
ณ เสี้ยวคิดของคนทำมิวเซียม อุปถัมภ์ นิสิตสุขเจริญ
....ร้อยตะวันพันดาว
ใครเป็นแฟนเซ็กชันท่องเที่ยวตัวจริง คงจำกันได้ดีว่าคอลัมน์นี้เคยพาไปคุยกับนักท่องมิวเซียมแล้ว คราวนี้ลองมาฟังอีกมุมความคิดของคนทำมิวเซียมดูบ้าง
ชั้นบนของอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์กับจุดชมวิวกรุงเทพฯ ที่สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่ง กาแฟหอมกรุ่นจัดเสิร์ฟเติมรสชาติให้บทสนทนามีชีวิตชีวาขึ้น...กับผู้ชายคนนี้
“อุปถัมภ์ นิสิตสุขเจริญ” เอ็มดี บริษัท ไร้ท์แมน จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลังมิวเซียมดังๆ ในเมืองไทยหลายแห่ง ไล่เรียงมาตั้งแต่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (ท้องฟ้าจำลอง) ห้องสมุดทีเค พาร์ค พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร และล่าสุดกับผลงานชิ้นโบแดง “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” อาคารที่รวบรวมเรื่องราวยุครัตนโกสินทร์ที่ยาวนานกว่า 200 ปี รวบรวมมาให้คุณดื่มด่ำได้ในวันเดียว ก็เป็นฝีมือ “ไร้ท์แมน” นี่ล่ะแม้เริ่มต้นจากงานเอ็กซิบิชัน แต่การทำมิวเซียมของไร้ท์แมนแต่ละแห่งที่ปรากฏต่อสายตาสาธารณชนนั้น ถือว่าเข้าตากรรมการขาชอบมิวเซียมอย่างจัง เลยเป็นที่บอกต่อกันปากต่อปาก แหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจหลายแห่งในเมืองไทยจึงมีชื่อไร้ท์แมนอยู่เบื้องหลัง
เมื่อก่อนการทำพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาสักแห่งไม่ค่อยมีคนสนใจนัก เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สร้างกำไร มีแต่ต้องใช้เงินทุนอัดฉีดเข้าไปบำรุงรักษาตลอดเวลา พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่จึงเกิดจากนโยบายของรัฐบาล แต่ระยะหลังเมื่อกระแส CSR เริ่มมาแรงในบ้านเรา การสร้างพิพิธภัณฑ์ที่สะท้อนภาพลักษณ์และเรื่องราวของหน่วยงานจึงเป็นสิ่งที่บริษัทเอกชนเริ่มหันมาสนใจ
ทว่า เหนือกว่าภาพลักษณ์ขององค์กร อุปถัมภ์มองว่ามิวเซียมคือสิ่งชี้วัดพัฒนาการของประเทศ เพราะเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งรวบรวมภูมิปัญญาของคนในชาตินั้น แม้แต่การทำมิวเซียมเองก็แตกต่างเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยขึ้นอยู่กับการพัฒนาทางด้านงานดีไซน์และเทคโนโลยีของยุคนั้น
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ อาจเป็นมิวเซียมที่ล้ำสมัยที่สุด ณ เวลานี้ในเมืองไทย แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ย่อมมีสิ่งที่ดีกว่า อัพเดตกว่าก้าวเข้ามาแทนที่ งานมิวเซียมจึงจัดอยู่ในหมวดของความท้าทายที่ทุกก้าวต้องติดตาม
“
หัวใจของการออกแบบ ต้องบอกก่อนว่าเริ่มจาก Key Message ว่าเราต้องการให้คนออกจากมิวเซียมไปแล้วรู้สึกยังไง...สิ่งนี้วัดได้จากสิ่งที่เขาเขียนคอมเมนต์ ตรงนี้มันจะสะท้อนเลยว่าที่เราทุ่มเทมาตลอดมันเป็นยังไง และหัวใจของการออกแบบคือการนำเสนอรูปแบบการออกแบบสมัยใหม่ มิวเซียมกับเอ็กซิบิชันมันใกล้เคียงกันมาก เป็นการนำเสนอเรื่องราวแบบหนึ่ง แต่ผมมองว่าถ้าเป็นงานมิวเซียมต้องมีรายละเอียดของงานออกแบบซับซ้อนกว่า ความละเอียด ประณีต ลูกเล่นที่นำมาใช้ มีมิติของการออกแบบที่ลึกกว่า มีมิติของแสง สี สภาพบรรยากาศ ความละเอียดของแต่ละจุด ตรงนี้ผมว่าเป็นหัวใจ เพราะจริงๆ การเดินเข้ามาดูมิวเซียมคือการเดินเข้ามาสัมผัสบรรยากาศในยุคนั้น เหมือนคุณนั่งดูหนัง ทำมิวเซียมก็เหมือนกัน มีขึ้นต้น จุดพีกและมีตอนจบ เราก็ต้องสร้างสภาพบรรยากาศให้มันได้ เป็นองค์ประกอบเล็กน้อยที่ค่อนข้างสำคัญ”นี่หรือเปล่าคือซิกเนเจอร์ของไร้ท์แมน
“งานออกแบบก็เป็นจุดเด่นของเรานะ อีกสิ่งหนึ่งที่เราให้ความสำคัญมากๆ คือความเสถียรของอุปกรณ์ โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเด็ก คุณจะรู้ว่าเลยว่า วันเด็ก เป็นวันที่เด็กทำลายข้าวของ (หัวเราะ) ผ่านวันเด็กเมื่อไหร่ อุปกรณ์พังทั้งนั้น มีปุ่มก็ทุบปุ่มอย่างเดียว คือเด็กเขาจะซน พอเรามิวเซียมมาเยอะๆ รู้เลยว่าคือปัญหาหนึ่งของเสีย และไม่มีการซ่อมแซม เราจึงพยายามออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ห่างมือเด็ก มีเด็กจับได้บ้าง แต่ก็ต้องเป็นอุปกรณ์ที่ทนมือ แม้แต่เรื่องระบบการนำเสนอที่เป็นการฉายภาพบนพื้นโปรเจกเตอร์ เด็กเล่นยังไงก็ไม่มีทางพัง เพราะเขาไม่ได้จับถูกเครื่องมือ”หลายชิ้นงานที่ผ่านความคิด วันนี้เขายังรู้สึกสนุกกับการสร้างสรรค์มิวเซียม และก็มักเดินทางท่องโลกดูมิวเซียมต่างประเทศเมื่อจังหวะและโอกาสในชีวิตเอื้ออำนวย
เขาเปรียบเทียบไว้อย่างน่าฟังว่า พิพิธภัณฑ์ก็เหมือนห้องรับแขก เช่นเดียวกับนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ หากนักท่องเที่ยวได้มาเริ่มต้นที่นี่ ก็จะช่วยจุดประกายความคิดว่าอยากไปชมของจริงจากสถานที่ใดบ้างในเมืองไทย แม้ตอนนี้นิทรรศน์รัตนโกสินทร์เหลือส่วนจัดแสดงอีก2 ห้อง ได้แก่ ห้องพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี และห้องวิถีชีวิตไทยซึ่งจะเป็นตอนจบของการเดินชมมิวเซียมแห่งนี้
แน่นอนว่าเขาย่อมต้องมีลูกเล่นที่จะทำให้ทั้งสองห้องดูน่าสนใจ โดยเฉพาะห้องสุดท้ายที่เป็นเสมือนตอนจบของนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ จะปิดม่านได้ยิ่งใหญ่อลังการน่าซาบซึ้งแค่ไหน...ปลายปีนี้ได้รู้กัน







