
เหนือ...มืออาชีพ
ได้ฟังเรื่องเล่าจากประสบการณ์ของเพื่อนผ่านเฟซบุ๊กแล้วนึกถึงคำสอนของแม่ติดหมัดขึ้นมาเลยทีเดียว
ได้ฟังเรื่องเล่าจากประสบการณ์ของเพื่อนผ่านเฟซบุ๊กแล้วนึกถึงคำสอนของแม่ติดหมัดขึ้นมาเลยทีเดียว
เพื่อนผู้น้องของผมเล่าความรู้สึกประทับใจที่เกิดขึ้นระหว่างเขาขับรถกลับบ้านว่า วันนั้นเขาเปิดวิทยุฟังคลื่นปกติที่เคยฟัง และในช่วงเวลา 20.00-24.00 น. ของสถานีดังกล่าวจะเปิดเพลงสากลประเภทแจ๊ซ โซล บอสซาโนว่า อีซีลิสเซินนิ่ง และเพลงป๊อปที่ละเมียดละไม แต่ค่ำคืนนั้นมีผู้ฟังคนหนึ่งส่งข้อความไปหาดีเจเพื่อขอเพลง ไมเคิล แจ็กสัน
ถ้าเราเป็นดีเจคนนั้นเราจะทำอย่างไร?
“...คุณดีเจแกปฏิเสธอย่างสุภาพ ด้วยการให้เหตุผลว่า คงไม่สามารถเปิดให้ฟังได้ในตอนนี้ เพราะไม่สามารถเข้ากับเพลย์ลิสต์ที่เตรียมมาเปิดในคืนนี้ จะแทรกให้ก็เกรงจะเสียอรรถรสในการฟังเพลงทั้งเซ็กชั่นไป แถมยังบอกว่า เพื่อให้เข้าใจเหตุผลในการปฏิเสธครั้งนี้มากขึ้น ก็อยากให้ฟังรายการทั้งช่วงแล้วคงเข้าใจเอง ขออภัยอีกครั้ง และคิดว่าช่วงดีเจคนอื่นน่าจะเล่นเพลงที่ขอมานี้ได้ไม่ยาก และจะนำมาเปิดให้ในโอกาสที่เหมาะสมครั้งต่อไป” (Tar Kwanmongkol)
คงมิใช่เพราะเหตุผลที่เรียบง่ายและงดงามอย่างนี้เท่านั้นหรอกครับที่ทำให้เพื่อนผู้น้องของผมและน่าจะเป็นผู้ฟังคนอื่นๆ อีกไม่น้อยรู้สึกประทับใจ เพราะในถ้อยคำนั้นมีท่าทีบางประการอยู่ด้วย ผู้ฟังอย่างเพื่อนผู้น้องของผมถึงสัมผัสถึงสิ่งที่อยู่ลึกกว่าถ้อยคำนั้นได้ เขาจึงเล่าถึงสภาวะข้างในที่สัมผัสได้จากถ้อยคำเหล่านั้นว่า
“ดีเจคนนี้เป็นดีเจที่ดีมาก เป็นมืออาชีพ รักงานที่ตัวเองทำ มองการจัดรายการเพลงของ
ตัวเองเป็นศิลปะ ศิลปะแห่งการเลือกสรร และจัดวางลำดับ ไปตามความรู้สึก เชื่อในสัมผัสหูของตัวเองก่อนจะส่งมอบมันให้ผู้ฟังอย่างประณีตและตั้งใจ
ที่สำคัญ เขาไม่มีทัศนคติของการเหยียดหยันผู้ฟัง ไม่ทำให้ผู้ฟังที่ขอเพลงมารู้สึกว่า ขอเพลงอะไรมา ช่างไม่ได้ดูเลยว่ารายการเขาเป็นอย่างไร เราแทบไม่รู้สึกถึงความมีอีโก้ของเขาเลย
เราชอบคนทำงานมีความเป็นมืออาชีพและมีทัศนคติที่ดีต่อคนอื่นแบบนี้ คิดว่านี่คือระดับของคนทำงานที่เหนือกว่าคนทำงานเก่งหรือคนเป็นมืออาชีพ เพราะนี่คือคนที่มีความเคารพในงานที่ตัวเองทำและเคารพคนอื่น เขาวางอัตตาของตัวเองลงและฟังผู้อื่น โดยไม่ตัดสิน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง ในสังคมที่มีคนเก่งอยู่เยอะแยะ แต่ก็มีตัวตนของตัวเองพอกพูนคับตัวโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน...” (Tar Kwanmongkol)
ใช่เลยครับ ทุกๆ ที่มักมีคนเก่ง แต่คนเก่งที่จะเป็นมืออาชีพนั้นมีน้อย แต่ส่วนใหญ่ก้าวข้ามตัวเองไม่ได้ เลยเป็นคนไม่น่ารัก และนับถือได้แค่บางเรื่องบางมุมเท่านั้น หาคนเก่งที่เป็นมือ
อาชีพจริงๆ หรือคนทำงานเหนือระดับเก่งหรือมืออาชีพทั่วๆ ขึ้นไปอีกนั้นยิ่งหาได้น้อยเข้าไปใหญ่
การได้พบเรื่องราวแบบนี้แล้วช่วยกันบอกต่อจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
ก่อนจะโตมาเจอถ้อยคำเป็นทางการ มีความหมายใหญ่โต อย่างคำว่า เวลาทำหน้าที่เราจะต้องไม่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องให้ความคุ้มครองอย่างเคร่งครัดต่อสิทธิมนุษยชนของเด็ก สตรี และผู้ด้อยโอกาส ต้องไม่ซ้ำเติมความทุกข์หรือโศกนาฏกรรมอันเกิดแก่เด็ก สตรี และผู้ด้อยโอกาสนั้นไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ฯลฯ คนบางรุ่นก็มีคำสอนอีกแบบหนึ่งซึ่งมีความหมายลักษณะเดียวกัน
ตอนเป็นเด็ก แม่เคยสอนอย่างหนึ่งว่า เห็นคนพิการตกทุกข์ได้ยาก อย่าไปพูดจาไม่ดี ดูหมิ่นเขา เพราะถ้าว่าเขา สิ่งนั้นจะเข้าตัวเรา โดยเฉพาะยิ่งถ้าเป็นคนท้องคนไส้ยิ่งต้องระวังให้จงหนัก เพราะถ้าไปว่าใครแบบนั้น เอาปมด้อยทางร่างกายของใครมาล้อเลียน ดีไม่ดี สิ่งนั้นจะเกิดกับลูกเรา
ไม่รู้ว่าในช่วงปัจจุบันยังจะมีคำบอกคำสอนแบบนี้ตกทอดกันอยู่ในสังคมเราอีกหรือไม่ แต่ไม่ว่าคำสอนนี้จะเกิดจากฐานความคิดแบบไหน เรื่องบุญเรื่องกรรม เรื่องพุทธศาสตร์ ไสยศาสตร์ ฯลฯ แต่ที่ชัดเจนคือ มันสอนให้เรารู้จักเคารพคนอื่นๆ เห็นความเท่าเทียมระหว่างเพื่อนมนุษย์ และเรียนรู้ที่จะเคารพสิทธิส่วนบุคคล ฯลฯ เป็นพื้นก่อนจะมาเจอชุดถ้อยคำใหญ่โตและเป็นทางการในภายหลัง
ระหว่างก้าวๆ แรกของการเริ่มฝึกหัด จนถึงขั้นทำได้ เป็นมืออาชีพและเหนือมืออาชีพนั้น มีคำสอน วิธีการเรียนรู้ และสรุปบทเรียนต่างๆ กัน
ดีที่สุดคือ อยู่ขั้นไหนก็อย่าไปดูถูกคนอื่น ถูกผิดให้มีเมตตาจิตแนะนำกันไปด้วยกุศลจิต แนะนำไม่ได้ก็ชักสะพานเสีย แต่ถ้าเจอคนดีคนเก่ง คนเป็นมืออาชีพ หรือเหนือกว่านั้น อย่าได้ทำผิดพลาดด้วยการประหยัดคำชื่นชมเป็นอันขาด







