posttoday
ศิลปิน ‘วิภูษณะ ศุภนคร’ ผลิตงานป้อนแกลเลอรี่อังกฤษ

ศิลปิน ‘วิภูษณะ ศุภนคร’ ผลิตงานป้อนแกลเลอรี่อังกฤษ

13 ตุลาคม 2557

บรรยากาศระหว่างเรียนภาควิชาศิลปะ สาขา Fine Art(ศิลปะบริสุทธิ์) เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ท้าทาย นักศึกษาต่างทราบดีว่า

โดย...ธเนศน์ นุ่มมัน

บรรยากาศระหว่างเรียนภาควิชาศิลปะ สาขา Fine Art(ศิลปะบริสุทธิ์) เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ท้าทาย นักศึกษาต่างทราบดีว่า แก่นแท้หัวใจของสาขานี้ กำชับให้ต้องผลิตงานตามจุดมุ่งหมาย Art for art sake หรือทำงานศิลปะเพื่อศิลปะ โดยยึดตัวศิลปินเป็นศูนย์กลาง แต่ทันทีที่จบการศึกษา บรรยากาศก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยสิ่งอื่น

ความวิตกกังวลก่อตัวขึ้นในรูปคำถามและคำตอบที่ไม่น่าอภิรมย์นักนั่นคือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับศิลปินนักวาดภาพแบบนามธรรมมืออาชีพอย่าง วิภูษณะ ศุภนคร

หลังจากเรียนจบ เขาถามตัวเองว่าจะทำอะไร ไปทางไหนต่อคำตอบที่ได้คือมีทางเลือกไม่มากนัก ไม่เป็นพนักงานบริษัทก็เรียนต่อระดับปริญญาโทเพื่อจะมีวุฒิการศึกษาสมัครเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยได้ ขณะที่เส้นทางที่จะก้าวไปเป็นศิลปินอาชีพนั้น แม้จะเป็นความต้องการของนักศึกษาศิลปะแทบทุกคน แต่ก็ต่างลังเลชั่งใจ เพราะทราบกันดีว่าเส้นทางนี้จะต้องเผชิญหน้ากับหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะถ้าเก็บเกี่ยวชื่อเสียงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ไม่ได้ ก็เสี่ยงต่อการเป็น “ศิลปินไส้แห้ง”

อนาคตกำลังทวงถามความมุ่งมั่นจากเขา แม้ในขณะนั้นจะไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ตัดสินใจคว้าไว้ก็คือ โอกาสที่ทางบ้านหยิบยื่นให้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนต่อที่ Academy of Art Universityซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา

“ตอนไปเรียน ก็ทำงานเป็นกุ๊กในร้านอาหารไปด้วย ซึ่งค่อนข้างหนักทีเดียว ร้านเปิดตั้งแต่ 11 โมงครึ่ง ถึง 4 ทุ่มครึ่ง กว่าจะเสร็จทุกอย่างก็เหนื่อย แต่

หลังจากที่เพื่อนร่วมงานทุกคนกลับหมด ก็ใช้มุมหนึ่งของครัวในร้านเป็นที่ทำงานศิลปะ ต่อไปจนถึงประมาณตี 1 จึงกลับบ้าน เป็นอย่างนี้อยู่นาน กระทั่งตัดสินใจร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง คราวนี้ยิ่งหนักและวุ่นวายกว่าเดิม คือต้องทั้งเรียนตั้งแต่เช้า กลับมาทำงานเป็นกุ๊ก ร้านปิดก็ทำงานศิลปะต่อโดยยังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ทำจะพาตัวเองไปไหนต่อ จนเรียนจบระดับปริญญาโท จากผลงานที่เป็นแนวแอบสแทรกต์หรือนามมธรรม”วิภูษณะ เล่าถึงช่วงเวลาที่ต้องฝ่าฟันความยากลำบาก

ศิลปิน ‘วิภูษณะ ศุภนคร’ ผลิตงานป้อนแกลเลอรี่อังกฤษ

 

ระหว่างนั้นสิ่งที่เขาได้ยินคำแนะนำจากอาจารย์และตอกย้ำอยู่เสมอ ก็คือ วิถีชีวิตศิลปินจะเริ่มดีขึ้น หากได้ร่วมงานกับแกลเลอรี่

“ก่อนหน้าที่จะเข้าใจสิ่งที่อาจารย์บอกยอมรับว่าฝังใจกับความรู้สึกด้า้นลบกับแกลเลอรี่มองวา่ เป็นแค่นายทุน เป็นฉลามที่เห็นศิลปินเป็นเหยื่อแต่ก็เริ่มเรียนรู้ ว่าระบบแกลเลอรี่มีแง่ดีในบทบาทสนับสนุนศิลปิน จึงได้ลองติดต่อแกลเลอรี่แห่งหนึ่งไว้ หลังจากที่เข้าไปพูดคุยและเสนองานกับเจ้าของ เขาก็ยื่นเงื่อนไขว่า ให้เวลา 1 ปี ทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองโดยแนะนำว่าผลงานที่นำมาเสนอนั้นยังขาดอัตลักษณ์ความเป็นไทย หลังจากรับเงื่อนไขก็กลับมาประเทศไทย กลับมาทำงาน ซึ่งก็พบว่าไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย”เขาเล่าต่อ

ประสบการณ์จากการทำงานศิลปะนามธรรมที่ผ่านมา ทำให้วิภูษณะแน่ใจว่า เงื่อนไขเรื่องเวลาแม้จะดูเหมือนยาวนานและเพียงพอต่อการผลิตงานขึ้นมาแต่ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ ที่ชี้ว่าการกลับมาตั้งหนา้ตั้งตาทำงานจะได้ผลงานออกมาเป็นอย่างไร“เงื่อนไข 1 ปีนั้น บอกไม่ได้ว่าจะสำเร็จหรือไม่อาจจะใช้เวลามากกว่านั้น แต่ก็ลงมือทำงานอย่างจริงจัง ไม่ได้รอแค่โอกาสที่แกลเลอรี่แห่งนั้นหยิบยื่นให้ เช่าบ้านหลังหนึ่งไว้เป็นที่ทำงาน เริ่มลงมือทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น หารูปทรงใกล้ตัวมาเล่าไว้ในงาน จนผลิตมาได้ชุดหนึ่ง เป็นงานตัวอย่างส่งไปให้แกลเลอรี่ซึ่งพยายามหาข้อมูลที่อยู่แนวงานที่แต่ละแกลเลอรี่สนใจ ส่งไปแล้วก็มีทั้งที่สนใจและปฏิเสธส่งไปทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ แต่ที่รับงานไปแห่งแรกคือ ที่ Kulay-Diwa gallery ในฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2552 และเมื่อได้เริ่มนับหนึ่ง ก็พยายามที่จะติดต่อไปที่อื่นๆ” ศิลปินท่านนี้เล่าถึงเส้นทางการทำงานที่ผ่านมา

และเมื่อไม่ลดละความพยายาม ในที่สุดประตูแห่งโอกาสก็เริ่มเปิดต้อนรับเขามากขึ้นๆ เมื่อ Kings Road Gallery ในอังกฤษ เริ่มสนใจผลงานและติดต่อมาให้เซ็นสัญญา ผลิตงานป้อนให้ภายใต้เงื่อนไขที่ทำให้เขาคลายความวิตกเรื่องอนาคตในการอยู่รอดบนถนนเส้นนี้ลงได้บ้าง

ศิลปิน ‘วิภูษณะ ศุภนคร’ ผลิตงานป้อนแกลเลอรี่อังกฤษ

 

“คิงส์โรด ในลอนดอน ส่งสัญญามาให้เซ็น โดยมีเงื่อนไขประมาณ 50 ข้อ เช่น ต้องผลิตงานเพื่อแสดงให้กับเขาเท่านั้น ตั้งเงื่อนไขว่า เซ็นสัญญาทำงานแล้ว จะรับซื้อไว้เลย5 ชิ้น ชิ้นละ 1,000 ปอนด์ ในแง่ราคาผลตอบแทน แกลเลอรี่แต่ละแห่งตั้งไว้นั้นไมเ่หมือนกัน เช่น อาจจะได้ส่วนแบ่ง 50 เปอร์เซ็นต์ จากราคาที่ขายได้ การตอบรับดังกล่าวทำให้สิ่งที่ตามมาคือ ที่อื่นๆ ที่เคยปฏิเสธก็เริ่มอยากได้งานขายบ้างกลายเป็นตอนนี้ผลิตงานได้กี่ชิ้น ก็มีแกลเลอรี่รับหมด จึงได้บทเรียนว่า การถูกปฏิเสธเป็นเรื่องปกติ ที่ต้องก้าวข้ามไปหาโอกาสให้ได้” วิภูษณะ เล่าถึงความสำเร็จที่ได้รับศิลปินท่านนี้ ขยายความให้ฟังอีกว่า บทบาทการยอมรับของแกลเลอรี่ในอังกฤษ เป็นเสมือนการรับรองคุณภาพของผลงานที่ไม่ได้ยึดโยงไว้เฉพาะเรื่องของชื่อเสียงของศิลปินเป็นหลัก แต่วัดกันที่คุณภาพของงาน และแกลเลอรี่แต่ละแห่งมีแนวทางในการคัดเลือกผลงานที่เป็นระบบของมืออาชีพ

ความสำเร็จที่ได้รับ แปลความหมายเป็นบทเรียนได้มากมาย โดยเฉพาะเรื่องของเส้นแบ่งระหว่างมืออาชีพที่ตั้งอยู่บนโครงสร้างที่แตกต่างกัน

บทบาทของแกลเลอรี่นั้น นอกจากเป็นพื้นที่แสดงงานยังต้องทำหน้าที่ดูแลและนำเสนอผลงานศิลปินที่ได้คัดมาแสดงอย่างเป็นระบบมีรูปแบบที่เกื้อหนุนให้ทั้งศิลปินและธุรกิจอยู่ได้เป็นวงจรที่พึ่งพากัน ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่นายหน้าค้าขายงานศิลปะอย่างที่ส่วนใหญ่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศไทย

ในประเทศไทยยังไมมี่ระบบแกลเลอรีต่ามที่กลา่ วมาให้เห็นนัก ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบของระบบฝากขายงาน จัดแสดงหากไม่ใช่ศิลปินที่มีชื่อเสียงเป็นจุดขายดึงดูดลูกค้า ก็ยากที่ผลงานจะถูกผลักดันออกไปสู่ตลาด เมื่อวงจรนี้ดำเนินอยู่จนกลายเป็นความเคยชิน ตลาดงานศิลปะก็ยากที่จะเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน หรือเติบโตไปตามครรลอง

ศิลปิน ‘วิภูษณะ ศุภนคร’ ผลิตงานป้อนแกลเลอรี่อังกฤษ

 

“ทุกวันนี้ บ้านเราเริ่มมีการนำระบบของต่างประเทศมาใช้มากขึ้น ระบบการคัดเลือกงาน การตลาด ไม่ใช่แค่วางขายตอนที่เรียนอยู่ที่อเมริกา นักศึกษาทุกคนทราบดีว่าตราบใดที่ไม่หยุดทำงานศิลปะอย่างจริงจังก็จะมีแกลเลอรี่รองรับผลงาน ซึ่งการันตีอาชีพในอนาคตได้แน่นอน ศิลปินทุกระดับทั้งหน้าใหม่และมืออาชีพ ต่างมีระบบที่มีโครงสร้างที่เข้มแข็งรองรับ มีแนวงานที่จะนำเสนอมีคาแรกเตอร์ชัดเจน บางแห่งมีระบบที่จำกัดหรือรับแสดงเฉพาะศิลปินที่มีอาศัยอยู่ไม่ไกลแกลเลอรี่เกิน 5 กิโลเมตร และถ้าไม่ชอบงานเราก็มีจดหมายปฏิเสธโดยอธิบายเหตุผลให้ทราบ ซึ่งเป็นประโยชน์กับตัวเรา ตรงนี้ต่างจากบ้านเราที่ถ้าไม่ชอบงานเราก็มักจะเงียบหายไปเลย” เขาเล่าถึงความแตกต่างของระบบแกลเลอรี่ที่เคยประสบมา ก่อนจะทิ้งท้ายว่า

“เมื่อมีระบบที่เป็นมืออาชีพ ศิลปินก็ต้องปรับตัวเข้ากับความเป็นมืออาชีพตามไปด้วย อย่างพื้นที่ที่ผมใช้ทำงานตอนนี้ ก็ไม่ได้มีการตกแต่งให้เป็นแฟนซีหรือพยายามโชว์ไลฟ์สไตล์ของผม คือเอาไว้ทำงานจริงๆ และทุกวันนี้ผมก็ยังยึดมั่นที่จะทำงานอย่างมืออาชีพ คือทำงานเต็มที่เต็มเวลาให้สมกับที่เขาไว้ใจเราในฐานะมืออาชีพ สิ่งที่อยากจะฝากนักศึกษาหรือศิลปินรุ่นใหม่ คือ ใช้ความได้เปรียบของโลกปัจจุบันที่เชื่อมต่อกันได้หมด โอกาสจะรอคนที่มุ่งมั่นทำงานอย่างจริงจังอยู่ที่ไหนสักแห่งอย่างแน่นนอน”

ศิลปิน ‘วิภูษณะ ศุภนคร’ ผลิตงานป้อนแกลเลอรี่อังกฤษ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท