
อาณาจักรความงามของมิส แกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล
ผ่านพ้นไปไม่ถึง 2 อาทิตย์ กับการประกวด มิส แกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล 2014 ใครหลายคนที่ติดตามการประกวดเวทีระดับโลกเวทีนี้ ย่อมอยากยลโฉม
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
ผ่านพ้นไปไม่ถึง 2 อาทิตย์ กับการประกวด มิส แกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล 2014 ใครหลายคนที่ติดตามการประกวดเวทีระดับโลกเวทีนี้ ย่อมอยากยลโฉม ยลความคิดความอ่านของผู้ที่ได้รับตำแหน่ง และอยากรู้บางแง่มุมของชีวิตของเธอคนนั้น วันนี้ ผมเลยไม่รอช้า รีบจัดเต็มกับสองสาวงามจากเวทีนี้ ทั้งคนที่ได้ตำแหน่งมาหมาดๆ กับคนที่เพิ่งอำลาตำแหน่งไป รวมทั้งพูดคุยกับเจ้าของเวทีการประกวดนี้ด้วยอย่ารอช้าเลยดีกว่า ลุย!
กับการประกวดนางงามของ ลีส์ กราเซีย
เมื่อแรกพบสบตากับ ลีส์ กราเซีย มิส แกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2014 บอกได้เลยคำเดียวว่า ผู้หญิงคนนี้มีความมุ่งมั่น และยิ่งได้พูดคุยกับเธออย่างชิดใกล้ ยิ่งมั่นใจว่าผู้หญิงคนนี้เหมาะสมกับตำแหน่งนี้เป็นที่สุด
“ฉันมีโอกาสได้ดูการประกวดมิส แกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เมื่อปีที่แล้ว รู้สึกประทับใจมาก พอฉันรู้ว่าตัวเองมีโอกาสประกวดได้อีกเป็นครั้งสุดท้าย เพราะตอนนี้อายุ 27 ปีแล้ว เลยตัดสินใจมาประกวดเวทีนี้ ซึ่งก่อนที่ฉันจะได้สวมสายสะพายคิวบา ฉันได้ไปประกวดมิส แกรนด์ ฟลอริดา ที่สหรัฐ เพราะว่าฉันทำงานและอาศัยอยู่ที่ฟลอริดา เมื่อเป็นตัวแทนของฟลอริดามาประกวดมิส แกรนด์ ยูเอสเอ ฉันไม่ได้ตำแหน่ง แต่เนชั่นแนล ไดเรกเตอร์ของคิวบา รู้ว่าฉันอยากมาประกวดเวทีนี้มาก เขาเลยถามฉันว่าสนใจมาประกวดมั้ย ฉันตอบตกลงทันที”
ลีส์เผยว่า เธอเกิดที่ประเทศเปอร์โตริโก เป็นคนเปอร์โตริโก เติบโตที่นั่น แต่ครอบครัวของเธอเป็นคนคิวบา เธอเลยถือสองสัญชาติมาตั้งแต่เกิด
“สำหรับการประกวดนางงาม ฉันทุ่มเทกับการประกวดนางงามเป็นเวลา 10 ปี ประกวดมามากกว่า 20 เวที ทุกๆเวทีให้ประสบการณ์ที่ดี ฉันได้เก็บเกี่ยวสิ่งที่ดีๆ จากการแพ้บ้าง ชนะบ้าง บอกได้เลยว่า ทุกครั้งที่พ่ายแพ้ฉันไม่เหนื่อยเลย ไม่ท้อด้วย ฉันคิดแค่ว่า เวลาแพ้ ก็แค่แพ้ เดี๋ยวก็ลุยใหม่”
เมื่อเธอได้สวมสายสะพายของประเทศคิวบามาประกวด มิส แกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นเวทีที่ปิดฉากชีวิตการประกวดนางงามของเธอ เธอบอกเล่าให้ฟังว่า เมื่อเวทีนี้เป็นเวทีสุดท้ายเธอเลยเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีการวางแผน ไม่มีกลยุทธ์ใดๆ ทำทุกอย่างให้เต็มที่ ให้สุดๆ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
“ถ้าคืนวันตัดสิน ผู้ชนะไม่ใช่ฉัน แต่เป็นเอธิโอเปีย ฉันคงกลับไปใช้ชีวิตและทำงานต่อที่ฟลอริดา แต่ที่ฉันจะได้กลับมาคือการที่ได้รู้ว่าการกลับไปในครั้งนี้มันต้องมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นกับชีวิตอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่รู้ว่ามันต้องมี”
ลีส์ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแข่งขันความงามว่าเวทีประกวดนางงามถือเป็นสถานที่ที่ดีสำหรับการเรียนรู้ของหญิงสาว เมื่อหญิงสาวตัดสินใจก้าวเข้ามาประกวดนางงามแล้วสิ่งที่ต้องตระหนักรู้อยู่ตลอดเวลา นั่นคือ เราอาจเจอกับเวทีที่มองความสวยงามเพียงอย่างเดียว ตัดสินกันที่ความงามในค่ำคืนนั้นค่ำคืนเดียว หากโชคดี ก็จะเจอกับเวทีที่ไม่ได้มองความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ได้ให้เราแสดงตัวตนและความคิดความอ่านของเราออกมา
“เอาเป็นว่าการประกวดนางงามก็เหมือนกับการวาดรูปต้นไม้ต้นหนึ่ง เวทีหนึ่ง กรรมการชี้ขาดว่าต้นไม้ต้นนี้วาดออกมาไม่สวย ก็คือไม่สวย ถ้าเราท้อแท้ หยุดวาดรูปต้นไม้ต้นนี้ไป คงน่าเสียดายที่เราจะไม่ได้เห็นวันที่ประสบความสำเร็จ แต่หากเราฝึกฝนวาดรูปต้นไม้ต้นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เราจะวาดสวยขึ้นเรื่อยๆ พอไปเวทีใหม่ เจอกรรมการชุดใหม่ ต้นไม้ต้นที่เราใช้เวลาฝึกฝนในการวาด อาจถูกตาต้องใจจนกรรมการชี้ขาดว่าต้นไม้ต้นนี้สวยที่สุด นั่นคือ รางวัลแห่งความพยายามที่เราสมควรได้รับ”
เจนนาลี ชาร์ปาโร มีพบ ย่อมมีจาก
ถือเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นสัจธรรมความเป็นจริงที่เจนนาลี ชาร์ปาโร มิส แกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล คนแรกของโลก (ปี 2013) ได้เรียนรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เธอเผยกับผมว่า เธอภาคภูมิใจกับสิ่งที่เธอได้รับมา ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งเธอได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ พอต้องจากไปก็ใจหายเป็นธรรมดา แต่เธอรู้ว่าเธอไม่มีทางหลีกหนีสัจธรรมความจริงนี้ไปได้พ้น
“ชีวิตฉันต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งที่เปอร์โตริโก คงต้องกลับไปเรียนให้จบ และคงได้มีโอกาสเข้าสู่วงการบันเทิง ทำรายการทีวี ส่วนจะกลับมาทำงานในไทยอีกมั้ย ก็คงต้องรอดูต่อไป แต่ก็มีโอกาสที่จะกลับมาค่ะ”
เจนนาลีเผยว่า การได้เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เลือกเส้นทางชีวิตด้วยการประกวดนางงาม นั่นเป็นเพราะเธอเชื่อมั่นว่าการประกวดนางงามคือการได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตที่ดีที่หาซื้อจากที่ไหนไม่ได้ และมันคือหนทางที่จะทำให้ผู้หญิงได้แสดงความเป็นผู้หญิง แสดงความงาม แสดงตัวตน แสดงความนึกคิดออกมาผ่านการประกวด
“การประกวดนางงามทำให้ผู้หญิงเติบโตขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงในตัวเองที่ดีขึ้น ที่สำคัญ ทำให้เรารู้ว่าเรามีคุณค่า และสามารถนำคุณค่าที่เรามีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อโลกใบนี้ และฉัน เจนนาลี ชาร์ปาโร ในวันนี้ ก็ได้เติบโตขึ้น เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้โลกใบนี้ดีขึ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งค่ะ ฉันเชื่อมั่นอย่างนั้น (ยิ้ม)”
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ของ
ณวัฒน์ อิสรไกรศีล
วันนี้ ชื่อของ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ในแวดวงนางงามทั่วโลก คงไม่มีใครไม่รู้จักเขา เพราะเขาสามารถทำให้เวทีระดับโลกอย่าง มิส แกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เขาเป็นประธานและผู้ก่อตั้ง สามารถทำให้เนชั่นแนล ไดเรกเตอร์จากประเทศต่างๆ ขอต่อสัญญาส่งสาวงามเข้ามาร่วมประกวดและทำให้อีกหลายๆ ประเทศขอส่งสาวงามมาร่วมประกวดในปีหน้าเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
ณวัฒน์ได้บอกเล่าถึงวงการนางงามในยุคนี้ไว้ว่า ตอนนี้วงการนางงามในระดับสากลยังอยู่ดี “แต่ละเวทีก็มีชีวิตของเขา มีขึ้นมีลงแล้วแต่จังหวะ เวทีบางเวทีก็หายไป เวทีที่ยังอยู่ ก็ยังมีมาตรฐานของตัวเอง บางเวทีก็เริ่มมีความศรัทธาจากคนดูน้อยลง ไม่ว่าด้วยอะไรก็ตามแต่ กับเวทีเราคนก็เริ่มติดตาม เฝ้ารอ จบการประกวด ก็อยากรอดูปีต่อไปเราเชื่อว่า เรามีทิศทางที่ดีมากขึ้น สำหรับเวทีการประกวดในประเทศของเรา คนเริ่มไปสนใจการประกวดประเภทอื่น เมื่อก่อนไม่มีรายการเรียลิตี้หรือการประกวดต่างๆ นานา คนเลยชอบดูการประกวดนางงาม แต่เดี๋ยวนี้คนชอบดูการประกวดนางงามน้อยลง ทำให้การประกวดนางงามในประเทศของเราลำบากมากขึ้น ซึ่งผมก็พยายามทำให้การประกวดนางงามเข้าถึงกลุ่มคนดูมากขึ้น คงใช้กลยุทธ์ที่น่าสนใจ มาใช้ในปีต่อไป”
ในฐานะที่ณวัฒน์ทุ่มเทชีวิตให้กับการประกวดนางงามมาหลายปี ทั้งเวทีของคนอื่น และเวทีของตัวเอง เขามองว่านางงามก็คือผู้หญิงปกติธรรมดา เป็นผู้หญิงที่ต้องทำงานคนหนึ่ง เมื่อก่อนนางงามอาจเหมือนนางฟ้า แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่
“ความงามของนางงามในยุคนี้ก็ไม่จำเป็นต้องสวยที่สุด เพราะไม่รู้ว่าสวยที่สุดคืออะไร มีหุ่นมีหน้าตาสวยคมคาย ก็พอแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือ มีความคิดความอ่านที่ดี มีการประคองชีวิตของตัวเองที่ดี นางงามในดวงใจของผมต้องมีอยู่ 4 อย่างประกอบกัน คือ สวยบุคลิกภาพดี มีความคิดความอ่าน และพร้อมทำงานได้เลย ซึ่งนี่ช่วยทำให้การคัดเลือกนางงามของเวทีผมนั้นง่ายขึ้นเพราะเรามีเป้าหมายในการคัดเลือกชัดเจนมาก”
ใครหลายคนคงอยากรู้ว่า กับแคมเปญ “สต็อป เดอะ วอร์” ของเวที มิส แกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล นั้น มันจะเห็นผลได้จริงหรือ หยุดสงครามได้จริงหรือ ณวัฒน์ยืนยันจากใจจริงว่า เขารู้อยู่แล้วว่าการหยุดสงครามมันหยุดไม่ได้หรอก แต่หากเขาสามารถทำให้คนทั่วโลกได้ตระหนัก ได้ฟัง ได้คิดตาม และได้ช่วยกันไม่ก่อให้เกิดสงคราม มันย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
“ผมเชื่อว่า มิส แกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จะไม่ได้เป็นแค่ไม้ประดับของแคมเปญนี้อย่างแน่นอน เธอจะได้มีโอกาสรณรงค์ในเรื่องของการหยุดสงครามอย่างแท้จริง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตลอดทั้งปีนี้คงทำงานกันไม่หยุดหย่อน ผมยังคิดเลยว่า รองอันดับ 1 คงได้มาทำงานให้เราด้วยในบางโอกาส ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีนะ ที่รองอันดับหนึ่งในปีนี้จะได้มาร่วมงานกับเรา เพราะว่ากันตามตรง คะแนนตัดสินในค่ำคืนนั้น ที่ 1 กับ ที่ 2 คะแนนห่างกันนิดเดียวมากๆจนเราคิดว่า น่าเสียดาย ถ้าเราจะไม่ได้ร่วมงานกับรองอันดับหนึ่งเลย”







