
คุณตาวัย 86 ยอดนักวิ่งมาราธอน
ถ้าจะบอกว่าเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษก็ไม่ผิดนัก!
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
ถ้าจะบอกว่าเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษก็ไม่ผิดนัก!
ในบั้นปลายของคนวัย 86 แค่ได้มีชีวิตที่แข็งแรงอยู่กับลูกกับหลานก็สุดยอดแล้ว แต่คุณตาท่านนี้หาเป็นเช่นนั้นไม่
เชื่อหรือไม่เมื่อปีที่แล้วนี้เอง คุณตาวิ่งมาราธอนด้วยระยะทาง 42 กม. แบบชิลๆ
ลึกไปกว่านั้น เขาเป็นคนไทยคนแรกที่อายุมากสุด ทำสถิติวิ่งมาราธอนจนครบแล้ว 100 รายการ นับตั้งแต่ที่วิ่งมาเกือบ 40 ปี
ทุกวันนี้เขาใช้ชีวิตอยู่กับการออกกำลังกายร่วม 3 ชั่วโมง ทั้งวิ่ง ขี่จักรยาน แอโรบิก ว่ายน้ำ เพื่อปรับสภาพร่างกายให้ฟิตเปรี๊ยะ เตรียมเข้าสู่การวิ่งมาราธอนอีกครั้งในปีหน้าและตั้งเป้าจะวิ่งจนอายุถึง 100 ปี
อุดม มาศพงศ์ เป็นคนสุราษฎร์ธานีรู้จักในหมู่นักวิ่งมานาน เคยเป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทยคนแรก เมื่อ 10 ปีก่อน ปัจจุบันเป็นประธานชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพ จ.ชัยนาทที่ผ่านมาคุณตาอุดมเคยออกทีวีหลายช่อง ในฐานะผู้สูงอายุที่วิ่งมาราธอนมากที่สุดของประเทศ
อาชีพดั้งเดิมเป็นเจ้าพนักงานที่ดินหลายจังหวัด เริ่มวิ่งมาราธอนครั้งแรกช่วงอายุ 40 ปีกว่าๆ ขณะรับราชการอยู่กรมที่ดิน คุณตา เล่าว่า ด้วยหน้าที่การงานขณะนั้นต้องออกสำรวจตามป่าเพื่อออกโฉนด หลายครั้งต้องซดเหล้ากับชาวเขาและลูกน้อง กระทั่งดื่มหนักร่างกายย่ำแย่ถึงขั้นอาเจียนเป็นเลือดเพื่อนที่เป็นศาสตราจารย์อยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯให้ไปฉายเอกซเรย์แล้ววินิจฉัยว่า ต้องผ่าตัดด่วนหลังจากร่างกายพักฟื้น หมอแนะนำห้ามดื่มเหล้า ต้องกินอาหารให้ถูกต้อง และขอให้วิ่งออกกำลังกายนับตั้งแต่นั้นมาก็วิ่งตลอดจนกระทั่งบัดนี้ผ่านมา 40 กว่าปีแล้ว
คุณตาอุดม เล่าว่า ตอนออกกำลังกายช่วงแรกเล่นกอล์ฟ แบดมินตัน ต้องเข้าก๊วนเสียค่าธรรมเนียมจึงเริ่มเปลี่ยนหันมาปั่นจักรยานและลองวิ่ง ตอนแรกวิ่งไม่ค่อยได้ แต่เมื่อได้วิ่งบ่อยๆ ก็เริ่มสนุก เริ่มต้นจาก1-2 กม.ก่อน จากนั้นไม่ถึงปีขยับมาเป็นมินิมาราธอน10 กม. วิ่งไปได้ 10-20 ครั้ง ก็กระโดดมาวิ่งฮาฟมาราธอน 21 กม. ประมาณ 50 ครั้ง จากนั้นก็กระโจนมาเป็นมาราธอน 42 กม. โดยวิ่งมาราธอนครั้งแรกในงานเปิดสะพานพระราม 9 กรุงเทพ ปี 2530
“ตอนนั้นอายุจะ 50 ปีแล้ว มันเหนื่อยจัดไม่ไหวแล้ว แต่เพื่อนก็มาชวนวิ่งอีกก็เลยกัดฟันสู้ คิดว่าตายเป็นตาย สุดท้ายก็ผ่านไปได้”
“ลุงบอกเมียทุกครั้งที่วิ่งมาราธอนจะทำพินัยกรรมด้วยวาจาไว้ เพราะกลัวเมียเป็นม่าย …ถ้าพี่วิ่งมาราธอนตาย เธอก็ไว้ทุกข์ให้พี่ 7 วัน แล้วก็มีผัวใหม่ไปได้เลย” คุณตาย้อนความหลังด้วยเสียงหัวเราะพลางว่าจากนั้นมาก็ไม่เคยตายเพราะเรามีวินัยในการฝึก วิ่งทั้งเช้าและเย็นตลอดมา
แรงขับก่อนเข้าสู่การวิ่งมาราธอนโหด 42 กม. คุณตามนุษย์เหล็ก เล่าว่า ไม่มีอะไรมาก ถ้าเราเริ่มจากมินิมาราธอนก่อน มันก็เหมือนกับชั้นประถม เมื่อเรียนจบทุกคนก็อยากขึ้นชั้นมัธยม คือ ฮาฟมาราธอน 22 กม. และถ้าให้ครบสูตรก็ต้องจบปริญญาตรี คือ มาราธอน 42 กม.
“พอเราวิ่งมาราธอนได้แล้ว ทุกอย่างเราจะไม่กลัว อย่างเมื่อก่อนคนที่ไม่กล้าวิ่งมาราธอนเพราะความกลัว คือกลัวตัวเลข 42 กม. เราจะวิ่งได้หรือ พอเรามีคำว่า ‘ไม่ไหว’ร่างกายก็โดนเบรกแล้ว เราต้องทำให้ หัวใจ สมอง ไม่รับฟังสิ่งเหล่านี้ เราท่องคำว่า ‘สู้ๆ ไม่ถอย’ ชาติเสือต้องไว้ลาย” ลุงอุดมเล่าด้วยสีหน้าเบิกบาน
จนถึงวันนี้กว่า 40 ปีที่วิ่งมาราธอน เข้าเส้นชัยทุกรายการทั้งกรุงเทพมาราธอน ภูเก็ต มาราธอน พัทยามาราธอนจอมบึงมาราธอน ขอนแก่นมาราธอน เชียงใหม่มาราธอน สุราษฎร์ธานีมาราธอน ที่ไหน เมืองไหนมีจัดมาราธอนคุณตาไปหมดยังเคยไปวิ่งปีนังมาราธอน หนองคาย-เวียงจันทน์มาราธอนแต่ที่โหดสุด คือ ภูเก็ต และแม่ฮ่องสอนมาราธอนเพราะวิ่งลงขึ้นเนินตลอด
“วิ่งมาราธอนไปได้ 80 ครั้ง เพื่อนก็ชวนไปวิ่งอัลตร้ามาราธอน คือ 60 กม. ที่ จ.กาญจนบุรี ก็วิ่งได้อีก และตอนหลังก็อัลตร้ามาราธอนพิเศษ 100 กม. ก็ไปวิ่งอีก ครั้งนั้นคิดโอ้ยสงสัยตายแน่เลย เที่ยวนี้เมียได้ผัวใหม่แน่เลย พอไปวิ่งก็วิ่งได้อีก”
อะไรเป็นเคล็ดลับระหว่างวิ่ง? “ลุงใช้ศาสนาพุทธท่องพุทโธๆ แล้วก็นึกถึงในหลวง พระองค์ทรงสอนว่าสู้ไม่ถอยมุ่งไปข้างหน้าให้เจอเส้นชัยให้ได้ ไม่มีทางย้อนกลับ”
ความยากลำบากในการวิ่ง ในฐานะผู้กรำศึกมา 100 สังเวียน บอกว่าการฝึกซ้อมหลายครั้งต้องเข้าได้ทุกสถานการณ์ บางทีซ้อมตอนแดดจัด ฝนตก อย่างรายการที่ภูเก็ต พอสตาร์ทฝนก็ตกโครมใหญ่ ร่างกายเราก็เปียกหมด บางที่ก็จัดวิ่งกลางคืน บางที่วิ่งกลางวัน ก็ถือว่าเป็นการผจญภัยอย่างหนึ่งของการวิ่งมาราธอน
“การวิ่งทำให้สมองปลอดโปร่ง ความจำแม่น ตั้งแต่วิ่งมาลุงไม่อัลไซเมอร์เลย ลุงแข็งแรง ทั้งเดิน วิ่ง จักรยานเดี๋ยวนี้ยังวิ่งอยู่ 11–21 กม. แต่มาราธอน มาถอยตั้งหลักเพื่อฟิตร่างกายให้สมบูรณ์ ตอนนี้เพิ่มกีฬาเป็นจักรยาน ว่ายน้ำแอโรบิกเป็นของเสริม จักรยานทั้งเสือหมอบ เสือภูเขา ตอนเย็นมาเต้นแอโรบิกทุกวัน ที่สนามกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา”
คุณตานักวิ่ง เล่าว่า วิ่งมาราธอนครั้งสุดท้ายเมื่อเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้หยุดพัก 1 ปีก่อน แต่ตั้งเป้าจะเข้ามาราธอนให้ถึงอายุ 100 ปี
“พรรคพวกถามว่า จะอายุเท่าไรถึงตาย เราพูดอย่างยะโสเลยว่า จะอยู่ 110 ปี เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านตรัสไว้ว่า ฉันจะอยู่ถึง 120 ปีและเราเป็นข้าราชการบำนาญจึงคิดว่าจะอยู่เป็นข้าใต้เบื้องพระยุคลบาทเป็น 110 ปีแต่จะอยู่ได้อย่างนั้นเราก็ต้องวิ่งเพื่อให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น”
“มีคนถามว่า พี่ดมอายุ 80 ปีกว่าแล้ว ยังเตะปี๊บดังไหมก็บอกไปว่า ก็ลองเอาปี๊บมาให้เตะซิ... คือ ถ้าคนเราได้ออกกำลังกาย พลังเพศมันจะมาเอง ถ้าเราออกกำลังกายกล้ามเนื้อทุกส่วนก็แข็งตึงเอง ไม่ต้อง
ไปกินยา” คุณตาเล่าติดตลกก่อนย้ำถึงความภูมิใจ เขาให้ปริญญามา 2-3 ใบ ไม่ดีใจเท่ากับวิ่งมาราธอน
“ถ้าใครได้วิ่งมาราธอนสำเร็จแล้ว กลิ่นมาราธอนมันจะหอมหวนมากเลย เราจะคิดเสมอว่า สิ่งที่ยากที่สุดของชีวิตเราทำได้แล้วหรือเนี่ย”
“ตอนนี้ใครเอาเงินล้านมากองให้ว่า ไม่ต้องวิ่งนะอยู่บ้านเฉยๆ ให้นั่งนอน ดูทีวี เราไม่เอา เพราะการได้เงินมาและเราต้องไปหาหมอประจำ กลายเป็นคนพิการเราก็แย่ซิถ้าเราแข็งแรงอยู่ มีเงินเท่าที่หลวงให้ข้าราชการบำนาญ 1.4 หมื่นบาทต่อเดือน ถ้ากินวันละไม่เกิน 300 บาท บุหรี่ไม่สูบ เบียร์นานๆ ที และก็ไม่คบเพื่อนชั่ว ไม่เที่ยวผู้หญิง อากาศชั่วเราก็ไม่เอา นอนหัวค่ำตื่นเช้า วิ่งตอนเช้าก็สดชื่น เราทำความดี ไม่มีความชั่ว ชีวิตก็ดีแล้ว” คุณตา วัย 86 เล่า ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข &O5532;







