posttoday
ลายแทงแห่งนักบุญ

ลายแทงแห่งนักบุญ

14 ตุลาคม 2557

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย  

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย  

บุญ เป็นคำสำคัญคำหนึ่งที่ชาวพุทธรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีและปฏิบัติกันอยู่เสมอในชีวิตประจำวัน จนในสังคมไทยเราเรียกคนที่ทำบุญอยู่เป็นประจำว่าเป็น “คนใจบุญ” แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ความเข้าใจเรื่องการทำบุญก็ค่อยๆ วิปลาสคลาดเคลื่อนออกไปจากความหมายเดิมแท้และหดสั้นเข้ามาจนกระทั่งว่า เมื่อกล่าวถึงบุญ ก็นึกถึงแต่ทาน เมื่อกล่าวถึงทานก็นึกถึงแต่สังฆทาน และเมื่อกล่าวถึงสังฆทาน ก็นึกถึงแต่ถังเหลือง (ที่บรรจุไทยธรรม) หรือบางคนก็มักบ่นว่า “ช่วงนี้ทำแต่ทาน แต่ไม่ค่อยได้ทำบุญเลย” คำพูดประโยคนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของการทำบุญจนกระทั่งแยกทานเป็นส่วนหนึ่ง บุญเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน หรือบางคราวเราก็มักได้ยินคำพูดในทำนองว่า “ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี เลยไม่ค่อยได้ทำบุญ” ประโยคนี้ก็สื่อความหมายว่า การทำบุญต้องใช้เงินเป็นสำคัญ พอไม่มีเงิน ก็พานให้ไม่ได้ทำบุญ หรือในบุญสถานบางแห่งเราก็อาจได้ยินพระบางรูปหรือโยมบางคนแนะนำกันและกันว่า “ต้องทำบุญด้วยเงินครั้งละมากๆ จึงจะได้อานิสงส์มากๆ” อย่างนี้เป็นต้น คำพูดนี้ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่ห่างไกลสาระสำคัญของบุญออกไปไกลกว่าทุกความหมายที่กล่าวมา จนกลายเป็นว่า การทำบุญต้องใช้เงินจำนวนมาก เมื่อการทำบุญกลายเป็นเรื่องของเงินจำนวนมาก บุญจึงเป็นเรื่องของคนมีเงิน ส่วนคนยากคนจนก็มีสิทธิทำบุญได้น้อยลง เข้าถึงบุญได้ยากขึ้น

ความหมายที่แท้ของบุญเป็นอย่างไร

ก่อนที่จะชักชวนกันทำบุญ เราจึงควรศึกษาเรื่องบุญกันให้กระจ่าง เมื่อเข้าใจกระจ่างว่าบุญคืออะไร เราจะพบว่าการทำบุญนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องยุ่งเกินกว่าจะเข้าใจ แต่เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ ทั้งจะพบอีกว่าบุญไม่ใช่แค่ทาน และบุญไม่ใช่ทำกับพระสงฆ์เท่านั้น แต่เราสามารถทำบุญกับใครก็ได้ทั้งนั้นในโลกนี้ หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้น นอกจากทำบุญแล้ว เราก็ควรจะพัฒนาต่อไปจนเข้าถึงภาระอยู่เหนือบุญเหนือบาป (ปุญฺญปาปปหีโน) ก็ได้ด้วย ความหมายของบุญมีดังนี้

1.บุญ แปลว่า “ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด” เช่น การทำทานเป็นการชำระความโลภออกไปจากใจ การเจริญสมาธิเป็นการชำระความฟุ้งซ่าน ความขุ่นมัว ความเศร้าหมองของจิตใจ การฟังธรรมเป็นการชำระความสงสัย ชำระความไม่รู้ออกไปจากจิตใจ เป็นต้น

2.บุญ แปลว่า “ทำให้เกิดภาวะที่น่าบูชา” เช่น คนที่ทำบุญมากๆ ก็ได้รับยกย่อง เชิดชู บูชา จากสังคม คนที่มีศีล สมาธิ ปัญญามาก ชาวบ้านเรียกว่านักบุญ หรือตนบุญ (ในภาษาล้านนา) ก็จะเป็นที่เคารพนับถือ บูชา ยกย่องเป็นอย่างสูง หรือผู้ที่หมั่นบำเพ็ญบุญอยู่เนืองๆ จนกลายเป็นคนที่เปี่ยมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ยิ่งพัฒนาไตรสิกขาหรือคุณธรรมอื่นๆ ได้มากขึ้นเท่าใด ก็จะเป็นผู้ที่น่าบูชา น่าเลื่อมใส ของคนทั่วไปมากขึ้นเท่านั้น บุญในแง่นี้ จึงเป็นเครื่องหมายในการฝึกคนธรรมดาให้พัฒนาขึ้นมาเป็นยอดคนที่ควรแก่การบูชา

3.บุญ แปลว่า “ความสุข” หมายความว่า ผู้ที่ทำบุญย่อมจะมีแต่ความสุข เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอจงอย่ากลัวบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข” คนที่ทำบุญเป็นคนที่ทำบุญมาก (หมายถึง ทำหลายอย่างต่างประการ) ยิ่งทำก็ยิ่งมีความสุข กายก็สดชื่นผ่อนคลาย ใจก็สดชื่นรื่นเย็น ปีติ ผ่องใส อิ่มเอมเปรมปรีดิ์ นั่งก็สุข นอนก็สุข เดินก็สุข คิดถึงก็สุข

วิธีทำบุญ

คนทั่วไปรู้จักวิธีทำบุญอยู่เพียง 3 อย่าง กล่าวคือ ทาน ศีล ภาวนา นี่เป็นเหตุให้เวลาพูดถึงการทำบุญ เราจึงนึกไปถึงแค่ทาน หรือเป็นเหตุให้บุญมีความหมายแค่ทาน และทานนั้นก็จำเพาะแต่การให้ทานแก่พระสงฆ์เท่านั้น ความจริงมีวิธีทำบุญเป็นอเนกประการ พระอรรถกถาจารย์ท่านยกตัวอย่างว่า มีวิธีทำบุญไม่น้อยกว่า 10 วิธี (อาจมีมากกว่านี้อีกก็ได้) ที่เราสามารถเลือกทำได้ตลอดเวลา ได้แก่

1.ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ เช่น การให้ปัจจัยสี่ที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต

2.ทำบุญด้วยการรักษาศีลหรือประพฤติดี เช่น การสมาทานศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227

3.ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา เช่น การฝึกเจริญสติในชีวิตประจำวัน ทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความรู้สึกตัว ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ

4.ทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อม เช่น การเป็นคนสุภาพทางกาย ด้วยการมีสัมมาคารวะต่อผู้สูงกว่าตนด้วยวัยวุฒิ ชาติวุฒิ คุณวุฒิ หรือสูงกว่าด้วยยศศักดิ์อัครฐานหน้าที่การงาน สุภาพทางวาจา ด้วยการรู้จักพูดจาปราศรัยให้เหมาะกับบุคคลที่ตนติดต่อปฏิสัมพันธ์หรือในกาลเทศะที่เหมาะที่ควร เช่น ไปงานไหนควรพูดอย่างไรให้สอดคล้องกับงาน เป็นต้นว่างานศพ งานแต่งงาน งานเปิดกิจการ งานพบปะสังสรรค์ รู้จักพูด รู้จักเลือกใช้ถ้อยคำให้สมกับคนและงานไม่มากไปไม่น้อยไป พูดออกไปแล้วไม่ทำให้ใครเจ็บช้ำน้ำใจ สุภาพทางใจด้วยการระลึกอยู่เสมอว่า ตนยังดีไม่พอ ยังต้องฝึกหัดพัฒนาอีกมาก ไม่ลบหลู่คุณท่าน ไม่ดูหมิ่นครูบาอุปัชฌาย์อาจารย์ ไม่ยโสโอหัง แต่วางตนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้อยู่เสมอ เหมือนที่ขงจื๊อกล่าวว่า หากมีคนเดินผ่านมาสองคน ทุกคนเป็นครูของข้าพเจ้าได้ นี่คือลักษณะของการมีความสุภาพทางใจ หรือการมีใจที่ไม่แข็งไม่กระด้าง แต่มีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ คนที่มีความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ในเรือนใจ มีกิริยาวาจาสุภาพ รู้จักเทศะ ย่อมเป็นที่รักของผู้ที่มีโอกาสสนิทเสวนา ทั้งยังเป็นหนทางก้าวหน้าของตนเอง เพราะผู้ที่สุภาพ อ่อนน้อม ย่อมมีโอกาสได้เรียนรู้เพื่อพัฒนาสติปัญญาของตนอยู่เสมอ

5.ทำบุญด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์