posttoday

ละครโทรทัศน์ยุคดิจิทัล หนีวังวนน้ำเน่า?

06 ตุลาคม 2557

ปัจจุบันบทละครโทรทัศน์ไทยได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เชย ล้าสมัย นางร้ายกรี๊ดกรีดตบ พระเอกตบจูบข่มขืนนางเอก เป็นสูตรสำเร็จ

โดย...พริบพันดาว

ปัจจุบันบทละครโทรทัศน์ไทยได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เชย ล้าสมัย นางร้ายกรี๊ดกรีดตบ พระเอกตบจูบข่มขืนนางเอก เป็นสูตรสำเร็จ แต่ความเป็นจริงในสายการผลิตของละครกลับไม่คิดเช่นนั้น ด้วยความที่เป็นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ที่เน้นความบันเทิง เม็ดเงินโฆษณามหาศาลซึ่งลงมาในช่วงไพรม์ไทม์ที่แพงที่สุด เป็นเส้นเลือดหลักของธุรกิจทีวีที่มีการแข่งขันกันมากที่สุด

เมื่อถึงยุคทีวีดิจิทัล สถานการณ์ของละครโทรทัศน์ไทยก็โหมแข่งขันกันสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การพัฒนาวงการโทรทัศน์ไทย จึงต้องเพ่งความสนใจไปที่การพัฒนาบุคลากรที่ต้องทำควบคู่กันไปด้วย เพื่อฉุดให้ละครโทรทัศน์พ้นจากวังวนน้ำเน่า ขึ้นสู่ความเป็นน้ำนิ่ง และเปลี่ยนสู่น้ำดีในที่สุด

นวนิยายและบทละครโทรทัศน์ ที่ถือเป็นต้นน้ำของละครโทรทัศน์ไทยอยู่ในสถานการณ์อย่างไรในเวลานี้ เวลาที่กำลังเปลี่ยนสู่หมุดหมายของทีวีดิจิทัลซึ่งเปิดกว้างในช่องทางการนำเสนออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ละครโทรทัศน์ยุคดิจิทัล หนีวังวนน้ำเน่า?

 

บทละครโทรทัศน์ที่เห็นและเป็นอยู่

ณัฐิยา ศิรกรวิไล นักเขียนบทละครโทรทัศน์ชื่อดังของช่อง 3 ที่มีผลงานอย่าง อย่าลืมฉัน สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน “ธราธร” สูตรเสน่หา ฯลฯ บอกถึงภาพรวมสถานการณ์โดยรวมของวงการละครโทรทัศน์ไทย จากประสบการณ์ที่ทำงานมา 17-18 ปี ว่า

“คนในวงการละครตอนนี้ทำงานยากมาก เพราะคนดูมีตัวเลือกมากขึ้น รสนิยม และพฤติกรรมการเสพหลากหลายมากขึ้น เรื่องที่เคยมั่นใจกลับแป้ก เรื่องที่ไม่มั่นใจกลับได้รับการตอบรับดี เพราะฉะนั้นตอนนี้จะมาบอกว่าทำละครเอาเรตติ้งลำบาก เพราะไม่มีอะไรการันตีว่า ทำแบบนี้แล้วจะได้เรตติ้ง ถามว่าอยากได้ไหม มันก็ต้องอยากได้อยู่แล้ว แต่ควบคุมหรือคาดคะเนอะไรไม่ได้

“ตอนนี้สิ่งที่เราต้องคิดคือ ทำในสิ่งที่ไม่ซ้ำ แปลก ใหม่ เวลาคิดเรื่อง คิดสถานการณ์เขียนบท จะได้ยินคำว่าขอใหม่ๆ เอาแบบใหม่ๆ มากกว่าขอแบบแรงๆ หรือทำเพื่อเอาใจตลาด ซึ่งจะเห็นว่าขัดแย้งกับมุมมองของนักวิชาการที่คิดว่าละครมีแต่อะไรเก่าๆ เชยๆ ถ้าลองดูดีๆ จะเห็นว่าตัวร้ายแบบที่อยู่ในความคิดของนักวิชาการทุกวันนี้หายากขึ้นทุกที ถ้าใส่ลงไปในบทก็จะโดนติงว่า มันซ้ำ เบื่อแล้ว ขอเปลี่ยน ที่พูดมานี่คือการทำงานกับช่อง 3 ส่วนช่องอื่นไม่ทราบ”

ละครโทรทัศน์ยุคดิจิทัล หนีวังวนน้ำเน่า?

 

สำหรับกระแสซีรี่ส์ฮอร์โมน จะเป็นจุดเปลี่ยนของวงการละครโทรทัศน์ไทยครั้งใหม่หรือไม่ โดยเฉพาะการดึงดูดคนดูรุ่นใหม่ วัยรุ่น และคนวัยทำงาน ให้มาดูละครมากขึ้น เทรนด์บทละครโทรทัศน์ไทยจะเปลี่ยนไปต่อจากนี้ ณัฐิยา ยืนยันว่า ยังไม่ได้ยินคนรอบๆ ข้างจะหันไปทำละครแบบนั้น

“ช่องเองก็ไม่มีนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นกับละครในแนวทางของจีทีเอช ในอดีตเราเคยเกิดเหตุการณ์คล้ายๆ กันมาแล้ว กับการเปิดตัวของเอ็กแซ็กท์ ที่มุ่งจับตลาดกลุ่มคนทำงานและคนเมือง อาจจะไม่ได้เน้นเด็กวัยรุ่นและพรีทีนหรือก่อนวัยรุ่น เท่ากับจีทีเอช ถ้าเปรียบเทียบกระแสหรืออิทธิพลที่มีต่อวงการละครโทรทัศน์ คิดว่าตอนเอ็กแซ็กท์มามีคลื่นกระทบแรงกว่า เพราะเป็นคนเขียนบทที่ทำงานในตอนนั้น จำได้ว่ามีคนจากช่องอื่นๆ ติดต่อมาให้เขียนบทเยอะมาก และเกือบทุกคนบอกว่าอยากให้เราทำบทแบบที่เราทำให้เอ็กแซ็กท์ เพื่อจะแข่งกับเอ็กแซ็กท์โดยเฉพาะ แต่สำหรับละครในแนวทางของจีทีเอช ยังไม่ชัดเจนกับทิศทาง นอกจากละครวัยรุ่นแล้วจะมีอะไรอีก ถ้ามีการทำละครออกมามากกว่านี้จนสร้างเทรนด์ได้ ก็ไม่แน่ กระแสละครอาจจะเปลี่ยน เหมือนที่จีทีเอชเคยทำมาแล้วกับการเป็นเทรนด์เซตเตอร์ให้กับวงการภาพยนตร์”

ละครโทรทัศน์ยุคดิจิทัล หนีวังวนน้ำเน่า?

 

อุปสรรคที่ทำให้ละครโทรทัศน์ไม่พัฒนาไปไกลเท่าที่ควรและเป็นจุดอ่อน ก็คืองบประมาณในการผลิตที่มาเปลี่ยนแปลงบทในเวลาถ่ายทำ เธอยอมรับว่า

“แน่นอน เพราะคนเขียนบทเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทีมผลิต และเป็นส่วนที่เล็กมาก ถ้าทีมผลิตไม่เห็นด้วยก็ยากที่งานจะออกมาได้อย่างที่คิด แต่ในทางกลับกันก็มีเหมือนกันที่บทมีจุดอ่อน แต่ผู้กำกับและทีมผลิตสามารถอุดจุดอ่อนของบทได้ ถ้าเป็นแบบนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด การทำละครเป็นเรื่องของทีม ต้องไปในทิศทางเดียวกัน จะได้สิ่งที่ดีที่สุด

“ถ้ามองจากคนใน ไม่รู้สึกว่าละครไทยโดนแช่แข็ง เราแข่งขันกันอย่างรุนแรง ถ้าดูให้ดี ละครเป็นความบันเทิงที่ไม่ตกตายไปกับกระแสเศรษฐกิจที่ตกต่ำ คนในวงการอื่นๆ ผันตัวมาทำละครกันมากมาย ทั้งคนในวงการหนัง วงการเพลงก็หันมาทำเพลงประกอบละครกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เมื่อก่อนไม่ค่อยมีนักร้องดังๆ มาร้องเพลงประกอบละคร แต่ตอนนี้เพลงประกอบละครดังๆ มียอดโหลดสูงและติดอันดับต้นๆ ตลอด”

ในทางกลับกัน ณัฐิยา มองว่า ตอนนี้วงการละครโทรทัศน์ไทยคึกคักสุดๆ มีละครแนวคิดใหม่ๆ ออกมามากมาย ละครแนวเมโลดราม่าแบบเดิมๆ ลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด หรือถ้าจะต้องทำเมโลดราม่าผู้ผลิตก็ต้องหาวิธีนำเสนอใหม่ๆ ไม่ให้ซ้ำซาก

ละครโทรทัศน์ยุคดิจิทัล หนีวังวนน้ำเน่า?

 

“ส่วนการจะเข้าสู่ตลาดเอเชียหรือตลาดโลกได้หรือไม่นั้น คิดว่าเราต้องร่วมมือกัน ทุกบริษัท ทุกช่อง ต้องจับมือกันและไปกันเป็นแผง ไปกันทั้งระบบ เพราะละครเกาหลีที่เข้ามาตีตลาดเอเชียก็ไม่ใช่ของช่องใดช่องหนึ่งหรือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ทุกสถานี ทุกบริษัท เขาส่งแบบเด็ดๆ ของเขามาและทะลุทะลวง เปิดตลาดกันมาเป็นระลอกๆ เพราะฉะนั้นถ้าไทยจะก้าวไปข้างนอก เราต้องกำหนดทิศทางวางกรอบเวลาและผลิตละครของตัวเองให้ได้มาตรฐานระดับสากล เมื่อทุกบริษัท ทุกช่อง คิดแบบนี้เหมือนกัน และทยอยส่งละครออกไปขาย คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่เราต้องทำงานแบบจับมือกันและมีการวางการตลาดในระดับประเทศ ยังเชื่อว่าคนไทยมีฝีมือนะคะ แต่ตอนนี้เรายังทำละครเพื่อแข่งกันเอง ถ้าเราตั้งเป้าว่าจะทำละครแข่งกับชาติอื่นเมื่อไหร่ เราทำได้แน่นอน”

เมื่อมีการเปรียบเทียบซีรี่ส์เกาหลีที่ตีตลาดไปทั่วเอเชีย ทำไมจึงสามารถขึ้นมาเป็นแถวหน้าของเอเชียได้ ณัฐิยา ชี้ว่า

“เพราะองค์ประกอบหลายๆ ด้านที่ลงตัว ทั้งการเลือกเรื่อง บทที่มีความร่วมสมัย สนุก ลึกซึ้ง แต่ไม่ไกลคนดูในทุกสังคม การผลิตที่พิถีพิถัน การแสดงของนักแสดงที่มีคุณภาพ และทุนสร้างมหาศาล ผู้กำกับชาวเกาหลีเคยมาบรรยายในประเทศไทย บอกว่า ละครหนึ่งตอนของเขาใช้งบประมาณถึง 12 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับละครไทยฟอร์มใหญ่ 1 เรื่อง แต่ของเขาทำแค่ตอนเดียว นอกจากงบประมาณแล้วสิ่งที่ทำให้ละครเกาหลีเติบโตอย่างรวดเร็ว คือ วินัยและความทุ่มเทของทีมงานในทุกๆ ตำแหน่ง ผู้กำกับคนเดิมบอกว่าเมื่อละครเริ่มเปิดกล้องถ่ายทำ ทีมงานของเขาจะไม่ทำอะไรเลย แทบไม่กลับบ้านด้วย จะโฟกัสแต่ที่ละครและทำจนจบ แต่ของเราทำเรื่องเดียวอาจจะไม่พอกิน เพราะฉะนั้นในแต่ละตำแหน่งต้องวิ่งรอกรับงานซ้อนกันทีละหลายเรื่อง คุณภาพที่ออกมาจึงต่างกัน”

เธอแนะว่า โมเดลเกาหลีจึงนำมาปรับใช้ได้ในบางอย่าง เช่น วิธีคิดที่มีความเป็นสากล สื่อสารได้ในหลายประเทศในขณะที่ไม่สูญเสียบรรยากาศ วิถีชีวิต และรสชาติแบบไทยที่ไม่เหมือนใครในโลก แต่เรื่องคุณภาพการผลิตคงต้องใช้เวลา

ละครโทรทัศน์ยุคดิจิทัล หนีวังวนน้ำเน่า?

 

ความในใจนักเขียนขายดี

สุเทพ คล้ำนคร เจ้าของนามปากกา “เทพิตา” ซึ่งมีนวนิยายที่นำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์และโด่งดังทั่วบ้านทั่วเมืองคือ “ลูกไม้หลากสี” จนกลายเป็นนักเขียนขายดีและทุกเรื่องที่เขียนออกมา ช่อง 7 จะซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำไปผลิตละคร ไม่ว่าจะเป็น กุหลาบเล่นไฟ ลิขิตหัวใจ บุพเพเล่ห์รัก ถึงร้ายก็รัก บ่วงร้ายพ่ายรัก คู่แค้นแสนรัก

แน่นอน เมื่อนวนิยายถูกแปลงเป็นบทละครโทรทัศน์เพื่อออกอากาศเป็นภาพเคลื่อนไหว ย่อมที่จะถูกใจหรือไม่ถูกใจผู้ประพันธ์

“เรื่องความพอใจก็เป็นเรื่องๆ ไป มากน้อยไม่เท่ากัน เชื่อว่านักเขียนทุกคนอยากให้บทโทรทัศน์ดัดแปลงจากบทประพันธ์น้อยที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตีความของผู้จัด เพราะเมื่อขายเรื่องให้สถานีและผู้จัดไปแล้ว สิทธิในการที่จะดัดแปลง ปรับ แก้ไข จะตามมาในทันที บางคนก็บอกให้ทำใจ ในความคิดมันก็เรื่องที่เป็นระบบมานาน ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบ จะได้ไม่เครียดมาก”

ละครโทรทัศน์ยุคดิจิทัล หนีวังวนน้ำเน่า?

 

เขาบอกว่า การเขียนนวนิยายในปัจจุบัน ต้องเดาทางและเขียนตามรสนิยมคนดูละครโทรทัศน์

“เรื่องเดาทางมันต้องมีอยู่แล้ว เหมือนเดาใจว่าคนจะชอบแบบไหน แต่มันก็ยากจะเดาได้ เดี๋ยวนี้เดาใจและรสนิยมคนดูยาก โดยส่วนตัวก็มีทั้งต้องเขียนเพื่อเอาใจตลาด และเขียนเอาใจตัวเองในสิ่งที่อยากเขียน ซึ่งอาจไม่ใช่ทางตลาดมาก บางทีเป็นการแก้เลี่ยนบ้าง แต่ที่สำคัญคือส่วนผสมของแนวตลาดกับแนวฉีกที่จะเขียนจะมีสัดส่วนอย่างไรเพื่อให้เราทำงานตรงนี้อย่างมีความสุข มีทั้งรายได้เพื่อเลี้ยงตัวและเพื่อตอบสนองความสุข ความต้องการของตัวเอง

“ในช่วงซีรี่ส์เกาหลีระบาด ละครไทยก็แห่ไปทำตามโดยเฉพาะพยายามไปเอาสไตล์มา แต่วันเวลาก็พิสูจน์ให้เห็นว่ามันไม่ใช่ทั้งหมด บางเรื่องได้ บางเรื่องแป้ก ก็แค่กระแสวูบวาบ ผ่านมาก็ผ่านไป เป็นตัวของตัวเราดีที่สุด หรือจะให้มันมีอิทธิพลต่อเราก็ให้เป็นแค่แรงบันดาลใจแล้วผสมกับความเป็นตัวตนในสไตล์การเขียนของเราก็น่าจะดีกว่า สนุกกว่าในการทำงาน”

ละครโทรทัศน์ยุคดิจิทัล หนีวังวนน้ำเน่า?

 

ข้อเท็จจริงจาก บก.

จากกระแสเสียงบ่นจากวงการละครโทรทัศน์และนักเขียนบทที่บอกว่า บทประพันธ์หรือนวนิยายที่ดีๆ ถูกผลิตขึ้นมาน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงมีการนำบทประพันธ์ที่รู้จักและโด่งดังอยู่แล้วมารีเมกกันตลอดเวลา ยิ่งมีทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้นอีก 20 กว่าช่อง ตรงนี้จะเป็นปัญหาในอนาคต ซึ่งณัฐิยาก็ยืนยันว่า ตอนนี้ก็เป็นปัญหาอยู่หลายบริษัท หลายช่อง จึงใช้วิธีคิดเรื่องเอง ไม่ต้องวิ่งแข่งแย่งซื้อนิยาย

จิตติ จุลพร หรือจิตติ หนูสุข บรรณาธิการนวนิยายสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ดับเบิ้ลนายน์ แสงดาว วันว่าง และโพสต์บุ๊กส์ มีประสบการณ์การทำนิยายที่เป็นละครทั้งที่ดังและไม่ดังมามากกว่า 15 ปี เป็น บรรณาธิการนิยายแนวนี้มามากกว่า 100 เรื่อง ผลงานในช่วงใกล้ๆ นี้ ได้แก่ มงกุฎดอกส้ม-ดอกส้มสีทอง แรงปรารถนา ภาพอาถรรพณ์ คือหัตถาครองพิภพ ผู้ดีอีสาน รากบุญ กุหลาบเล่นไฟ ปดิวรัดา สะใภ้จ้าว กลับมองว่า นวนิยายไทยที่เหมาะจะทำละครมีเยอะมาก ทั้งเรื่องของนักเขียนเก่าและมือใหม่

“ขึ้นอยู่กับผู้จัดละครหรือช่องจะไปเสาะหาให้เจอ ที่ชอบทำเรื่องเก่ารีเมกเพราะของเก่ามันดังอยู่แล้ว ขอสปอนเซอร์ง่ายกว่า ทีวีดิจิทัลทีแรกเหมือนจะมาซื้อเรื่องกันเยอะ แต่ตอนนี้ก็มีปัญหาทั้งเรื่องทุนทั้งเรื่องอื่น นักเขียนบางรายได้ยินว่าจะไปเจรจาขอซื้อเรื่องคืนเอากลับไปขายช่องหลักแล้ว เพราะดิจิทัลก็ไม่แน่ใจว่าสร้างได้ไหม สร้างเมื่อไร ตอนนี้ก็ยังมีผู้จัดกับนักเขียนหรือสำนักพิมพ์จับมือกันพล็อตเรื่อง แล้วเขียนเป็นนิยายแนวที่ต้องการอีก ทำกันมาหลายปีแล้ว”

ละครโทรทัศน์ยุคดิจิทัล หนีวังวนน้ำเน่า?

เขาบอกว่า ปริมาณและคุณภาพของนวนิยายไทยในยุคปัจจุบัน เมื่อเทียบกับที่ผ่านมาในอดีต มีมากขึ้นทั้งปริมาณทั้งคุณภาพ

“นักเขียนหลายคนมีเป้าหมายให้เรื่องเป็นละครอยู่แล้ว บางคนถึงกับไปเรียนเขียนบท เพื่อเข้าใจละคร กับเขียนนิยายให้ไปทำสะดวกขึ้น คุณภาพเขาต้องการจากนิยายเพียงส่วนหนึ่ง ขาดอะไรเดี๋ยวเขาก็ไปเติมเอาเอง นิยายบางเรื่องมันจำเป็นต้องดัดแปลงจริงๆ เพราะหลายจุดในนิยายมันทำไม่ได้ ไม่เหมาะ หรือไม่ใช่โทนที่เขาต้องการ คนอ่านนิยายต้องเข้าใจว่านิยายกับละครมันเป็นสื่อคนละแบบ ต้องทำใจ ถ้ารักนิยายมาก ทำใจไม่ได้ก็ไม่ควรดูละคร เพราะคุณจะเป็นทุกข์ การดัดแปลงคิดว่าไม่ได้ทำลายบทประพันธ์อะไรหรอก ถ้าแปลงไม่ดี มันก็ทำลายตัวคนทำละครเอง”

นักเขียนนวนิยายไทยรุ่นใหม่เกือบทั้งหมดเขียนเพื่อตอบสนองตลาดละครโทรทัศน์ในปัจจุบัน เพราะจะทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ดังขึ้น รายได้ตามน้ำจากนิยายที่เป็นละครมีมาก ทั้งจากหนังสือเฉพาะกิจละคร ลงหนังสือพิมพ์รายวัน ลงเว็บไซต์บางแห่ง แต่จิตติมองว่ายังแข่งขันกันไม่สูง

“เพราะส่วนใหญ่เขาไม่รู้ช่องทางที่จะไปทำให้ช่องหรือผู้จัดซื้อเรื่องได้อย่างไร ต้องรอให้ผู้จัดหรือช่องมาเจอเข้าเอง ก็เขียนก็พิมพ์กันเถอะ แต่เวลาเขียนจงนึกถึงคนอ่านนิยายจริงด้วย คือเขียนให้มีฝีมือ ไม่ใช่เขียนมุ่งทำละครอย่างเดียว ปกตินิยายที่เป็นละครส่วนใหญ่จะขายได้ก็ตอนก่อนละครฉายจนกระทั่งละครจบ แล้วคนก็จะไม่ซื้ออ่าน แต่ถ้าคุณเขียนน่าอ่าน ละครจบไปแล้วสัก 5 ปี คุณอาจเอามาพิมพ์ใหม่ขายได้ แต่ถ้าเขียนไม่ดี คนก็จะซื้อตอนที่เขาดูละครเพราะเขาอยากรู้เรื่องเท่านั้น แล้วก็จบ”

พอมีความหวังขึ้นมาไม่มากก็น้อย จากการที่ผู้เกี่ยวข้องในการผลิตบทประพันธ์ทั้งนักเขียนและบรรณาธิการต่างยืนยันถึงความพยายามที่จะไปสู่ความสมดุลของคุณภาพและความบันเทิง ส่วนนักเขียนบทละครโทรทัศน์ก็พร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพในส่วนที่จะเชื่อมกับทีมผลิตละครโทรทัศน์อย่างเต็มที่เช่นกัน

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?