posttoday
ลายแทงแห่งนักปกครอง (2)

ลายแทงแห่งนักปกครอง (2)

30 กันยายน 2557

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย 

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย 

ความต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว...

เพราะ (อกุศล) ธรรมทั้งสาม ...นั้นเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด (อกุศล) ธรรมทั้งหลาย คือ ไม่ปฏิบัติอย่างถูกต้องในมารดา บิดา สมณพราหมณ์ ไม่มีกุลเชฏฐาปจายนธรรม (ความอ่อมน้อมตามฐานะสูงต่ำ ) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด;

(ในสมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๒๕๐๒๐๐๑๐๐ ปี)

สมัยนั้น จักมีสมัยที่มนุษย์มีอายุขัยลดลงมาเหลือเพียง ๑๐ ปี (จักมีลักษณะแห่งความเสื่อมเสียมีประการต่างๆ ดังที่ท่านกล่าวไว้) : หญิงอายุ ๕ ปี ก็มีบุตร; รสทั้งห้า คือเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และรสเค็ม ก็ไม่ปรากฏ; มนุษย์ทั้งหลาย กินหญ้าที่เรียกว่ากุทรูสกะ (ซึ่งนิยมแปลกันว่าหญ้ากับแก้) แทนการกินข้าว; กุศลกรรมบถหายไป ไม่มีร่องรอย; อกุศลกรรมบถ รุ่งเรืองถึงที่สุด; ในหมู่มนุษย์ ไม่มีคำพูดว่ากุศล จึงไม่มีการทำกุศล; มนุษย์สมัยนั้น จักไม่ยกย่องสรรเสริญ ความเคารพเกื้อกูลต่อมารดา (มัตเตยยธรรม), ความเคารพเกื้อกูลต่อบิดา (เปตเตยยธรรม), ความเคารพเกื้อกูลต่อสมณะ (สามัญญธรรม), ความเคารพเกื้อกูลต่อพราหมณ์ (พรหมัญญธรรม), และกุลเชฏฐาปจายนธรรม, เหมือนอย่างที่มนุษย์ยกย่องกันอยู่ในสมัยนี้; ไม่มีคำพูดว่า แม่ น้าชาย น้าหญิง พ่อ อา ลุง ป้า ภรรยาของอาจารย์ และคำพูดว่าเมียของครู; สัตว์โลกจักกระทำการสัมเภท (สมสู่สำส่อน) เช่นเดียวกันกับแพะ แกะ ไก่ สุกร สุนัข สุนัขจิ้งจอก; ความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดฆ่าเป็นไปอย่างแรงกล้า แม้ในระหว่างมารดากับบุตร บุตรกับมารดา บิดากับบุตร บุตรกับบิดา พี่กับน้อง น้องกับพี่ ทั้งชายและหญิง เหมือนกับที่นายพรานมีความรู้สึกต่อเนื้อทั้งหลาย.

ในสมัยนั้น จักมี สัตถันตรกัปป์ (การใช้ศัสตราวุธติดต่อกันไม่หยุดหย่อน) ตลอดเวลา ๗ วัน : สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น จักมีความสำคัญแก่กันแลกัน ราวกะว่าเนื้อ; แต่ละคนมีศัสตราวุธในมือ ปลงชีวิตซึ่งกันและกันราวกะว่า ฆ่าปลา ฆ่าเนื้อ

(มีมนุษย์หลายคนไม่เข้าร่วมวงสัตถันตรกัปป์ด้วยความกลัว หนีไปซ่อนตัวอยู่ในที่ที่พอจะซ่อนตัวได้ตลอด ๗ วัน แล้วกลับออกมาพบกันและกัน ยินดีสวมกอดกัน กล่าวแก่กันในที่นั้นว่า มีโชคดีที่รอดมาได้ แล้วก็ตกลงกันในการตั้งต้นประพฤติธรรมกันใหม่ต่อไป ชีวิตมนุษย์ก็ค่อยเจริญขึ้น จาก ๑๐ ปี ตามลำดับๆ จนถึงสมัย ๘ หมื่นปี อีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งเป็นสมัยแห่งศาสนาของพระพุทธเจ้ามีพระนามว่า เมตเตยยสัมมาสัมพุทธะ).

ปา.ที. ๑๑/๗๐๘๐/๓๙๔๗.

ความเป็นไปของบ้านเมืองที่ปรากฏในพุทธพจน์ข้างต้นนี้ เราจะเห็นว่า จุดเริ่มของหายนะประดามีย่อมมาจากผู้นำเป็นสำคัญ เมื่อใดก็ตามที่ผู้นำมีธรรม (อย่างน้อยก็คือศีล ๕) เมื่อนั้นบ้านเมืองย่อมสงบสุข แต่เมื่อใดก็ตามที่ผู้นำไร้ธรรม ไม่ให้ความสำคัญแก่ธรรม ตรงกันข้ามกับธรรม เมื่อนั้นบ้านเมืองก็เดินเข้าสู่กลียุค คือ ความวุ่นวาย ขัดแข้ง แตกสามัคคี ละเมิดกฎ กติกา พื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน เป็นต้นว่าละเมิดศีล ๕ เมื่อไม่มีหลักประกันพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ นับแต่นั้นบ้านเมืองก็หายนะวอดวาย สถานการณ์ที่ปรากฏในพุทธวจนะข้างต้นนี้ หากเราลองนำมาพิจารณาเปรียบเทียบกับความเป็นไปในบ้านเมืองของเรานับแต่ พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันที่เขียนต้นฉบับนี้ (มี.ค. ๒๕๕๗) ก็จะเห็นความเป็น “อกาลิโก” (ทันสมัย) ของสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทุกประการ

ในเมื่อผู้นำมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความเป็นไปของประเทศชาติบ้านเมืองถึงเพียงนี้ พระพุทธองค์จึงทรงสอนหลักธรรมสำหรับเป็นแนวนโยบายในการบริหารตน บริหารคน บริหารงาน ไว้เป็นแนวทางสำหรับผู้นำหรือนักปกครองทั้งหลายในชื่อ “ทศพิธราชธรรม” หรือ “ธรรมสำหรับนักบริหาร นักปกครอง ผู้นำ ๑๐ ประการ” ดังต่อไปนี้

๑.ทาน ให้ปันช่วยประชา คือ บำเพ็ญตนเป็นผู้ให้ โดยมุ่งปกครองหรือทำงานเพื่อให้เขาได้ มิใช่เพื่อจะเอาจากเขา เอาใจใส่อำนวยบริการจัดสรรความสงเคราะห์ อนุเคราะห์ ให้ประชาราษฎร์ได้รับประโยชน์สุข ความสะดวกปลอดภัย โดยตลอดจนให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เดือดร้อนประสบทุกข์และให้ความสนับสนุนแก่คนทำความดี

๒.ศีล รักษาความสุจริต คือ ประพฤติดีงาม สำรวมกายและวจีทวารประกอบแต่การสุจริต รักษากิตติคุณ ประพฤติให้ควรเป็นตัวอย่าง และเป็นที่นับถือของประชาราษฎร์ มิให้มีข้อที่ผู้ใดจะดูแคลน

๓.ปริจจาคะ บำเพ็ญจิตด้วยเสียสละ คือ สามารถเสียสละความสุขสำราญ เป็นต้น ตลอดจนชีวิตของตนได้ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

๔.อาชชวะ ปฏิบัติภาระโดยซื่อตรง คือ ซื่อตรงทรงสัตย์ไร้มารยาท ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริตมีความเกรงใจ ไม่หลอกลวงประชาชน

๕.มัททวะ ทรงความอ่อนโยนเข้าถึงคน คือ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่ง หยาบคายกระด้างถือองค์มีความสง่างามเกิดแต่ท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวลละมุนละไม ควรได้รับความภักดี แต่มิขาดยำเกรง

๖.ตปะ พ้นมัวเมาด้วยเผากิเลส คือ แผดเผากิเลสตัณหามิให้เข้ามาครอบงำจิต ระงับยับยั้งข่มใจได้ ไม่หลงใหลในความหมกมุ่นสุขสำราญและการปรนเปรอ มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอหรืออยู่ง่ายๆ สามัญ มุ่งมั่น แต่จะบำเพ็ญเพียรทำกิจในหน้าที่ให้บริบูรณ์

๗.อักโกธะ ถือเหตุผลไม่โกรธา คือ ไม่เกรี้ยวกราด ไม่วินิจฉัยความและการกระทำด้วยอำนาจความโกรธ มีเมตตาประจำใจไว้ระงับความเคืองขุ่น วินิจฉัยความและการกระทำด้วยจิตอันสุขุมราบเรียบตามธรรม

๘.อวิหิงสา มีอหิงสานำร่มเย็น คือ ไม่หลงระเริงอำนาจ ไม่บีบคั้น กดขี่ มีความกรุณา ไม่หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญาแก่ประชาราษฎร์ ผู้ใดด้วยอาศัยความอาฆาตเกลียด

๙.ขันติ ชำนะเข็ญด้วยขันติ คือ อดทนต่องานที่ตรากตรำ อดทนต่อความเหนื่อยยาก ถึงจะลำบากกายน่าเหนื่อยหน่ายเพียงไร ก็ไม่ท้อถอย ถึงจะถูกยั่วถูกหยันด้วยถ้อยคำเสียดสีถากถางอย่างใด ก็ไม่หมดกำลังใจไม่ยอมละทิ้งกิจกรณีย์ที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม

๑๐.อวิโรธนะ มิปฏิบัติคลาดจากธรรม คือ ประพฤติไม่ให้ผิดจากประศาสนธรรม อันถือประโยชน์สุขความดีงามของรัฐและราษฎร์เป็นที่ตั้งอันใดประชาราษฎร์ปรารถนาโดยชอบธรรม ก็ไม่ขัดขืน การใดจะเป็นไปโดยชอบธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประสุขของประชาชน ก็ไม่ขัดขวาง วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม คงที่ไม่มีความเอนเอียงหวั่นไหว เพราะถ้อยคำดีร้ายลาภสักการะหรืออิฏฐารมณ์ใดๆ สถิตมั่นในธรรม ทั้งส่วนยุติธรรม คือ ความเที่ยงธรรม ก็ดี นิติธรรม คือ ระเบียบแบบแผน หลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ก็ดี ไม่ประพฤติให้เคลื่อนคลาดวิบัติไป

หากพูดด้วยถ้อยคำของยุคสมัย “ทศพิธราชธรรม” ก็คงไม่ต่างจากรัฐธรรมนูญที่ทั้งนักปกครอง นักบริหาร ผู้นำ และประชาชนทุกคนจะต้องดำเนินตาม หรือมิเช่นนั้นก็คงเป็นดุจหลัก “ธรรมาภิบาล” (หลักการบริหารจัดการรัฐกิจที่ดี มีองค์ประกอบ ๖ ประการ คือ ๑.หลักนิติธรรม ๒.หลักคุณธรรม ๓.หลักความโปร่งใส ๔.หลักความมีส่วนร่วม ๕.หลักความรับผิดชอบ ๖.หลักความคุ้มค่า) ที่นักปกครอง นักบริหาร ผู้นำองค์กรทุกแห่งจำเป็นจะต้องมี เพราะหลักการนี้เป็นจริยธรรมพื้นฐานที่จะช่วยให้การบริหาร การปกครอง บ้านเมืองหรือองค์กรทุกแห่ง ประสบความสำเร็จและมีความสุขความเจริญ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท