
โตเกียว เทรนดี ปี 2 ตอนที่ 1
กลับมาตามสัญญาแล้วครับสำหรับ
“โตเกียว เทรนดี” ปีที่ 2 ปีที่แล้วเขียนไป 32 ตอน ครอบคลุมย่านช็อปปิ้งดัง 3 แห่งใจกลางกรุงโตเกียว คือ กินซา ชิบุยะ และฮาราจูกุ ซึ่งเป็นแหล่งช็อปปิ้งยอดนิยมของทั้งคนญี่ปุ่นและคนไทย รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ด้วย ความจริงตั้งใจว่าจะปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนก่อนแล้วค่อยเริ่มเขียนตอนใหม่ แต่มาคิดดูแล้วถ้ามัวแต่ปรับปรุงคงไม่ได้เริ่มเขียนตอนใหม่ในเร็ววัน เพราะที่โตกียวนี่เค้าเร็วและแรงจริงๆ บางย่านไม่ได้ไปแค่ 3 เดือน มีอะไรผุดขึ้นใหม่มาอีกแล้ว บางร้านก็ปิดปรับปรุงบ้าง ย้ายไปอยู่อีกฟากบ้าง และล้มหายตายจากไปก็มีปีนี้ก็เลยจะพาคุณผู้อ่านไปตระเวนย่านช็อปปิ้งนอกกระแส หรือที่วัยรุ่นเค้าเรียกกันว่า
“ย่านแนวๆ” กันดูบ้าง เป็นย่านที่นักท่องเที่ยวแบบไปกันเป็นหมู่คณะหรือกรุ๊ปทัวร์ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ไปกัน ถ้าจะมีคนไทยก็ต้องเป็นคนแนวๆ เหมือนกับย่านนั้นๆ ย่านนอกกระแสที่ผมจะพาคุณผู้อ่านไป ตั้งเรียงรายอยู่บนเส้นทางรถไฟที่มีต้นทางอยู่ที่ย่านชิบุยะเป็นส่วนใหญ่ มาทบทวนความจำกันสักนิดครับ ย่านชิบุยะนี้เป็นย่านช็อปปิ้งของวัยรุ่นระดับมัธยมปลายเรื่อยไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ย่านชิบุยะมีขาใหญ่ประจำย่าน คือ กลุ่มโตคิว ที่มีตึก 109 Shibuya เป็นสัญลักษณ์ควบคู่ไปกับรูปหล่อสำริดของเจ้าหมาน้อยฮาจิโกะผู้ภักดี นอกจากนี้ย่านชิบุยะยังเป็นชุมทางรถไฟใหญ่ทางฝั่งตะวันตกของกรุงโตเกียว เป็นประตูสู่เขต Meguro และเขต Setagaya ซึ่งเป็นย่านชุมชนที่อยู่อาศัย ก็เลยมีโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยตั้งอยู่เยอะมาก ถ้าเป็นบ้านเราคนที่อยู่ชานเมืองอยากจะซื้อของดีๆ เดินห้างดังๆ ก็ต้องเข้ามากลางเมืองชั้นใน แต่ญี่ปุ่นเค้าคิดตรงข้ามกับบ้านเรา เวลาเค้าจะขยายชุมชน ออกไปรอบนอก เค้าก็จะสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานไปรอไว้ก่อน เริ่มต้นจากระบบขนส่งซึ่งโดยมากมักจะเป็นรถไฟที่ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาพื้นที่ โดยมีกลุ่มค้าปลีกเข้าไปสร้างห้างสรรพสินค้าระดับชุมชน กลุ่มอสังหาฯ ก็เข้าไปพัฒนาโครงการที่พักอาศัย ภาครัฐก็สนับสนุนให้สร้างสถาบันการศึกษา หลังจากนั้นชุมชนก็ค่อยๆ เติบโตกลายเป็นชุมชนใหญ่ จนในที่สุดก็แข็งแรงพอที่จะมีย่านช็อปปิ้งของตน คนแถวนั้นก็ไม่ต้องถ่อไปใจกลางเมือง อะไรที่จำเป็นในชีวิตแถวบ้านมีหมด คนในชุมชนก็สนับสนุนกันเอง ค้าขายกันเองจนเกิดบุคลิกเฉพาะย่าน และค่อยๆ เป็นที่รู้จักของสังคมแบบปากต่อปาก กล่าวขวัญกันมากๆ ก็มี ไดคันยามะ (Daikanyama) นาคะเมะกุโระ (Naka Meguro) จิยูงะโอกะ (Jiyugaoka) บนเส้นทางรถไฟสายโตคิวโตโยโกะ (Tokyu Toyoko Lines) หรือย่านชิโมะคิตะซาวะ (Shimokitazawa) และคิฉิโจจิ (Kichijoji) บนเส้นทางรถไฟสายอิโนะคะชิระ (Inokashira Lines) เป็นต้น อย่างบ้านเราก็มีที่ละม้ายคล้ายกับแนวคิดนี้เหมือนกัน ก็ย่านทองหล่อในกรุงเทพฯ และถนนนิมมานเหมินทร์ที่เชียงใหม่ไงครับ ทั้งสองย่านนี้ค่อยๆ เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่มีใครไปเร่งรัดให้มันเป็น มีร้านรวงมาเปิดเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนนั้นๆ เป็นหลักในตอนต้น แล้วค่อยเป็นที่นิยมของสังคมจากการบอกต่อทีละน้อยจนกลายเป็นที่รู้จักของคนส่วนใหญ่ในที่สุด แบบนี้แหละครับถึงจะเรียกว่าย่านแนวๆ ส่วนที่เริ่มต้นว่าจะสร้างย่านนั้นย่านนี้ให้เป็นย่านแนวๆ แล้วมันไม่สำเร็จ คงเป็นเพราะคิดผิดตั้งแต่เริ่มต้นแล้วครับ ของแบบนี้มันต้องเป็นไปโดยธรรมชาติ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ต้องสั่งสมกันเป็นเวลานาน ถ้าไปปรุงแต่งมากก็จะขาดบุคลิกเฉพาะตนไปเส้นทางแรกที่ผมเลือกก็คือ เส้นทางของรถไฟสายโตคิวโตโยโกะ ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับว่าเป็นของโตคิวเจ้าถิ่นชิบุยะ โตคิววางเส้นทางสายนี้ 20 กว่าสถานียาวไปจนถึงโยโกฮามาโน่น พร้อมๆ กับพัฒนาชุมชนต่างๆ ที่อยู่ตลอดเส้นทาง สถานีใหญ่หน่อยก็เอาห้างไปลง สถานีเล็กก็ลดขนาดของห้าง หรือเอาแค่ซูเปอร์มาร์เก็ต โดยดูจากขนาดของชุมชนและประชากร จนกลายเป็นเส้นทางสายสำคัญสายหนึ่งทางฝั่งตะวันตกของกรุงโตเกียว ทางขึ้นชานชาลาก็อยู่ติดกับห้างโตคิวและสถานีเจอาร์ชิบุยะนั่นแหละครับ แต่อาจจะหายากสักหน่อยเพราะคนเดินกันเยอะ แต่ถ้ามองป้ายแล้วเดินตามไปเรื่อยๆ ก็เจอเอง นั่งรถไฟออกจากสถานีไปแค่ป้ายแรกก็เจอย่าน ไดคันยามะแล้ว แต่ต้องดูให้ดี เลือกขึ้นขบวนที่จอดทุกป้าย (Local Train) นะครับ เพราะถ้าพลาดไปขึ้นรถด่วน (Express) หรือด่วนพิเศษ (Limited Express) ก็จะเลยไปจอดป้ายถัดไป คือ นาคะเมะกุโระ (Naka Meguro)
ย่านไดคันยามะเป็นย่านที่ผมชอบไปเดินช็อปปิ้งครับ เป็นย่านช็อปปิ้งที่คูลมาก คนไม่พลุกพล่าน ร้านรวงดูดีมีรสนิยม บรรยากาศสบายๆ ถนนหนทางกะทัดรัด มีตรอกซอกซอยให้ซอกแซก เดินเล่น 34 ชั่วโมงก็ไม่เบื่อ เผลอๆ อาจจะไม่พอเอาด้วยถ้าไปเจอของถูกใจ ไดคันยามะจะมีอะไรให้ซื้อให้ชิมกันบ้าง สัปดาห์หน้าผมจะพาไปสำรวจกันต่อครับ







