posttoday
สุเมธ ประสมหงษ์ โค้ชและวิทยากรที่ปรึกษาอารมณ์ดี

สุเมธ ประสมหงษ์ โค้ชและวิทยากรที่ปรึกษาอารมณ์ดี

05 ตุลาคม 2557

เวลาที่เรามีปัญหาเกิดขึ้นภายในใจ เรามักต้องการที่ปรึกษา ที่คอยรับฟังเรา คอยเข้าใจเรา

โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เวลาที่เรามีปัญหาเกิดขึ้นภายในใจ เรามักต้องการที่ปรึกษา ที่คอยรับฟังเรา คอยเข้าใจเรา คอยทำให้เราหาทางออกได้ด้วยตัวของเราเอง โดยไม่ชี้นำ หรือตัดสินในสิ่งที่เราคิด พูด ทำ และไม่น่าเชื่อว่า การเป็นที่ปรึกษาให้กับคนอื่นนั้น มันสามารถกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเราได้ด้วย

โปรดอย่าคิดว่าอาชีพนี้ตั้งอยู่บนฐานของความทุกข์ของคนอื่น เปล่าเลย มันคืออาชีพที่ได้บุญกุศลอย่างแรงต่างหาก

มอสสุเมธ ประสมหงษ์ โค้ชและวิทยากรที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่างๆ รวมทั้งให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว วันนี้ เขาได้มาพูดถึงอาชีพนี้ที่เขาทำมา 7-8 ปีแล้วอย่างภาคภูมิใจ และหากน้องๆ หนูๆ คนไหนสนใจอยากทำอาชีพนี้ เขามีเคล็ดลับดีๆ ที่น่าสนใจมาแนะนำ

“สำหรับการโค้ชและให้คำปรึกษาพนักงานหรือผู้บริหารขององค์กรต่างๆ ต้องเริ่มต้นจากการที่เราได้พูดคุยกับฝ่ายบุคคลขององค์กรนั้นๆ ว่าต้องการให้เราโค้ชหรือให้คำปรึกษาในหัวข้อใดบ้าง องค์กรนั้นๆ ต้องการพัฒนาบุคลากรของเขาในด้านใดบ้าง เราถึงได้นำโจทย์นั้นมาตีโจทย์ เพื่อค้นพบปัญหา และหาทางแก้ แล้วเราก็เตรียมเครื่องมือ เตรียมคลังความรู้เพื่อนำมาใช้ หลังจากนั้นก็หาวิธีการหรือกรณีศึกษามาใช้งานเพื่อนำไปพัฒนาเขาเหล่านั้น รวมทั้งสรรหาวิธีการนำเสนอที่ทำให้บรรยากาศการโค้ชและให้คำปรึกษาดูสนุก ไม่น่าเบื่อ แถมยังได้สาระดีๆ ไปอีกด้วย”

สำหรับการโค้ชและให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว ในส่วนนี้สุเมธเผยว่า มันเป็นการนั่งคุยกัน เพื่อทำให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจของตัวเขาเอง

“นอกจากนี้ การได้นั่งคุยแบบตัวต่อตัว สามารถทำให้เขาได้ค้นพบปัญหาและอุปสรรคที่คุกรุ่นอยู่ภายในใจ และช่วยให้เขาก้าวผ่านมันไปได้ด้วยดีด้วยตัวของเขาเอง อีกทั้งเรายังสามารถดึงศักยภาพและสิ่งดีๆ ในตัวเขาออกมา เพื่อให้เขามั่นใจและทำทุกสิ่งที่เขาต้องการได้ออกมาอย่างดีที่สุด”

สุเมธเผยว่า เมื่อเขาได้รับโจทย์มา ไม่ว่าจะมาจากองค์กรต่างๆ หรือโจทย์ที่เป็นรายบุคคล เขาต้องศึกษาสิ่งที่องค์กรนั้นๆ หรือคนนั้นๆ เป็น “เขาเป็นอะไรอยู่ แล้วเราอยากพาเขาไปถึงจุดไหน หน้าที่เราต้องพาเขาเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วกระตุ้นความรู้สึกหรือเหตุการณ์ของเขาให้เขาอิน แล้วฟินในท้ายที่สุด”

สุเมธ ประสมหงษ์ โค้ชและวิทยากรที่ปรึกษาอารมณ์ดี

 

สิ่งที่สุเมธได้เรียนรู้จากอาชีพนี้คือ ความเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตและจิตใจที่แตกต่างกัน “หน้าที่ของเราคือการทำความเข้าใจในชีวิตและจิตใจของมนุษย์ และนำพาให้มนุษย์เหล่านั้นได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและอยากทำ ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่มักมีปัญหาทางใจ และใช้ชีวิตอย่างคนที่ไม่มีความสุข จนไม่อาจค้นพบความสำเร็จในชีวิตได้ สิ่งเหล่านี้มักมีสาเหตุมาจาก พ่อแม่ไม่ค่อยเข้าใจลูก และไม่ค่อยปล่อยให้ลูกได้ดำเนินชีวิตไปตามที่ตัวเองชอบหรืออยากทำ นี่จึงทำให้ลูกไม่ค่อยมีความสุขกับชีวิต และไม่อาจค้นพบความสำเร็จในเส้นทางเดินของตัวเองได้”

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า พ่อแม่อยู่กับลูกได้แค่ชั่วเวลาหนึ่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพ่อแม่กับลูก มันจะติดตัวลูกไปชั่วชีวิต “พ่อแม่อาจไม่รู้ว่าทำอะไรกับลูกไว้บ้าง คำพูดบางคำ เช่น ไม่ได้เรื่อง มันอาจเพาะบ่มอยู่ในตัวลูกจนชั่วชีวิต การพูดเปรียบเทียบก็เช่นเดียวกัน มันจะกลายเป็นแผลและกลายเป็นปมที่ติดตัวลูกไปตลอดชีวิต เวลาลูกเติบโตไป แผลและปมนั้นมักส่งผลให้ลูกเกิดความไม่มั่นใจ เวลาทำงาน จึงไม่ค่อยก้าวหน้าสักเท่าไร หากเจอคนที่ตกอยู่ในสภาวะแบบนี้ เราต้องให้เขาย้อนกลับไปมองชีวิตในวัยเด็กของเขาใหม่ เพื่อคลี่คลายแผลและปมนั้นจนเขาสามารถแก้ไขหรือชำระล้างได้ด้วยตัวของเขาเอง”

สุเมธบอกเล่าว่า การที่เขาจะเข้าไปเรียนรู้แผลและปมเหล่านั้นจากคนเหล่านั้น คนที่เขาได้ไปโค้ช ต้องเปิดทางให้เขาด้วย ถ้าหากปิด เขาก็เข้าไปไม่ถึง “ที่สำคัญคือ เคมีต้องกันด้วย ถ้าเคมีไม่ต้องกัน เราก็ทำงานด้วยไม่ได้ ที่สำคัญ เราต้องทำให้เขาเชื่อใจ และเราต้องเชื่อใจเขา และต้องเก็บความลับของเขาไว้ด้วย ที่สำคัญ เราต้องอยู่ ณ โมเมนต์นั้นเท่านั้น เมื่อจบการโค้ช ก็คือจบ เราไม่ดิ้นไปกับเรื่องราวของเขา เราต้องไม่อิน เราต้องเป็นเพียงแค่บุคคลที่ 3 ที่รับรู้เรื่องราวของเขาแบบผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ไปใส่อารมณ์ความรู้สึกร่วมกับเขา ไม่ชี้นำ ไม่ตัดสิน หน้าที่เราคือ แค่ฟัง ทำความเข้าใจ แล้วก็จบ”

หากในห้วงเวลาที่สุเมธได้ทำการโค้ชหรือให้คำปรึกษา แล้วค้นพบว่าคนฟังเริ่มไม่สนใจ เขาเผยว่า คนที่โค้ชต้องตระหนักว่า เราทำอะไรให้เขาไม่สนุกหรือเปล่า หรือเนื้อหาที่นำเสนอไป เขาไม่อิน หรือเขาถูกบังคับให้มา “เราต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อดึงความสนใจของเขากลับมา เช่น เปลี่ยนกิจกรรมใหม่ หรือแอบไปคุยกับเขาตรงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง เพื่อหาทางแก้ไขกันต่อไป”

ท้ายสุด สุเมธเผยว่า การเป็นโค้ช ก็ต้องการคนมาโค้ชให้ด้วยเหมือนกัน “เพราะเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่เมื่อมีปัญหาก็ต้องหาคนมาคอยรับฟังและให้คำปรึกษา เราจะไม่โค้ชตัวเองครับ (หัวเราะ)”

เคล็ดลับการประกอบอาชีพโค้ชและวิทยากรที่ปรึกษา

“หากน้องๆ หนู คนใดสนใจในอาชีพนี้ หากเรียนด้านจิตวิทยาโดยตรงก็ดี แต่ถ้าคุณไม่ได้จบด้านนี้โดยตรง คุณก็ต้องมีพรสวรรค์ด้านการพูด พูดแล้วสนุก คนชอบ ซึ่งเป็นส่วนผลักดันที่ดีมากด้วยเช่นเดียวกัน ที่สำคัญต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ เข้าร่วมสัมมนา หรือฝึกอบรมในด้านที่นำมาใช้ในอาชีพนี้ด้วย นอกจากนี้ยังต้องรู้จักวิธีการออกแบบสื่อการสอนให้ออกมาสนุก น่าสนใจ และตรงกับความต้องการของคนฟัง รวมทั้งต้องมีทักษะการพูด การดีลกับคน โต้ตอบกับคนได้น่าสนใจ และพาผู้คนไปยังเรื่องราวที่เราอยากพาเขาไปให้ฟินได้ในตอนจบ”

ผลงานที่โดดเด่นไม่แพ้ผลงานใดของสุเมธ

การเป็นโค้ชให้กับมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2013 ชาลิตา แย้มวัณณังค์ และมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2014 พิมบงกช จันทร์แก้ว

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี