บข้อมูลสเต็มเซลล์ แล้วเราก็ชี้ไปที่เคาน์เตอร์ให้กรอกข้อมูล แต่เขาก็เดินไปกินน้ำแล้วก็เดินหายไป คนต่อไปเราเริ่มรู้ก็เลยจูงเขาไปที่เคาน์เตอร์เลย แล้วก็ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อ” ยูถิกา อธิบายเทคนิคที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง  

 ส่วน ชลลดา เล่าว่า ดีใจกับการได้เป็นอาสาสมัครในครั้งนี้ เพราะถือเป็นการเพิ่มโอกาสทางเลือกให้กับผู้ป่วยที่จะได้ใช้สเต็มเซลล์อีกทางหนึ่ง  แถมยังรู้สึกสนุก ได้พูดจากับผู้คนที่ไม่มีโอกาสได้เจอในชีวิตประจำวัน  ได้ใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่น ไม่ใช่แค่อยู่บ้านเฉยๆ เท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท