
คนจีนยุคใหม่ ทำอะไรต้องไม่แพ้ชาติใดในโลก
ในห้วงช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เรามักจะได้เห็นข่าวคราวเกี่ยวกับประเทศจีนและคนจีน
ในห้วงช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เรามักจะได้เห็นข่าวคราวเกี่ยวกับประเทศจีนและคนจีน สามารถคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ได้อยู่บ่อยครั้ง รวมถึงผลงานการแข่งขันต่างๆของคนจีน ก็เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น ดังนั้นคนจีนยุคนี้สมัยนี้ทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งเคล็ดไม่ลับของความสำเร็จคือ การพัฒนาการศึกษาในทุกระดับชั้น และทุกสาขาอาชีพ ซึ่งการเดินทางไปจีนในโอกาสนี้ เราได้เข้าไปเยี่ยมชมสถานศึกษาหลายแห่ง และมีเรื่องราวดีๆ ของวงการการศึกษาประเทศนี้มาฝากคุณผู้อ่าน
ในสมัยก่อน หากจีนชนะการแข่งขันใดๆ ก็ตาม มักจะมีบทวิเคราะห์ออกมาเสมอว่า เพราะจีนมีประชากรมาก จึงมีโอกาสที่จะมีคนเก่งๆ แฝงอยู่มาก แต่ในยุคปัจจุบันที่ “คุณภาพ” สำคัญกว่า “ปริมาณ” ประเทศที่มีประชากรน้อย ก็สามารถผลิตคนเก่งๆ ได้เช่นกัน ดังนั้นจึงหมดยุคที่จีนจะคัดคนเก่งจากตัวเลือกที่มีจำนวนมาก แต่หันมาสร้างคนเก่ง และมีคุณภาพในประเทศขึ้นมาใหม่ และสร้างในปริมาณมาก
เมื่อจีนกำลังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีชีวภาพซึ่งได้นำไปประยุกต์เข้ากับการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ดังนั้นเทคโนโลยีดังกล่าวจึงเข้ามามีส่วนในกระบวนการเพิ่มจำนวนประชากร ตั้งแต่ก่อนกำเนิด โดยการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบและคัดคุณภาพของเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์ก่อนการปฏิสนธิ เท่าที่ผ่านมาอาจจะยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่บอกได้ว่าเซลล์เหล่านั้นเมื่อพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนมนุษย์แล้ว จะมีความบกพร่อง หรือสมบูรณ์เพียงใด แต่ทีมวิจัยจากสถาบัน BIOPIC แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ทำได้แล้ว ซึ่งนั่นจะทำให้เด็กที่เกิดมามีสุขภาพแข็งแรงและพร้อมจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป
ไม่เพียงเท่านั้น ศูนย์วิจัยแห่งนี้ยังได้มีการต่อยอดงานวิจัยอื่นๆ จากทั่วโลก เช่น ผลงานของ Dr.Yun Zhang ซึ่งทำการวิจัยและพัฒนา ระบบตรวจสอบ DNA ที่มีระยะเวลาตรวจสอบเร็วขึ้นและมีค่าใช้จ่ายน้อยลง ซึ่งนั่นก็สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการพัฒนานวัตกรรมและการวิจัยของจีน ที่ไม่เพียงแต่ทำให้ได้ แต่ต้องทำให้ได้ดีกว่าในราคาที่ถูกกว่าอีกด้วย
เมืองเซี่ยงไฮ้คืออีกหนึ่งเมืองที่เป็นศูนย์กลางการศึกษาของประเทศจีน ที่นี่มีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง หนึ่งในนั้น คือ มหาวิทยาลัยฟูตัน (Fudan University) ซึ่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์และทางวิศวกรรมระดับหัวกะทิให้กับประเทศมากมาย ในขณะเดียวกันคณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก็เริ่มที่จะมีชื่อเสียงมากขึ้นเช่นกัน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Hong Lu บอกกับเราว่า คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของชาวจีนมากขึ้น โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาว ซึ่งพวกเขาสามารถใช้มันเพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้น และมีส่วนในการพัฒนาองค์ความรู้และต่อยอดไปสู่นวัตกรรมอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ภายในประเทศนั้น เติบโตอย่างก้าวกระโดดและมีมูลค่าทางการซื้อขายมหาศาล ในขณะเดียวกันศาสตราจารย์ Zhuกล่าวว่า อินเทอร์เน็ตมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในประเทศจีนอย่างมาก เพราะนักศึกษาสมัยนี้เข้าถึงแหล่งความรู้ได้รวดเร็วกว่าการรับจากครูผู้สอน อีกทั้งยังช่วยเปิดโลกทัศน์ผู้คนให้กว้างขึ้น เมื่อเทียบกับสังคมจีนในสมัยก่อน ดังนั้นนักศึกษาจีนในยุคนี้จึงเข้าใจโลกสากลมากขึ้น และค้นพบตัวเองได้เร็วขึ้น
Wang Ye Wen และ Hu Hao คือสองตัวแทนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฟูตัน ที่มาสะท้อมมุมมองแนวคิดของชาวจีนรุ่นใหม่ ซึ่ง Wang Ye wan บอกกับเราว่า ข้อมูลข่าวสารนั้นมีอยู่มากมายรอบๆ ตัว เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดระเบียบและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร จึงเป็นเรื่องท้าทายวัยรุ่นอย่างเธอ ในการใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพื่อทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น เธอยกตัวอย่างถึงรถไฟความเร็วสูงของจีนว่า เป็นหนึ่งแม่แบบของการหยิบจับองค์ความรู้มากมายในโลกอินเทอร์เน็ตมาต่อยอดและพัฒนาด้านการศึกษา ทำให้ประเทศจีนสามารถสร้างรถไฟความเร็วสูงด้วยตัวเองได้สำเร็จ ซึ่งมันได้ทำให้ชาวจีนที่อาศัยอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากขึ้น ส่วน Hu Hao ก็ได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับระบบการซื้อขายสินค้าออนไลน์ในประเทศจีนว่า คือหนึ่งในความสำเร็จ ของการผนวกเอาระบบธุรกรรมทางการเงินเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ต เกิดเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับชาวจีนอย่างมาก โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาวและคนวัยทำงาน ที่กล้าตัดสินใจจะเลือกซื้อสินค้าผ่านทางระบบนี้มากขึ้น แม้จะมีความกังวลเรื่องการโกง หรือได้สินค้าไม่ตรงตามที่ต้องการ แต่นั่นก็ทำให้ระบบซื้อขายสินค้าออนไลน์ในประเทศจีนมีมูลค่าการซื้อขายมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขามองว่า ประเทศจีนยังมีโอกาสทางธุรกิจที่ทำเงินได้อีกมากมาย จากการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ
ไม่ไกลจากมหานครเซี่ยงไฮ้ เป็นที่ตั้งของเมืองฉางโจว ซึ่งเป็นที่ตั้งของอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง นั่นก็คือมหาวิทยาลัยฉางโจว ที่มีความโดดเด่นทางด้านการวิจัย ที่นั่นเราได้มีโอกาสเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่นห้องปฏิบัติการคัดแยกปิโตรเคมี ห้องปฏิบัติการกล้องไมโครสโคป และห้องปฏิบัติการ MMMR ซึ่งทุกๆ ห้อง เพียบพร้อมด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ราคาไม่ต่ำกว่า 20-30 ล้านบาท รวมถึงผลงานเด่นของนักศึกษา เช่น อากาศยานไร้คนขับ อุปกรณ์ตรวจจับคลื่นสมอง เพื่อใช้สั่งการสิ่งของ และโปรแกรมจำลองการทำงานในโรงงานแบบ 3 มิติทั้งนี้ตัวแทนของมหาวิทยาลัยบอกกับเราว่าผลลัพธ์จากการลงทุนครั้งนี้ คือ ประสิทธิภาพการเรียนการสอนที่เพิ่มขึ้น และนักศึกษาที่จบออกไปแล้ว ก็สามารถนำประสบการณ์จากการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์เหล่านี้ ไปสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้จริง ให้กับองค์กรหรือบริษัทที่ตัวเองสังกัด ซึ่งการลงทุนในครั้งนั้นก็ได้ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีชื่อเสียงจากการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพออกสู่ตลาดแรงงานชั้นนำภายในประเทศ
ความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาในประเทศจีนนั้น ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดแรงงานในประเทศนี้ มีคนเก่งๆ อยู่มากมายจีนในปัจจุบันนี้จึงก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมเด่นๆ ของโลก และเริ่มเปลี่ยนสถานะจากผู้ลอกเลียนแบบมาสู่ผู้นำต้นแบบแล้ว ซึ่งจะว่าไปแล้ว คนไทยถ้าลงมือทำอะไรก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนวัตกรรม แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า วันนี้เราเห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “การสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยตัวเอง”กันแล้วหรือยัง







