posttoday
มะเร็งเต้านม มฤตยูร้านสีชมพู

มะเร็งเต้านม มฤตยูร้านสีชมพู

22 ตุลาคม 2557

มะเร็งเต้านม เป็นโรคร้ายแรงที่คุกคามผู้หญิงทั่วโลก ดังนั้นในเดือน ต.ค.ของทุกปี

โดย...พสุดี สิริวัชระเมตตา

มะเร็งเต้านม เป็นโรคร้ายแรงที่คุกคามผู้หญิงทั่วโลก ดังนั้นในเดือน ต.ค.ของทุกปี ทั่วโลกจะพากันรณรงค์เรื่องมะเร็งเต้านมผ่านสัญลักษณ์โบสีชมพู เพื่อกระตุ้นเตือนผู้หญิงทุกคนตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญการตรวจหามะเร็งเต้านม เพื่อป้องกันการสูญเสียจากโรคดังกล่าว ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงไทย ในแต่ละปีพบผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 1.2 หมื่นราย และมีผู้เสียชีวิตปีละ
มากกว่า 4,000 ราย

เจอก่อน โอกาสหายสูง

นพ.วิชัย วาสนสิริ ศัลยแพทย์ผ่าตัดมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ระบุว่า 80% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมนั้นตรวจพบครั้งแรกด้วยตนเอง ดังนั้นการตรวจมะเร็งเต้านมจึงควรทำทุกๆ เดือน ซึ่งเวลาที่ดีที่สุดที่คุณหมอแนะนำคือ 7 ถึง 10 วันหลังจากหมดประจำเดือน เพราะเป็นช่วงเต้านมไม่คัดตึง ทำการตรวจได้ง่าย ส่วนสตรีที่หมดประจำเดือนแล้วควรกำหนดวันที่จำง่าย และตรวจให้ตรงตามวันที่กำหนดไว้ทุกเดือน สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรจะตรวจละเอียดด้วยเครื่องแมมโมแกรม 3 มิติ และอัลตราซาวด์เป็นประจำทุกปี

“จำนวนผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีการค้นพบ คาดว่าอาจเกิดจากการเลือก
รับประทานอาหาร โดยผู้หญิงแถบเอเชียมีความจำเป็นในการตรวจสูง เพราะมีความหนาแน่นของเนื้อหน้าอกค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง ก็จะมีโอกาสเป็นสูงด้วยเช่นกัน ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงมฤตยูร้ายนี้ ควรใช้ชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เฝ้าระวังด้วยการตรวจเป็นประจำ เพราะหากค้นพบได้ระยะแรกก็จะสามารถรักษาให้หายขาดได้” 

สำหรับที่มีการแชร์ข้อมูลในโลกออนไลน์ว่า การตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรมจะทำให้ได้รับรังสี และเป็นการเพิ่มความเสี่ยงสู่การเป็นมะเร็งเต้านม นพ.วิชัย ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะการตรวจแมมโมแกรมจะทำให้ได้รับรังสี 0.4 ยูนิตเท่านั้น ขณะที่ผู้โดยสารที่นั่งเครื่องบินไปสหรัฐ ต้องบินผ่านขั้วโลกเหนือ จะได้รับรังสีถึง 9 ยูนิต ซึ่งสูงกว่ารังสีที่ได้จากการตรวจเสียอีก เพราะฉะนั้นการตรวจด้วยแมมโมแกรมจึงไม่มีความน่ากลัวและเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย และยังเป็นวิธีการที่ใช้ได้ดีในการตรวจ

มะเร็งเต้านม มฤตยูร้านสีชมพู

บ้านพิงพัก

บ้านอันแสนอบอุ่นของคนป่วย

รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ยังคงเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งให้ดีขึ้น ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการ “บ้านพิงพัก” เพื่อเป็นศูนย์บำบัดและดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมอย่างครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย

รศ.นพ.กฤษณ์ เล่าถึงโครงการ “บ้านพิงพัก” ว่า จะเป็นสถานที่พักพิงอย่างแท้จริงสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม โดยเป็นโครงการแรกในโลกที่นำเอาผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ยากจน ไม่มีคนดูแล มาดูแลแบบที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยรับสั่งไว้ว่า “ดูแลแบบญาติของเรา” คือมีคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิดในสภาพ
สิ่งแวดล้อมที่ดี บนเนื้อที่กว่า 120 ไร่ ย่านมีนบุรี ซึ่งบ้านพักพิงนี้มีแนวคิดการวางผังแม่บทให้มีลักษณะคล้ายหมู่บ้านในสวน เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ แวดล้อมด้วยร่มเงาของธรรมชาติ มอบความอบอุ่น สบายกายและใจ เป็นเหมือนดั่งบ้านของผู้มาพิงพักทุกคน

เพื่อให้ผู้ป่วยรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ว่า มีคนคอยห่วงใยและเห็นในคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขา นอกจากผู้ป่วยระยะสุดท้ายแล้ว บ้านพิงพักแห่งนี้ยังจะเป็นที่พักพิงของผู้ป่วยที่มาจากต่างจังหวัด เพื่อรอเข้ารับการรักษา ที่สำคัญคือจะเป็น “เทรนนิ่งเซ็นเตอร์” เป็นศูนย์กลางของการวินิจฉัยโรคมะเร็ง โดยมีคนไข้เป็นศูนย์กลาง ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างราว 500 ล้านบาท และใช้เวลาในการก่อสร้าง 2 ปี 

มะเร็งเต้านม มฤตยูร้านสีชมพู

วิกผม-เต้านมเทียม

ของคู่ใจผู้ป่วยมะเร็ง

หากเอ่ยถึงผู้ป่วยมะเร็ง ธารน้ำใจของคนในสังคมที่หลั่งไหลไปเสมอคือ การร่วมบริจาคเส้นผมเพื่อนำไปทำวิก ธัญลักษณ์ มีทองคำ ตัวแทนจากศูนย์ส่งเสริมคุณภาพชีวิต โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สะท้อนถึงปัญหาการทำวิกให้ผู้ป่วยมะเร็งในปัจจุบันว่า ทางโรงพยาบาลได้รับเส้นผมจากผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก แต่ปัญหาคือ ยังขาดผู้มีจิตศรัทธานำเส้นผมไปถักทอเป็นวิกให้ ที่ผ่านมาได้พยายามประสานงานไปยังภาคส่วนต่างๆ ที่สามารถนำเส้นผมไปช่วยถักเป็นวิก แต่ยังอยู่ในวงจำกัด

“แม้จะยังต้องการผู้มีจิตศรัทธามาช่วยทำวิก แต่ขณะนี้ทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ก็มีจำนวนวิกผมอยู่ปริมาณหนึ่งที่พร้อมจะแจกจ่ายให้ผู้ป่วยที่มีความประสงค์จะรับ รวมถึงหมวกไหมพรม เต้านมเทียม ซึ่งปัจจุบันผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่ทราบว่าโรงพยาบาลมีบริการตรงนี้ จึงอยากประชาสัมพันธ์ให้มาขอรับได้ เพียงแต่โทรศัพท์มานัดหมายก่อน และถ้าผู้ป่วยเดินทางมาเองได้จะดีมาก

สอดคล้องกับ เล็ก-สายสุดา เชื้อวิวัฒน์ ช่างผมชื่อดัง เจ้าของร้านเคจี ซาลอน อินเตอร์ (KG Salon Inter) และเกตุวดี ที่เล็งเห็นปัญหาต้นทุนการทำวิกที่สูงถึง 7,000 บาท/อัน จึง
จับมือกับเคเรสตาส ผลิตภัณฑ์ปรนนิบัติเส้นผมและหนังศีรษะชั้นสูง และศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดแคมเปญ “Kind Heart To Kind Hair” เพื่อระดมทุนในการจัดหางบประมาณในการผลิตวิกผมให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปบริจาคให้กับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สำหรับการผลิตวิกเพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ในฐานะช่างผม ครูเล็กแนะนำว่า สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องเจอกับปัญหาผมร่วง การใส่วิกตลอดเวลาอาจไม่ใช่คำตอบ เพราะด้วยสภาพอากาศที่ร้อน อาจกระทบต่อการสร้างตัวใหม่ของผม  ดังนั้นถ้าไม่ได้ออกนอกบ้านก็ไม่จำเป็นต้องใส่ตลอดเวลา ยกเว้นถ้าออกจากบ้านต้องการสร้างความมั่นใจ

สำหรับเทคนิคเลือกวิกผม ให้สังเกตความบางของชั้นวิก ถ้าตาข่ายด้านในค่อนข้างห่าง จะเหมาะกับอากาศบ้านเรา ไม่ค่อยอับ ดูเป็นธรรมชาติ 

“ที่สำคัญ เวลาไปซื้อวิกให้ลองจนมั่นใจว่าชอบอันไหน อย่าคิดว่าซื้อไปก่อนแล้วไปให้ช่างผมตัดให้เป็นทรงให้ เพราะการตัดผมจริงกับวิกไม่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าวิกที่ซื้อจะทำจากผมจริงก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้วเส้นผมที่เกิดจากรากผม กับเส้นผมที่เอามาถักทอมีโครงสร้างที่ต่างกัน”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท