
ปิระมิตร อรุณศรี ผมเป็นแค่ชายกลาง
เด็กหนุ่มวัย 18 ที่มีใบหน้าและดวงตายิ้มตลอดเวลา อาร์มปิระมิตร อรุณศรี นักศึกษาชั้นปีที่ 1
โดย...กองทรัพย์/ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
เด็กหนุ่มวัย 18 ที่มีใบหน้าและดวงตายิ้มตลอดเวลา อาร์มปิระมิตร อรุณศรี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาบริหารระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เขากำลังเป็นน้องใหม่ทั้งในมหาวิทยาลัยและในวงการบันเทิง ผลงานการแสดงภาพยนตร์อินดี้เรื่องแรก (ครูและนักเรียน) กำลังฉาย ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนสาขาเพื่อประกวดดาวเดือนด้วย
อาร์มเริ่มเป็นที่รู้จักจากสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ซึ่งมีผู้ติดตามมากถึง 1.4 แสนคน ด้วยท่าทีที่ยิ้มแย้มเสมอทำให้หลายคนอยากติดตามไลฟ์สไตล์ของเด็กหนุ่มคนนี้ กระนั้นอาร์มก็บอกว่า “มีคนเรียกผมว่าเน็ตไอดอล แต่ผมนิยามตัวเองว่าเป็นคนที่มีคนกดติดตามเยอะเท่านั้น ไม่อยากเรียกตัวเองว่าเป็นไอดอล เพราะคำว่าไอดอลสำหรับผมต้องสามารถเป็นแบบอย่างให้คนอื่นๆ ได้ ซึ่งผมอาจจะยังไม่ใช่ ไอดอลในความคิดอาร์มต้องเป็นคนที่เป็นตัวอย่างที่ดีในด้านต่างๆ ได้ แต่อาร์มเป็นแค่เด็กกลางๆ คนหนึ่งเท่านั้น”
เมื่อเด็กหนุ่มกลางๆ ที่จะเป็นชายกลางในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า บอกเล่าถึงความราบเรียบของชีวิตว่า เขาจบจากโรงเรียนวัดน้อยนพคุณ ย่านสามเสน มีความฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจส่งออกอาหาร ซึ่งกว่าจะตกผลึกกับความฝันนี้ เขาอยากจะเป็นหลายต่อหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการเข้าเรียนคณะนิเทศศาสตร์ซึ่งอยู่คนละฝั่งกับเจ้าของธุรกิจ
“เจ้าของธุรกิจเป็นความฝันร่วมระหว่างผมกับพ่อ ส่วนตัวผมอยากเรียนนิเทศศาสตร์เพราะชอบวิชาภาษาไทยมาก ตั้งแต่เรียน ม.ปลายก็คุยเรื่องเรียนมหาวิทยาลัยกับคุณพ่อตลอด พ่ออยากให้เรียนบริหารธุรกิจ ตอนนั้นผมอยากเรียนนิเทศศาสตร์ คนละความคิด เราต่อสู้ทางความคิดกันเป็นสองปี จนในที่สุดผมก็ต้องยอมให้กับเหตุผลของคุณพ่อ ว่าสุดท้ายแล้วผมอยากทำอะไรจริงๆ หลังเรียนจบก็คืออยากทำธุรกิจ ดังนั้นเมื่อตั้งเป้าไว้แล้วก็ต้องเลือกเรียนในสิ่งที่จะสนับสนุนส่งเสริมเป้าหมายของเราได้คือ คณะบริหารธุรกิจ”
“ส่วนความรู้ด้านนิเทศศาสตร์พ่อไม่ได้ห้ามที่จะเรียนรู้ แต่ต้องมีความรู้ด้านอื่นๆ ติดตัวไปด้วย เมื่อมีโอกาสเข้ามาทำงานในวงการ ถึงจะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ หรืองานใหญ่ๆ ก็ต้องเรียนรู้จากการทำงานให้ได้มากที่สุด แต่หากวันหนึ่งที่เราไม่ได้เดินเส้นทางนี้แล้ว ความรู้จากมหาวิทยาลัยที่เราเลือกนี่แหละจะช่วยเราได้ในอนาคต”
เมื่อเราย้อนถามถึงผลงานล่าสุดที่หนุ่มน้อยรับบทเป็นโจ นักเรียนผู้เป็นตัวแปรให้ความรักของครูหนุ่ม และแฟนหนุ่มสั่นคลอน ในหนังอินดี้ที่กลุ่มเป้าหมายเป็นชายรักชายชัดเจน การตัดสินใจ และความยากง่ายของงานแสดง
“ต้องเล่าก่อนว่าผู้กำกับเขาเจอผมจากโซเชียลมีเดีย เขาบอกว่าผมเหมาะกับคาแรกเตอร์ของตัวละครโจ จึงเรียกมาพูดคุย ผลก็คือได้เล่น ผมมองว่าเป็นงานที่ท้าทายและได้เรียนรู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่คนอื่นๆ รู้ว่าจะเล่นเรื่องนี้ก็มีคำถามเหมือนกัน แต่สำคัญที่คนรอบข้างเขาเข้าใจจึงไม่มีอะไรน่ากังวล คำถามจากบางคนที่เราไม่ได้รู้จัก หรือใกล้ชิดก็มองข้ามไป ถ้าเขาจะสงสัยก็ปล่อยให้เขาคิดต่อไป แค่คนที่แวดล้อมใกล้ชิดกับเราเข้าใจก็พอแล้ว
“สำหรับบรรยากาศการทำงานเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ยังไม่เคยได้ลอง ผมได้เรียนรู้เรื่องการแสดงและการทำความเข้าในตัวละคร ไม่ค่อยได้ทำอะไรแบบนี้เพราะปกติเป็นเด็กอ่านการ์ตูนทั่วไป แต่เด็กคนที่เราไปรับบทเป็นคนที่ขาดความอบอุ่น ต้องการคนมาดูแลเอาใจใส่ ผมว่าเขาเป็นเด็กน่าสงสารค่อนไปทางโชคร้าย ผมต้องเข้าถึงความเป็นโจ (ตัวละครที่รับ) นึกถึงว่าพ่อแม่เขาเป็นอย่างไร อยู่บ้านเป็นยังไง อยู่โรงเรียนเป็นยังไง อะไรที่ผลักให้เขาเป็นคนแบบนี้ ค่อนข้างที่จะต้องทำความเข้าใจกับตัวละครพอสมควร ผมว่าสิ่งที่ยากคือโจเป็นคนที่มีแววตาเศร้าแต่เพราะผมเป็นคนหน้ายิ้มจึงเป็นงานที่ค่อนข้างยากเรื่องการสื่อสาร การได้เข้ามาทำงานตรงนี้จริงๆ ผมรู้สึกสนุกและพอใจกับผลงานตัวเองที่ออกมา แต่สำหรับคนดูคงเป็นจริตของแต่ละคน”
สำหรับบนถนนสายบันเทิง อาร์มยืนยันไม่ได้ว่าจะออกเดินทางไปได้ไกลแค่ไหน แต่สิ่งที่เขากำลังตั้งใจที่สุดขณะนี้คือ การเรียนชั้นปีที่ 1 ให้ได้ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถจะมี
“การเรียนสาขาบริหารระหว่างประเทศสำหรับผมค่อนข้างหินพอสมควร แต่พอผมเห็นเป้าหมายชัดเจนแล้วว่าอยากจะเป็นเจ้าของกิจการ การได้เรียนในสิ่งที่ตอบโจทย์จึงเป็นกำลังใจสำคัญ ส่วนความฝันอื่นๆ ถือเป็นจังหวะและโอกาสที่จะผ่านเข้ามา”
อาร์มทิ้งท้ายกับเรายิ้มๆ ว่า “ที่ผมตัดสินใจที่จะฝันร่วมกับคุณพ่อก็เพราะประโยคหนึ่งของเขาคือ เราไม่ได้เลือกงาน แต่งานต่างหากที่เลือกเรา”







