posttoday
ศิวิไลว์ใน World Expo 2010

ศิวิไลว์ใน World Expo 2010

05 มิถุนายน 2553

....จำลอง บุญสอง

ผมมีเวลาเพียงเล็กน้อยในการเข้าไปชมงานเวิลด์ เอ็กซ์โป (The World Exposition) 2010 ที่เซี่ยงไฮ้ ไปได้ก็ด้วยการเชิญของกระทรวงวัฒนธรรมไทยที่เขาไปสร้าง Pavilion (พาวิเลียน) โชว์ความเป็นไทยเอาไว้ที่นั่น

หลายคนยังไม่รู้จักงานเอ็กซ์โป ดังนั้น ผมจึงนำเอาคำอธิบายจากเอกสารที่ฝ่ายไทยแจกมาให้มาอธิบายให้ท่านผู้อ่านได้ทราบดังนี้นะครับ

เอกสารที่แจกของฝ่ายไทยระบุว่า งานเอ็กซ์โปเขาจัดครั้งแรกที่ลอนดอนประเทศอังกฤษตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2394 เพื่อแสดงความเป็นมหาอำนาจโลกในขณะนั้น งานนั้นอังกฤษใช้เหล็กกล้า 4,500 ตัน กระจก 3 แสนชิ้น Hyde Park ยาวถึง 1,700 ฟุต สูง 100 ฟุต ภายในเรือนกระจกนี้ได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่ Queen Victoria ซึ่งแสดงเครื่องจักรเครื่องยนต์อันเป็นสัญลักษณ์ว่าโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว

งานดังกล่าวจึงได้รับการบันทึกว่าเป็นงานมหกรรมแรกของโลก เอ็กซ์โปแรกที่อังกฤษจัดขึ้นนั้น พัฒนาการทางสังคมของไทยในขณะนั้นยังอยู่ใน “ยุคกลาง” คือการปกครองของเรายังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เศรษฐกิจยังเป็น Sufficiency Economy (ระบบเศรษฐกิจแบบพอกินพออยู่ ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หรือ Capitalist อย่างในยุคปัจจุบัน) ประเทศไทยเข้าร่วมงานนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2405 ตรงกับปลายรัชกาลที่ 4 ซึ่งประเทศเรายังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และยังอยู่ในยุค Sufficiency Economy การเข้าร่วมงานของไทยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 32

เซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป ที่จัดขึ้นในจีนครั้งนี้อยู่ภายใต้คอนเซปต์ที่ว่า “เมืองที่ดีกว่า เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” (Better City Better Life) เพื่อเสนอแนวคิดและทิศทางของการพัฒนาแห่งอนาคต เพื่อกระตุ้นให้แต่ละประเทศแสวงหาเป้าหมายในการพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืน รักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

จีนซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาทางการเมือง (Deve loping Country) ให้ความสำคัญกับงานนี้มาก ด้วยการลงทุนกว่าล้านล้านบาท ย้ายผู้คนจำนวนมากออกจากพื้นที่ (โดยจ่ายเงินและหาที่พักให้ใหม่อย่างเหมาะสม) จนสามารถนำพื้นที่ 3,300 ไร่ (5.2 ตารางกิโลเมตร) ครอบคลุมสองฝั่งแม่น้ำหวงผู่ มาให้แต่ละประเทศได้สร้างอาคารเพื่อการแสดงออกซึ่งศักยภาพ ทั้งทางจิตวิญญาณและการแสดงออกถึงความก้าวหน้าทางวัตถุเพื่อรับใช้มนุษย์อย่างสมดุลกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ไทยเราได้รับปันที่ให้ 2 ไร่ ภายใต้แนวคิด Thainess : Sustainable Way of Life หรือ “วิถีแห่งความยั่งยืนของชีวิต” เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศให้ปรากฏแก่สายตาชาวโลก สร้างภาพลักษณ์ให้ชาวต่างประเทศเกิดความเชื่อมั่นในการลงทุน หรือการตั้งฐานการลงทุนในประเทศทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งศักยภาพของประเทศไทยในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย (งานนี้ตรงกับช่วงเวลาที่ฝ่ายรัฐบาลกำลังล้อมปราบผู้ชุมนุมบนถนนราชประสงค์อย่างช่วยไม่ได้)

ผมไม่มีเวลาเดินเที่ยวงานนี้มากนัก เพราะผู้จัดพาไปตระเวนดูความก้าวหน้าของเมืองเซี่ยงไฮ้และช็อปปิ้งเสียมาก (ซึ่งตรงกับความประสงค์ของหลายๆ คนอยู่แล้ว) งานนี้เจ้าภาพมีจุดประสงค์คล้ายๆ กันกับการจัดงานโอลิมปิกก็คือ ต้องการแสดงความยิ่งใหญ่ในศักยภาพที่มากกว่าของระบอบคอมมิวนิสต์จีนต่อประเทศประชาธิปไตยตะวันตก เพื่อการสร้างเอกภาพแห่งความภาคภูมิใจให้กับคนในชาติของเขา การได้มาซึ่งความภาคภูมิใจในชาติของประชาชนย่อมนำมาสู่ความเป็นเอกภาพของชาติอย่างเป็นไปเอง เอกภาพที่ได้มาก็จะนำบ้านเมืองไปสู่การพัฒนาที่ยิ่งๆ ขึ้นไป การพัฒนาที่ยิ่งๆ ขึ้นไปจะนำมาซึ่งประเทศที่ผ่านพ้นจากความเป็นประเทศกำลังพัฒนา (Developing Country) มาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed) ในอนาคต นี่คือจุดประสงค์ของเขา

แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ซ้ายจัดในอดีตหลังยุคปฏิวัติแรกๆ ที่นำโดยเหมาเจ๋อตง จนทำให้สถานภาพของประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมตกต่ำกว่าประเทศตะวันตก แต่หลังจากที่ “เติ้งเสี่ยวผิง” (ซึ่งคนจีนยุคใหม่ให้การยอมรับนับถือมากกว่าเหมาเสียอีก) ได้ใช้นโยบายที่ทันสมัยบนพื้นฐานของหลักการปกครองประชาธิปไตยที่สำคัญคือ “เสรีภาพปวงชน” และ “ความเสมอภาค” ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นมนุษย์ เสรีภาพบุคคลที่มีขึ้นนั่นเอง ทำให้ประเทศจีนมี Mass Product เกิดขึ้นอย่างมากมาย จนสามารถไปทำลายเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Country) ได้ในวันนี้ เช่นเดียวกับการให้ความเสมอภาคซึ่งมีผลที่จะไปทำให้มนุษย์ใช้ศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ของตนได้อย่างเต็มที่ การใช้ศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ของตนได้อย่างเต็มที่นั้นเอง ที่ทำให้ประเทศจีนมีศักยภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายโดยรวม นี่เป็นความลับที่ผมอยากจะบอกกับประเทศที่มีการปกครองแบบเผด็จการโง่ๆ ที่ให้เสรีภาพและความเสมอภาคอยู่แต่ในรัฐธรรมนูญแต่ไม่มีเสรีภาพจริง ความเสมอภาคจริงในทางปฏิบัติอย่างประเทศไทยเรา

จากการตระเวนดูและดูจากสรุปรายงานพบว่าพาวิเลียนของประเทศที่พัฒนาทางการเมืองจนการเมืองจนการเมืองภายใน “นิ่ง” แล้ว (Developed Country) ประเทศเหล่านั้นล้วนแต่พูดถึงความศิวิไลซ์ทางจิตวิญญาณของมนุษย์ ที่ให้ความต้องการของมนุษย์ (เศรษฐกิจ) สมดุลกับธรรมชาติได้อย่างไร การเมืองการปกครองจะให้ความเสมอภาคทางชนชั้น และยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม (รวมทั้งภาษา) ที่แตกต่างจนกลายเป็นเมืองแห่งความสามัคคี สมดุลได้อย่างไร บางพาวิเลียนก็ว่าด้วยความสมดุลของการเริ่มใหม่กับการอนุรักษ์ เมืองกับธรรมชาติ สังคมกับบุคคล งานกับเวลาส่วนตัว หรือจะสร้างเมืองแห่งความสมดุลระหว่างมนุษยชาติกับสิ่งแวดล้อมอย่างไร

ที่ดีที่สุดของงานนี้ก็คือ พาวิเลียนของสวิสที่ชนะใจกรรมการจัดการแข่งขันเพราะเป็นผลงานเชิงสร้างสรรค์ที่ปลุกเร้าให้เห็นถึง “การอยู่ร่วมกันของสิ่งที่มีชีวิตสองชนิด” ในอันที่จะเป็นประโยชน์ต่อกันและกันอย่างไร ระหว่างเมืองกับชนบทอย่างไร รวมแล้วหมายถึงความสมดุลที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติและเทคโนโลยีอย่างไร ซึ่งนับว่ายอดเยี่ยมมาก แสดงถึงความศิวิไลซ์ในจิตใจของมนุษย์ที่การเมืองการปกครองผ่านการปฏิวัติไปแล้วได้เป็นอย่างดี

ผมประทับใจเป็นการส่วนตัวกับพาวิเลียนของเยอรมนีที่เขียนหน้าทางเข้าว่า Balance City คำคำนี้โดนใจของผมมากที่สุด เพราะ Balance คือความสมดุลที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจิต วัตถุหรือสังคมอยู่ในสภาวะนิพพานได้

สำหรับพาวิเลียนไทยถึงแม้ว่าจะ “มีคนมาเที่ยวมากเมื่อเทียบกับเงินที่ลงทุนไป” จนทำให้คุณอิสสระ สมชัย รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ ภาคภูมิใจแล้ว ในสายตาผมคอนเซปต์ ของงานไทย “ยังไม่โดน” ใจผม ที่ไม่โดนใจผม เพราะไปว่าด้วยเรื่องแคบๆ คือเรื่องความสัมพันธ์ไทยจีน (แบบใช้เทคนิคที่ทันสมัย) และเพื่อขายการท่องเที่ยวเป็นหลัก ไม่ได้ว่าด้วยเรื่องจิตวิญญาณหรือเรื่อง ความศิวิไลซ์ของสังคมมนุษยชาติเลย ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติที่ว่าด้วยความศิวิไลซ์ทางจิตแท้ๆ

ผมไม่โทษคนเสนอคอนเซปต์หรือใครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรอกครับ เพราะการปกครองประเทศเรายังเป็นเผด็จการ สังคมยังสั่นไหวอยู่กับอำนาจและผลประโยชน์ของผู้ปกครอง ถึงกับฆ่าคนตายกันอย่างเลือดเย็นอยู่เลย จะให้ไปคิดเรื่องศิวิไลซ์กันได้อย่างไร ถ้าประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตยจริงๆ แบบประเทศที่ปฏิวัติแล้วอย่างในยุโรปหรือรอบๆ บ้านเราจนสมบูรณ์ กลายเป็น Developed Country แล้ว เราคงพูดถึงเรื่องความศิวิไลซ์ของมนุษยชาติกันได้เต็มปาก ขืนไปพูดหรือไปแสดงออกตอนนี้ก็คงไม่มีน้ำหนักให้เขาเชื่อได้ เพราะการ “ฆ่าหมู่” กลางเมือง เพื่อผู้ปกครองจะได้ปกครองชาติบ้านเมืองนี้ไปจนชั่วลูกชั่วหลานอยู่ในขณะนี้คืออุปสรรค จะมาพูดกันถึงเรื่องศิวิไลซ์ของมนุษยชาติในพาวิเลียนเรา ใครเขาจะไปเชื่อ!

งานเซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป ครั้งนี้ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ไปจนถึงวันที่ 31 ต.ค. รวม 6 เดือน นานพอสำหรับใครๆ ที่จะไปดู ยิ่งพาวิเลียนไทยเขายิ่งยินดีต้อนรับคนไทยเป็นอย่างมาก เพราะโอกาสที่คนไทยจะเดินทางไปต่างประเทศในสถานการณ์นี้ยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่ ดังนั้นเขาจึงเปิด “ช่องทางพิเศษ” ให้คนไทย ด้วยความยินดียิ่ง ขอให้ไปติดต่อกับน้องๆ ไทยที่ไปพูดจีนอยู่ในงานนี้เถิด (ถ้าไม่ไปติดต่อก็จะต้องเข้าคิวยาวไปกับคนจีนและชาติอื่นๆ ที่มาร่วมงาน)

อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะให้คนไทยได้ไปดูความศิวิไลซ์ของพาวิเลียนอื่นๆ ด้วยจะได้เปิดหูเปิดตากันหน่อยว่า ประเทศที่ปฏิวัติทางการเมืองแล้วเขาว่าถึงเรื่อง การก้าวข้ามจาก “สังคมที่ปฏิวัติทางวัตถุ” ไปสู่ “สังคมที่ปฏิวัติทางจิต” (สังคมพระศรีอาริย์) กันแล้วอย่างไร และทำไมจิตผู้ปกครองไทยจึงห่างชั้นกับประเทศพวกนั้นเสียเหลือเกิน

ใครที่อยากไปดูพาวิเลียนตะวันตกนั้น ผมขอเรียนไว้ก่อนว่าต้อง “ทำใจ” กันไว้ก่อน เพราะพาวิเลียนของตะวันตกนั้นเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของคนจีนมาก เพราะทั้งคอนเซปต์และเทคนิคการนำเสนอถือได้ว่ายอดเยี่ยมมาก

การที่จีนดึงสิ่งที่ล้ำสมัยดังกล่าวมาให้คนจีนดูด้วยการลงทุนที่มากมายมหาศาลนอกจากจะเป็นเรื่องของการสร้างความภาคภูมิใจในชาติแล้ว ยังเป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้จีนได้เรียนรู้องค์ความรู้จากตะวันตกได้อย่างรวดเร็ว ยุทธวิธีนี้เป็นยุทธวิธีเดียวกันกับการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อเรียนรู้ “องค์ความรู้” และการแสวงหาทุน ได้อย่างรวดเร็วของเติ้งเสี่ยวผิง

The World Exposition เป็นความสำเร็จร่วมกันของโลกไปพร้อมๆ กับการก้าวหน้าที่ยิ่งๆ ของจีน เพื่อลดเวลาของการเป็น Developing Country ลง เพื่อให้เท่าเทียมหรือก้าวหน้ากว่าโลกตะวันตก

แต่การที่จะก้าวหน้ากับโลกตะวันตกได้ไม่ได้ อยู่ที่การเอาชนะคะคานกันทางด้านวัตถุ การอยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาคบนผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกันต่างหาก จึงเป็นชัยชนะที่แท้จริง

ชัยชนะของทุกๆ ประเทศคือ การเอาชนะทางจิตต่างหากไม่ใช่ชนะทางวัตถุ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ