
สวนไม้อวบน้ำทนแล้ง (1)
กระแสความนิยมพืชทนแล้งกลุ่มกระบองเพชรและไม้อวบน้ำในเมืองไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
กระแสความนิยมพืชทนแล้งกลุ่มกระบองเพชรและไม้อวบน้ำในเมืองไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกล่าวได้ว่าเป็น Trend ที่รุนแรงและต่อเนื่องจากพืชกลุ่มดังกล่าวมีความหลากหลาย และการปลูกเลี้ยงที่ไม่ยุ่งยากทำให้คนรุ่นใหม่นิยมปลูกเลี้ยงกันโดยไม่ต้องดูแลมาก เพราะความทนทานหรือความอึดของทั้งกระบองเพชรและไม้อวบน้ำนั่นเองอาจพูดได้เต็มปากว่ามีไม้ดอกไม้ประดับน้อยมากที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความรุนแรงของสภาพอากาศโลกได้มากกว่าไม้อวบน้ำหรือกระบองเพชร ไม้ดังกล่าวมีรูปทรงที่แปลกตา (Exotic) ทั้งส่วนของใบและดอกที่แตกต่างไปจากไม้ดอกอื่นๆ ที่เห็นดาษดื่น
เราลองมาทำสวนไม้อวบน้ำทนแล้งในเมืองไทยกันดีกว่าจำได้ดีเมื่อได้ไปเยือนสวนไม้อวบน้ำแห่งหนึ่งในโมนาโก เป็นสวนรวบรวมพืชพันธุ์ไม้แปลก (Jadin Exotique) หลังจากผ่านเมืองนีซ (Nice) และคานน์ (Cann) ตามแนวชายฝั่งอันยาวเหยียด โกตดาซูร์อันมีชื่อเสียงของฝรั่งเศส สวนแห่งนี้รวบรวมไม้อวบน้ำ ท่ามกลางภูมิประเทศแบบทะเลทราย ซึ่งมีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ที่นี่ปลูกรวบรวมไม้อวบน้ำและพืชทนแล้ง(Xerophytic or drought tolerant plants) เอาไว้อย่างหลากหลาย แต่สำคัญกว่านั้น คือ สภาพอากาศอันเหมาะสม ทำให้สีสันโดดเด่นขึ้นมาจนเป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาถ่ายภาพกันอย่างน่าปลาบปลื้มใจแทนเจ้าของสวนภูมิทัศน์แบบทะเลทราย
ภูมิทัศน์แบบทะเลทรายหรือจะพูดให้ถูกยิ่งขึ้น คือ กึ่งทะเลทรายกึ่งภูเขา แบบนี้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความรู้สึกแปลก แปลกไปจากการจัดสวนดอกไม้ดังที่เราเห็นกันชินชา ไม่ว่าจะเป็นเชียงรายหรือวังน้ำเขียว หรือแม้แต่การจัดสวนปลูกกระบองเพชรและไม้อวบน้ำในแปลงรวบรวมพันธุ์ไม้ทะเลทรายในสวนพฤกษศาสตร์ทั่วไป
นอกเหนือจากที่โมนาโก เราได้เห็นสวนไม้อวบน้ำแปลกๆ ในอิตาลี ตั้งแต่เมืองเวนติมาเกลียไปตามแนวยาวของฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งที่เทรสโกแอบเบในเกาะซิลลี ก็มีสวนแบบที่ว่านี้เช่นกัน ไม้อวบน้ำสามารถทนต่อสภาพแห้งแล้ง ขาดฝนได้ดีกว่าพืชอื่นก็เพราะพวกมันมีหมู่เซลล์สำหรับเก็บน้ำไว้ได้ในใบ ในลำต้นและในราก พวกนี้ชอบพืชที่แห้งแล้ง ดินทราย ระบายน้ำดี ตัวอย่างเช่น เขตหัวหิน ประจวบฯ จะมีพืชทะเลทราย เช่น สลัดได เสมา (Opuntia) ขึ้นอยู่เป็นดงเป็นดาน เราอาจพบอะกาเวหรือป่านศรนารายณ์ (Agave Aisalana) และ Agave ชนิดอื่นๆ ขึ้นอยู่ด้วยเช่นกัน พืชกึ่งแล้งเช่นนี้มิได้ขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มีผู้นำมาปลูกเป็นรั้วกันคนและสัตว์ เข้าไปในพื้นที่ของเขา พืชในวงศ์น้ำนมราชสีห์ (Euphorbiaceae) ซึ่งเป็นวัชพืชตามภูเขาที่รกร้าง แห้งแล้งในเมืองไทยก็เป็นพืชอวบน้ำ ทนแล้งเช่นเดียวกับพญาไร้ใบ (Euphorbia) และพบในทะเลทรายของยูเออี แถบดูไบและโอมาน พืชทะเลทรายเหล่านี้ทนแล้งได้ดี แต่ไม่อาจทนหนาวจนถึงจุดน้ำค้างแข็ง (Freezing) ได้ ดังจะเห็นได้ว่าในจำนวนพืชอวบน้ำทนแล้ง 9,000 ชนิด มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ทนหนาว (Hardy) ได้ สกุลที่ทนหนาวได้ดี เช่น ซีดัม (Sedum) ซึ่งบางชนิดดูคล้ายก้อนกรวดเสียจริงๆ ผู้เขียนเคยพบซีดัมบนภูเขาสูงที่แห้งแล้งริมทะเลทรายในเม็กซิโกตอนเหนือ นอกจากนี้ยังพบมากบนภูเขาริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในเขตเมืองแอนทาลยา ตุรกี พวกนี้ชาวบ้านเรียกว่า Stonecrops และ Houseleeks ซึ่งใช้เรียกพืชสกุลกุหลาบหิน Sempervivum ซึ่งชอบอากาศหนาวเย็นยามค่ำคืน พวกนี้ปลูกได้ดีมากในพื้นที่ระดับสูงตั้งแต่ 800 ม. ขึ้นไป โดยเฉพาะหากใช้พลาสติกใสมุงเป็นหลังคาให้เพื่อป้องกันฝน 5 เดือนของเมืองไทย
ในบรรดาผู้บุกเบิกปลูกพืชทนแล้งจำพวกกระบองเพชรและไม้อวบน้ำรุ่นแรกของประเทศไทย เห็นจะต้องเอ่ยถึงคุณขจี วสุธาร ซึ่งบุกเบิกการปลูกเลี้ยงในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย แต่สำหรับชาวยุโรปที่บุกเบิกทำสวนไม้อวบน้ำในอังกฤษ คงได้แก่คุณเอ็ดวาร์ด โบวเลส (Edward Bowles) จากมิดเดิลเซ็กซ์ (Middlesex) เขาประสพผลสำเร็จในปี ค.ศ. 1907 นอกจากไม้อวบน้ำทั่วไปที่รู้จักกันดี เราเห็นจะต้องรวบรวมเอาพืชทนแล้งบางกลุ่มเข้าไว้ด้วย เช่น เข็มกุดั่น (Yucca) หมากผู้หมากเมีย (Cordyline) เดซายลิริออน (Dasylirion) คล้ายต้นแซ่ม้า (หัวโต) และไม้ดอก เช่น อีรินเกียม (Eryngium) และอะแคนธัส (Acanthus) เข้าไว้ด้วย นอกเหนือจากนี้สวนไม้อวบน้ำยังรวมเอาสนฉัตรและลิงงง (Monkey Puzzle) คือสนสกุล Araucaria ซึ่งบางชนิดมีหนาม ปาล์มสกุลอินทผลัม (Date Palm : Phoenix) และบรอมีเลียดก็ดูไปกันได้ดีกับพืชจำพวกไม้อวบน้ำและกระบองเพชร โดยมันเสริมความรู้สึกประหลาดๆ เข้ามาอย่างน่าชื่นชม (Exotic Look)
ฉบับหน้าจะกล่าวถึงเทคนิคการทำสวนพืชอวบน้ำ
ขอให้ติดตาม







