
มือจ้วง เท้าพาย...
ถ้ายกเอาเรื่องความหวังต่อการปฏิรูปรอบนี้ออกไป แล้วลองคิดแบบคนไม่เอาเท้าราน้ำ
ถ้ายกเอาเรื่องความหวังต่อการปฏิรูปรอบนี้ออกไป แล้วลองคิดแบบคนไม่เอาเท้าราน้ำ ดีแต่วิจารณ์อย่างเดียว ผมอยากให้สมาชิกสภาปฏิรูปสายสื่อมวลชนผลักดันให้มีพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล
รัฐธรรมนูญไทยให้การคุ้มครองเรื่องสิทธิส่วนบุคคลมานานแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ
รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง บัญญัติไว้ในมาตรา 35 ว่า
“สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศชื่อเสียง ตลอดจนความเป็นอยู่ส่วนตัว ย่อมได้รับการคุ้มครอง
การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีการมดไปยังสาธารณชน อันเป็นการละเมิดกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว ชื่อเสียงหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง จากการแสวงประโยชน์โดยมิชอบจากข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”
เรื่องนี้เป็นหลักที่ถูกวางมาตั้งแต่ปี 2540 พอถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ได้ถูกยกมาไว้เป็นมาตรา 35 ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยมิได้มีการดัดแปลงแก้ไข และเชื่อว่าถึงจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไร หลักเรื่องสิทธิส่วนบุคคลก็จะได้รับการค้ำประกันไว้ว่า น้อยที่สุดก็จะไม่ต่ำกว่าที่เคยมีมาเช่นนี้ เพราะแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ก็ยังยอมรับโดยบัญญัติไว้ในมาตรา 4 ว่า
“ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”
ปัญหาไม่อยู่ที่เป็นรัฐธรรมนูญที่มีที่มาอย่างไร แต่อยู่หลายอย่างปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแต่ไม่ปรากฏจริงในทางปฏิบัติ เมื่อไม่มีกฎหมายลูกมารองรับหรือขยายความ เรื่องที่บัญญัติไว้หลายๆเรื่องจึงลอยอยู่โดยไม่มีฐานการปฏิบัติที่เป็นจริง
ทำไมเรื่องสิทธิส่วนบุคคลจึงสำคัญถึงขนาดต้องมีพระราชบัญญัติออกมาคุ้มครอง ?
คำตอบง่ายๆคือ มันเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนทุกคนและต่อสังคมเองด้วย ถ้ามีการจำแนกให้ชัดว่า อะไรเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ควรได้รับการคุ้มครอง เราก็ต้องเคารพสิทธินั้นของคนอื่น ถ้ามีการจำแนกชัดก็จะมีหลักปฏิบัติที่ชัดเจน
เรื่องนี้สำคัญมากเพราะเราแยกแยะไม่เป็น เอกอัครราชทูตยุโรป 8 ประเทศ ถึงต้องมาพบตัวแทนสื่อ 4 องค์กรเพื่อส่งสัญญาณว่า สื่อไทยต้องเคารพสิทธิผู้ตายและครอบครัวคนตายชาวอังกฤษที่มาประสบเคราะห์กรรมที่เกาะเต่า
เพราะเราไม่แยกแยะใช่ไหม เรื่องในมุ้งและเรื่องใต้เตียงจึงกลายเป็น
“ข่าวที่ถูกเสนอเพราะคนจำนวนหนึ่งคิดว่า เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และคนบริโภคก็ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องผิดแปลกอะไร
มีหินลองทองเกิดขึ้นหลายกรณีแล้วแต่เราไม่เคยชัดในเรื่องเหล่านี้
เพราะเราไม่ชัดเราจึงแยกไม่ออกว่า อะไรคือ เรื่องส่วนตัวอะไรคือ เรื่องส่วนรวม อะไรคือ ประประโยชน์ตัว อะไรคือ ประโยชน์สาธารณะ
เพศสภาพของนักการเมืองและดาราเป็นข่าวไหม ?
เรื่องอย่างนี้มันอาจจะเป็นปัญหากระจิดริด หากมองเห็นปัญหาที่รอเราอยู่ในวันข้างหน้า
การใช้โซเชียลมีเดีย อย่าง เฟสบุ๊ก มันจะบ่งบอกถึงอัตตลักษณ์ตัวตนของเรา ข้อมูลเหล่านี้ถูดกเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์โดยง่าย ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นั้นยังไม่รู้ว่า ใครจะก้ำเกินใคร ระหว่าง ปัจเจกบุคคล รัฐ องค์กรทางธุรกิจ ฯลฯ แต่ที่แน่ๆคือ ตอนนี้ คนจำนวนไม่น้อยใช้เสรีภาพผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เข้าถึงข้อมูลคนอื่น และเราเองก็เปิดให้คนอื่นเข้าถึงโดยตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง และการก้ำเกินนั้นก็เกิดผลดีและผลร้ายตามมาหลายอย่าง
บางเรื่องก็ยังเถียงกันไม่จบ เช่น การเข้าไปเอาข้อมูลของผู้เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกมาโพสต์ ไม่ว่าจะโดยส่วนตัวหรือเอาไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ เป็นสิ่งที่ทำได้ไหม เป็นการละเมิดคนตายไหม
บ้างก็ว่าทำได้เพราะถ้าเขาไม่ได้ปิดกั้นข้อมูลไว้ แสดงว่า มีเจตนาจะให้เปิดเผยต่อสาธารณะ บ้างก็ว่าไม่ใช่ เพราะสาธารณะนั้นไม่ได้หมายถึงให้เอาไปโฆษณาหรือไขข่าว เป็นต้น
การเกิดขึ้นของภูมิศาสตร์สื่อใหม่ๆ นำมาสู่บทบาทและความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างผู้คน ระหว่าประชาชนกับรัฐ ระหว่างเอกชนกับรัฐ ประชาชนกับเอกชน
ถ้าเราไม่ทำเรื่องสิทธิส่วนบุคคลให้ชัด ความโกลาหลใหญ่จะตามมาอีกเยอะ รวมทั้งเรื่องคอร์รับชั่นที่ว่าหนักแล้วจะหนักกว่านี้อีก
นี่เอาทั้งเอามือจ้วงและเอาเท้าช่วยพุ้ยน้ำแล้วนะ แต่คนมีหน้าที่อาจจะคิดได้ดีกว่านี้เยอะครับ







