posttoday
เสียงเด็กโอลิมปิกการศึกษาแบบไทยๆ เรียนไปใช้ประโยชน์ไม่ได้

เสียงเด็กโอลิมปิกการศึกษาแบบไทยๆ เรียนไปใช้ประโยชน์ไม่ได้

29 กันยายน 2557

ปัญหาการศึกษากลับมาเป็นหัวข้อสำคัญอีกครั้ง ในยุคที่ผู้มีอำนาจมุ่งหวังจะปฏิรูป แก้ปัญหา เหมือนทุกรัฐบาลที่ผ่านมา

ปัญหาการศึกษากลับมาเป็นหัวข้อสำคัญอีกครั้ง ในยุคที่ผู้มีอำนาจมุ่งหวังจะปฏิรูป แก้ปัญหา เหมือนทุกรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ก็มักแก้ไม่สำเร็จ ทั้งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า "การศึกษาเป็นปัญหาเร่งด่วน" แต่นักการเมืองไม่ให้ความสำคัญ อาจเป็นเพราะทำแล้วไม่ได้คะแนนเสียง ไม่ได้ผลงานที่จับต้อง เหมือนกับการแจกสิ่งของให้ชาวบ้านที่เห็นผลทางความรู้สึกทันตา

มาในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ว่ากันว่า เป็นยุคแห่งการปฏิรูป ท่านผู้นำประกาศนโยบายพุ่งเป้ามาที่การศึกษา ทั้งอยากให้ลดเวลาเรียน ไม่ต้องไปเรียนกวดวิชามากเกินไป ปลูกฝังค่านิยมหลัก 12ประการ ให้ท่องอาขยาน ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้เน้นชาตินิยมมากยิ่งขึ้น ฯลฯ ขณะที่รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ออกมารับลูกและเดินหน้าจัดปฏิรูปการศึกษาหวังผลภายในระยะเวลาจำกัด

ภายในระยะเวลาจำกัด@weekly ตั้งประเด็นสนทนากับนักเรียนที่ได้รางวัลชนะเลิศโอลิมปิกวิชาการ ให้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับการเรียนการสอนที่ได้พบเห็น ไม่ว่าการลดเวลาเรียน การกวดวิชา รวมถึงเทคนิคในการเรียนเก่งมาบอกสู่กันฟังเรียนหนัก เน้นท่องจำ

ชัยชนม์ทรรศ ศรีวรรัตน์ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เหรียญทองการแข่งขัน ชีววิทยาโอลิมปิกระหว่างประเทศ ที่ประเทศอินโดนีเซีย ปี 2557 กล่าวว่า ปัญหาเกิดจากหลักสูตรที่มีการเรียนการสอนอยู่ในเวลานี้เป็นแบบท่องจำ ซึ่งการเรียนแบบท่องจำเป็นการเรียนเพื่อนำไปสอบเพื่อเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว จึง ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับการใช้ชีวิตและการศึกษาได้จริง ใช้ได้เพียงแค่สอบให้ผ่านเกณฑ์ตามที่หลักสูตรได้วางเอาไว้ เมื่อเปรียบเทียบกับที่เคยได้สอบแข่งขันระหว่างประเทศ ข้อสอบที่มีการแข่งขันต่างจากของไทยมาก ของไทยจะต้องสอบแบบท่องจำ คือต้องตอบข้อสอบตรงตามทฤษฎีทุกอย่าง แต่ของต่างประเทศเป็นข้อสอบเพื่อให้เราได้คิดและวิเคราะห์

ปัญหาอีกอย่างของระบบการศึกษาไทยคือวิชาที่เรียนมีจำนวนมาก ทั้งรายวิชาเรียนเสริมและเรียนหลัก ทำให้ต้องใช้เวลาเรียนที่ค่อนข้างมากและหนักจนเกินไป เมื่อคุณครูมีเนื้อหาที่จะสอนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ครูผู้สอนต้องสอนในเนื้อหาที่มีจำนวนมากๆ เพื่อให้ตรงตามหลักสูตรที่ได้วางนโยบายเอาไว้ ทำให้เด็กต้องแบกรับงานที่มีจำนวนมากในแต่ละรายวิชา และต้องพบกับปัญหาการเรียนหนักในทุกวันนี้

อีกแง่มุมที่น่าสนใจ ธิติพันธ์ ศรีกุลมนตรี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เหรียญทองการแข่งขันวิชาชีววิทยาโอลิมปิก ที่ประเทศอินโดนีเซีย ปี 2557 มองว่า ปัญหาคืองานที่ได้รับมอบหมายจากคุณครู ผู้สอนบางครั้งไม่สัมพันธ์กับบทเรียนที่ได้เรียนในชั้นเรียน ทำให้ไม่รู้ธิติพันธ์ว่าทำงานชิ้นนั้นไปเพื่ออะไร มีประโยชน์อะไร ส่วนอีกปัญหาคือหลังจากที่มีการสอบวัดผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบทดสอบหลังเรียน หรือกลางภาคผ่านไปแล้ว บทเรียนหลังจากที่ได้ทำการสอบไม่มีการนำกลับมาสอนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้เรียนหลงลืมบทเรียนที่ผ่านมา และต้องมานั่งท่องจำอย่างหนักอีกครั้งก่อนที่จะมีการสอบวัดผลปลายปี การเรียนลักษณะนี้เป็นเหมือนกับระบบท่องจำเพื่อนำไปสอบมากกว่าการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้

ส่วน ภูมิรพี ลือนาม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เหรียญทองการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ที่ประเทศไต้หวัน ปี 2557 เล่าว่า แต่ละวิชานักเรียนจะได้งานที่ได้รับมอบหมายจากครูค่อนข้างมาก วิชาที่เป็นวิชาเสริม เช่น สุขศึกษา ศิลปศึกษา หรือรายวิชาอื่นๆ มีงานเยอะกว่างานในวิชาหลักด้วยซ้ำ ทำให้ต้องแบ่งเวลาที่จะทำงานในรายวิชาหลัก ไปทำงานในรายวิชาเสริม ส่งผลให้เด็กต้องทำงานหนักมากในแต่ละวัน จากที่เราควรจะต้องตั้งใจหาความรู้จากวิชาหลัก เราก็ต้องแบ่งเวลาไปทำงานในวิชาอื่นทำให้ผู้เรียนต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้น แทนที่จะได้มีเวลาทำกิจกรรมอื่นๆ

นอกจากเสียงสะท้อนจากนักเรียนระดับเหรียญทองโอลิมปิก มุมมองของนักเรียนต่างจังหวัดที่พูดถึงปัญหาการศึกษาของไทยก็น่าสนใจ ไม่น้อย ธนาวิทย์ คงประเสริฐผล โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล จ.สกลนคร มองว่า การเปลี่ยนหลักสูตรบ่อยๆ เป็นปัญหา

หนึ่งที่ทำให้นักเรียนต้องปรับตัวเข้ากับหลักสูตรใหม่อยู่เสมอ ผู้เรียนจึงตามผู้สอนไม่ทัน อีกเรื่องคือการสอบขององค์กรต่างๆ มีมาก ทำให้หลายคนสงสัยว่าเรียนเพื่อไปสอบ หรือเรียนเพื่อเอาความรู้มาใช้ประโยชน์จริง ซึ่งการเรียนในปัจจุบันนี้เป็นไปในทิศทางที่ว่า เรียน-สอบ-เรียน ทำให้พื้นฐานความรู้ของแต่ละวิชาไม่แข็งแรง เพราะเราต้องสอบมากมายวิชาไม่แข็งแรง เพราะเราต้องสอบมากมายหลายอย่างทำให้ผู้เรียนไม่ได้ซึมซับกับวิชาที่เรียนในรายวิชานั้นๆ

และอีกกรณีคือการจัดแบ่งห้อง เรียน ทำให้สภาพแวดล้อมในการเรียนแตกต่างกัน เช่น เด็กห้องนี้มีแต่คนที่ขยันเรียน สภาพแวดล้อมในห้องก็จะผลักดันให้เด็กทุกคนต้องขยันเรียน เพราะหากไม่ขยันก็จะกลายเป็นแกะดำประจำห้อง แต่จะแตกต่างกันกับเด็กอีกห้องหนึ่งที่เน้นการทำกิจกรรม เด็กในห้องนั้น ก็จะนิยมทำกิจกรรม เพราะเพื่อนในห้องทำกิจกรรมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งการที่เด็กจะตั้งใจเรียนหรือไม่ตั้งใจเรียนจำนวนมาก ซึ่งการที่เด็กจะตั้งใจเรียนหรือไม่ตั้งใจเรียนส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนและ เพื่อนด้วยต้องลดเนื้อหาเปลี่ยนระบบการสอบใหม่

การที่จะแก้ไขปัญหาให้สำเร็จจำเป็นที่จะต้องมีการเสนอแนวทางจากผู้ที่ประสบปัญหา เพื่อที่จะทำให้ปัญหานั้น แก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในเรื่องการศึกษานี้ก็เช่นเดียวกัน ผู้เรียนควรจะเป็นผู้บอกเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเพื่อที่ผู้ใหญ่จะได้แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิผล ธนาวิทย์ เห็นว่าควรแก้ไขปัญหาเริ่มตั้งแต่ครูผู้สอนกับตัวนักเรียน ที่จะต้องสื่อสารกันให้เข้าใจ เพื่อทำให้การเรียนการสอนเกิดประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้สภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนดีขึ้น นักเรียนอยากเรียนรู้เพิ่มขึ้นด้วย หากไม่แก้ตรงนี้ก็จะทำให้ผู้เรียนไม่ตั้งใจเรียน และผู้สอนก็จะไม่อยากสอน

ไม่ใช่เพียงแต่การแก้ไขที่ผู้เรียนและคุณครูผู้สอนเพียงเท่านั้น ภูมิรพี เจ้าของเหรียญทองคอมพิวเตอร์โอลิมปิก เสนอว่า อยากให้เปลี่ยนจากการให้คะแนนในรายวิชาเสริมจากที่ให้เป็นเกรด เปลี่ยนเป็นเกณฑ์การประเมินแบบผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะการให้เป็นเกรดในรายวิชาเสริมไม่ค่อยจะมีผลอะไรมากนัก นอกเหนือจากนั้น จะได้ทำงานในรายวิชาหลักอย่างเต็มที่ และมีเวลาเหลือทำกิจกรรมอย่างอื่น

ส่วนในมุมมองของ ชัยชนม์ทรรศ เหรียญทองชีววิทยาโอลิมปิก มองว่า ควรแก้เรื่องข้อสอบของแต่ละโรงเรียน เปลี่ยนการสอบเป็นแบบใหม่เพื่อลดปัญหาการท่องจำเพื่อมาสอบ และควรลดเนื้อหาในรายวิชาที่เรียน เพราะเนื้อในแต่รายวิชาหนักจนเกินไป หลักสูตรทำให้ผู้เรียนต้องรับเอาเนื้อหาที่มีจำนวนมาก ทำให้เด็กต้องรับภาระหนัก

ด้าน ธิติพันธ์ เหรียญทองชีววิทยาโอลิมปิกอีกคน เสนอว่า เด็กควรสามารถเลือกศึกษาตามที่ตัวเองถนัดหรือตามที่ตัวเองต้องการได้ตั้งแต่ระดับมัธยมต้น เพราะหากเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ ผู้เรียนจะไม่สามารถทำผลงานในรายวิชานั้นๆ ออกมาได้ดี แต่ถ้าผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในรายวิชาที่ชอบหรือถนัดได้ตั้งแต่เด็กๆ จะทำให้เด็กสามารถทำผลงานได้ดี เพราะเด็กมีความตั้งใจที่จะทำงานตามที่ตนเองถนัดหรือชอบมากกว่างานที่โดนบังคับลดเวลาเรียน ทำกิจกรรมสาระ

ประเด็นการลดเวลาเรียนให้น้อยลง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการอยู่ เพื่อให้มาเน้นกิจกรรมเสริมแทนในเรื่องนี้ ธนาวิทย์ มองว่า น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่มีประโยชน์ต่อตัวผู้เรียน เพราะจะได้มีเวลาในการทำกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มขึ้น ไม่ต้องเรียนหนักจนเกินไป แต่การลดเวลาเรียนคงจะไม่ช่วยให้ผู้เรียนขยันและตั้งใจเรียนเพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจัยที่สำคัญจะขึ้นอยู่กับ ผู้เรียนแต่ละคนว่าเขาเหล่านั้นจะเอาเวลาว่างไปทำอะไร เกิดประโยชน์หรือไม่

เสียงเด็กโอลิมปิกการศึกษาแบบไทยๆ เรียนไปใช้ประโยชน์ไม่ได้

ด้าน ภูมิรพี ก็เห็นด้วยกับการลดเวลาเรียน เพราะการที่เรียนเยอะทำให้ผลงานแต่ละอย่างออกมาไม่ดี สักอย่าง การลดเวลาเรียนของรายวิชาเสริมลงน่าจะเป็นการช่วยให้คนที่เรียนไม่ดีได้มีเวลาในการทำงานกับรายวิชาหลักอย่างเต็มที่ และยังทำให้มีเวลาว่างเพิ่มขึ้นในการทำสิ่งที่ตัวเองชอบนอกเหนือจากเวลาเรียน เพราะบางการทำสิ่งที่ตัวเองชอบนอกเหนือจากเวลาเรียน เพราะบางคนชอบงานที่ไม่ใช่เป็นเชิงวิชาการ บางคนชอบกิจกรรมเล่นดนตรี การเพิ่มกิจกรรมในรายวิชาเสริมเข้าไปก็จะทำให้คนกลุ่มนั้นน่าจะทำงานทั้งวิชาหลักและวิชาเสริม ได้ดีควบคู่กันไป ไม่ต้องมากังวลกับรายวิชาเสริมที่มีเนื้อหาเยอะเหมือนเดิม

ในส่วนของ ชัยชนม์ทรรศ มองว่า การลดเวลาเรียนลง ขึ้นอยู่กับว่าเราลดเวลาเรียนแล้วจะเอาเวลาที่ลดลงไปทำอะไร ถ้าผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนทุกคน แต่หากผู้เรียนบางกลุ่มที่ไม่ค่อยใส่ใจก็อาจทำให้ใช้เวลาที่ลดลงของเวลาเรียนไปใช้ในทางที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เช่น นำไปเล่นเกม หรือทำกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม กิจกรรมที่จะให้ทำหลังจากที่ลดเวลาเรียนลงควรเน้น ให้เกิดการคิดวิเคราะห์ ประยุกต์ใช้ประโยชน์กับชีวิต หรือกิจกรรมที่เพิ่มความสามารถให้กับผู้เรียน ไม่ใช่กิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์น้อย อย่างกิจกรรมวาดภาพ ระบายสี ทำโปสเตอร์

ไม่ใช่แค่เพียงการลดเวลาเรียนลงเท่านั้นที่จะทำให้เกิดประโยชน์ ธิติพันธ์ ยังเห็นว่า การลดเวลาเรียนจะก่อให้เกิดประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนนำเอาเวลาที่ลดลงไปเสริมสร้างความสามารถของตนเองให้ดีขึ้น ถ้าผู้เรียนใช้เวลาทำกิจกรรมเพื่อนำไปเสริมสร้างความรู้ความสามารถเพื่อช่วยในการศึกษาในสิ่งที่ตนเองชอบหรือถนัด จะทำให้ระยะเวลาที่ลดลงก่อให้เกิดประโยชน์ และจะเพิ่มความสามารถไม่ใช่เฉพาะแค่การเรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความสามารถพิเศษที่มีอยู่ในตัวอีกด้วยถ้าขยันก็ไม่ต้องกวดวิชา

การเรียนกวดวิชาหรือการเรียนเสริมเป็นส่วนหนึ่งที่พบในบริบทการเรียนของสังคมไทยในปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่ ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับมัธยมศึกษา เหตุที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ต้องการให้ลูกของตนเองเรียนกวดวิชาก็เพื่อที่จะทำให้ลูกนั้นมีความรู้ความสามารถและสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้

กรณีนี้ ภูมิรพี มีความเห็นว่า การเรียนกวดวิชาเป็นการเรียนเพิ่มเติมจากวิชาที่ไม่มีให้ศึกษาในโรงเรียน การเรียนกวดวิชาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียนในโรงเรียนหรือในห้องเรียน ซึ่งการเรียนกวดวิชาจะเป็นการเพิ่มความรู้ในสิ่งที่อยากศึกษาเพิ่มเติม จึงคิดว่าการเรียนเสริมหรือไม่เรียนเสริมไม่ได้ทำให้ระดับการศึกษาของเด็กจะดีขึ้นหรือว่าแย่ลง

"ส่วนตัวแล้วคิดว่านอกเหนือจากการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์โดยการอ่านหนังสือ หรือการหาความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ แล้ว มากกว่านั้นคือการเข้าค่ายวิชาการในช่วงปิดเทอมเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้มากกว่าการเรียนกวดวิชาในปัจจุบัน ดีกว่าการปิดเทอมแล้วไปเที่ยวเฉยๆ ซึ่งการได้เข้าค่ายวิชาการทำให้เรียนรู้มากกว่าการเรียนกวดวิชาในปัจจุบัน ดีกว่าการปิดเทอมแล้วไปเที่ยวเฉยๆ ซึ่งการได้เข้าค่ายวิชาการทำให้เราได้ความรู้มากกว่าที่อยู่ในห้องเรียน ได้ลงมือปฏิบัติจริง และเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้ แต่ที่สำคัญคือเราต้องมีความขยันที่จะหาความรู้มาเพิ่มเติมจากที่เรา มีอยู่ หากเราไม่ขยันความรู้ก็จะไม่เกิด"

ขณะที่ ชัยชนม์ทรรศ มองว่า การเรียนเนื้อหาที่มีจำนวนมากในแต่ละวัน ส่งผลให้ผู้เรียนต้องเรียนกวดวิชาเพิ่มเติม เนื่องจากการเรียนเวลาปกติในโรงเรียนไม่พอที่จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจในรายวิชาอย่างละเอียดได้ ส่วนตัวคิดว่าเด็กที่เรียนกวดวิชาเป็นเด็กที่น่าสงสารมาก เพราะไม่มีเวลาว่างให้พักผ่อนหรือทำในสิ่งที่ตนเอง ชอบเลย เนื่องจากต้องเรียนเพื่อที่จะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ตนเองหรือพ่อแม่หวังให้ได้

ส่วน ธิติพันธ์ แสดงความคิดเห็นว่า การเรียนกวดวิชาควรเรียนเฉพาะในเรื่องที่ตนเองสนใจ และเรียนเมื่อคุณครูที่โรงเรียนมีแนวการสอนที่ทำให้เราไม่เข้าใจในระหว่างที่เรียนในห้อง ทั้งนี้การเรียนกวดวิชาคุณครู ผู้สอนและตัวเด็กจะมีความสนิทกันมากกว่าครูที่โรงเรียนเรียน ทำให้เด็กที่เรียนกวดวิชาอยากเรียนกับคุณครู ที่กวดวิชามากกว่าครูในโรงเรียน แต่การเรียนกวดวิชาก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่เด็กทุกคนจะต้องเรียนทุกวัน ผู้เรียนเอง ควรเรียนในสิ่งที่ตนเองสนใจ เพื่อไม่ให้เป็นการเรียน ที่เคร่งเครียดจนเกินไปที่เคร่งเครียดจนเกินไป

นอกจากนี้ ธนาวิทย์ ยังได้เล่าถึงเทคนิคในการเรียนของตนเองว่า วิธีการศึกษาและเรียนรู้ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือการทำความเข้าใจกับบทเรียนให้มากที่สุดในขณะ ที่คุณครูกำลังสอน เพื่อที่จะทำให้เราเข้าใจในเนื้อหาอย่างละเอียดเราควรตั้งใจเรียนในขณะที่คุณครูสอน นอกเหนือจากนั้นหากในวิชาใดที่เราไม่เข้าใจหรือต้องการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ก็จะต้องเรียนกวดวิชาเพราะกวดวิชาจะให้ความรู้ต่างจากที่มีในห้องเรียน และในบางเนื้อหาในกวดวิชาจะให้ความรู้ในเรื่องนั้นๆ เฉพาะเจาะจงกว่าที่เรียนในชั้นเรียน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท