posttoday
ถอดบทเรียนจาก 2 ยักษ์ใหญ่เพื่อพัฒนาไฟฟ้าไทยให้ยั่งยืน

ถอดบทเรียนจาก 2 ยักษ์ใหญ่เพื่อพัฒนาไฟฟ้าไทยให้ยั่งยืน

07 ตุลาคม 2557

เรื่องราวด้านพลังงานไฟฟ้านั้น หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ต้องยอมรับความจริงว่า เราเคยชินกับการใช้ไฟฟ้าในทุกๆ กิจกรรมของชีวิต ซึ่งเมื่อเกิดไฟดับขึ้นมา เราแทบจะใช้ชีวิตกันอย่างลำบากเลยทีเดียว ดังนั้นจึงเป็นการดีถ้าหากเรามาช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้เรามีไฟฟ้าใช้อย่างยั่งยืน และสอดรับกับกระแสโลกในการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยการศึกษาตัวอย่างในต่างประเทศเพื่อเอามาประยุกต์ใช้กับประเทศของเรา

เรื่องราวด้านพลังงานไฟฟ้านั้น หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ต้องยอมรับความจริงว่า เราเคยชินกับการใช้ไฟฟ้าในทุกๆ กิจกรรมของชีวิต ซึ่งเมื่อเกิดไฟดับขึ้นมา เราแทบจะใช้ชีวิตกันอย่างลำบากเลยทีเดียว ดังนั้นจึงเป็นการดีถ้าหากเรามาช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้เรามีไฟฟ้าใช้อย่างยั่งยืน และสอดรับกับกระแสโลกในการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยการศึกษาตัวอย่างในต่างประเทศเพื่อเอามาประยุกต์ใช้กับประเทศของเรา

การเดินทางลงพื้นที่ของทีมงานโลก 360 องศาในประเทศจีนและอินเดียที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า การจะพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็ว คงหนีไม่พ้น การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมเป็นหลัก และการมีไฟฟ้าที่มั่นคง ก็จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องในการพัฒนา ดังเช่นกรณีของอินเดีย ที่เคยมีการพัฒนาและเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วควบคู่มากับจีน แต่เมื่อเวลาผ่านไป จีนกลับเติบโตและพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยส่วนหนึ่งที่เป็นความแตกต่างของทั้งสองประเทศ คือเรื่องของพลังงานไฟฟ้า

ถอดบทเรียนจาก 2 ยักษ์ใหญ่เพื่อพัฒนาไฟฟ้าไทยให้ยั่งยืน

เพราะการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าใหม่ในประเทศอินเดียไม่ใช่เรื่องง่าย ในขณะที่ประเทศจีนสามารถสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้อินเดียประสบกับไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง หรือที่เรียกว่า Black out ครั้งใหญ่มาแล้ว เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่าน ซึ่งการเกิด Blackout นั้น ไม่ว่าจะเกิดในประเทศใดก็ตาม ล้วนสร้างความเสียหายแทบทุกด้าน ไม่ว่า จะเป็นการดำรงชีวิต การทำธุรกิจ สุขภาพจิต และส่งผลต่อ ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนระดับประเทศอีกด้วย

คุณรัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มองว่าเหตุการณ์ Black out ที่เคยเกิดขึ้นในอินเดียนั้น ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยเช่นกัน เพราะปัจจุบันนี้เชื้อเพลิงหลัก ในการผลิตไฟฟ้าของไทยมาจากก๊าซธรรมชาติ คิดเป็น สัดส่วนเกือบ 70% ซึ่งมาจากแหล่งอ่าวไทยและพม่า ซึ่ง ก๊าซธรรมชาตินั้น 1 ใน 3 เราใช้ของพม่าอยู่ และ 2 ใน 3 ก็มาจากอ่าวไทย ไม่ว่าด้านใดด้านหนึ่งหายไป โอกาสที่จะเกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างก็มีสูง เพราะว่าโรงไฟฟ้าอื่นๆ ที่ยังคงสามารถเดินเครื่องได้ จะเหลือกำลังการผลิตเพียง 30% ซึ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุฉับพลันไม่สามารถส่งก๊าซธรรมชาติมาได้ อันนี้เราจะเตรียมตัวยากขึ้น อย่างไรก็ตามมีแนวทางแก้ไขคือ ลดบริเวณการเกิด Black out ให้แคบลง โดยการใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงช่วยในการผลิตไฟฟ้า สำหรับโรงไฟฟ้า ของ กฟผ. และโรงไฟฟ้าเอกชนบางส่วนที่สามารถเดินเครื่องด้วยน้ำมันได้ แต่ก็สามารถดำเนินการได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงน้ำมันนั้น มีกำลังการผลิตไม่มากนัก

ถอดบทเรียนจาก 2 ยักษ์ใหญ่เพื่อพัฒนาไฟฟ้าไทยให้ยั่งยืน

ประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมีการประมาณการว่า หากไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ทัน เราอาจขาดแคลนไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งวิธีการที่จะสามารถป้องกันปัญหานี้ได้คือ คนไทยจะต้องช่วยกันใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและรู้คุณค่า ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการผลิตเพิ่มให้เพียงพอ โดยการผลิตเพิ่มที่ว่านี้ ก็อาจจะเป็นทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมและการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ที่ควรจะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ นอกเหนือจากก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ดี คุณรัตนชัยมีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า การจะจัดหาหรือการ สร้างโรงไฟฟ้าได้โรงหนึ่งนั้น ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ถึง 7 ปี ต่อการสร้างโรงไฟฟ้า 1 โรง ซึ่ง กฟผ.ก็เคยชี้แจง หลายครั้งแล้วว่า อีกประมาณ 7 ปี ก๊าซธรรมชาติใน อ่าวไทย ก็จะหมดลง ถึงแม้ว่าจะสามารถหามาใหม่ได้จาก แหล่งอื่นๆ แต่ราคาก็อาจจะสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ประชาชนจะต้องร่วมแบกรับ ซึ่งจากการที่ประเทศจีนกำลังไล่ล่าแหล่งพลังงานในละแวกประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้น ก็มีผลกระทบกับเรา เพราะเราก็ต้องซื้อพลังงานพวกนี้เหมือนกัน ในส่วนของแหล่งพลังงานหมุนเวียนนั้น ก่อนอื่นต้องดูว่า ความต้องการใช้ไฟสูงสุดของประเทศไทยอยู่ตรงไหน ซึ่งจะมีอยู่ทั้งตอนกลางวันและ

ตอนกลางคืน ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อาจช่วยผลิตไฟฟ้าได้แค่ตอนกลางวันเท่านั้น ในขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าพลังลมนั้นก็ไม่เอื้อมากนัก สำหรับประเทศไทย เพราะตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร มีอุณหภูมิไม่ต่างกัน ลมจะพัดแรง ได้มากพอ ที่กังหันลมจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องนั้น จะต้องเกิดจากอุณหภูมิที่ต่างกัน ระหว่างความเย็นกับความร้อน โอกาสที่โรงไฟฟ้า แสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังลมจะทำงานช่วยกันในยามที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้าสูงสุดจึงมีโอกาสน้อย และทำได้เพียงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าเสริมเท่านั้น ไม่สามารถเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศได้ ดังนั้นในอนาคตข้างหน้า ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม โดยทาง กฟผ.เองได้ให้ความสำคัญเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมสูงสุด ภายใต้ การควบคุมของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. ในขณะเดียวกันจะต้องจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่ไม่แพงเกินไป ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะปรับสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ให้ก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนลดลง และเพิ่มเชื้อเพลิงถ่านหินและอื่นๆ เพิ่มขึ้น โดยให้มีสัดส่วนค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้มั่นใจได้ว่า หากแหล่งเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งหายไป แหล่งเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่จะสามารถทดแทนได้ นั่นหมายความว่าโอกาสที่ประเทศจะเกิดเหตุการณ์ Black out ก็มีความเสี่ยงน้อยลงเช่นกัน

ถอดบทเรียนจาก 2 ยักษ์ใหญ่เพื่อพัฒนาไฟฟ้าไทยให้ยั่งยืน

หากมีใครบอกว่าเรื่องของพลังงาน หรือเรื่องของการผลิตไฟฟ้านั้นเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องแก้ปัญหากันเอง ณ เวลานี้คงไม่ใช่แล้ว เพราะยุคนี้สมัยนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องช่วยกันคิดและหันหน้าเข้าหากัน โดยเอาข้อมูลและเอาข้อเท็จจริงมาคุยกัน แล้วมาร่วมกันแก้ไขปัญหาระยะยาว เพื่อให้บ้านเมืองของเราก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่สะดุด ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ กำลังเร่งพัฒนาให้ทันเราหรือแซงหน้าเราไปไกลมากแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท