posttoday
เส้นทางสู่ภาพลักษณ์สีเขียวของจีน

เส้นทางสู่ภาพลักษณ์สีเขียวของจีน

27 กันยายน 2557

สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากการพัฒนาของประเทศจีนก็คือว่า ถ้าจะมองจีนก็ไม่ควรแค่มองดูการเติบโตอย่างรวดเร็วของจีนเท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากการพัฒนาของประเทศจีนก็คือว่า ถ้าจะมองจีนก็ไม่ควรแค่มองดูการเติบโตอย่างรวดเร็วของจีนเท่านั้น แต่เราต้องทำความเข้าใจควบคู่กันไปด้วยว่า การเติบโตของประเทศนี้ส่งผลอย่างไรกับใครบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่จีนมีความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน นอกจากนั้นแล้วอีกหนึ่งมิติที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ นอกจากการเผาผลาญพลังงานจำนวนมหาศาลแล้ว จีนให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

ย้อนหลังไปในช่วงทศวรรษ 1990s ยังคงเป็นยุคที่จีนเคยเป็นประเทศส่งออกน้ำมันไปขายยังต่างประเทศ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป จีนเปิดประเทศและปฏิวัติอุตสาหกรรมสร้างการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จนปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ในประเทศเริ่มไม่เพียงพอ ในที่สุดก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ปัจจุบันจีนถือเป็นชาติที่มีการใช้น้ำมันมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหหรัฐอเมริกา โดยปริมาณน้ำมันประมาณ 1 ใน 3 ของโลก ถูกใช้งานไปในประเทศจีนและมากไปกว่านั้นยังได้มีการพยากรณ์ไว้อีกว่า ความต้องการใช้น้ำมันของจีนจะเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนแซงหน้าอันดับหนึ่งอย่างสหรัฐอเมริกาในอีกไม่ช้า จึงทำให้ทุกวันนี้บริษัทน้ำมันของจีนต่างต้องออกไปเสาะแสวงหาแหล่งน้ำมันใหม่ๆ ในต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบของการไปลงทุนเอง หรือไปซื้อกิจการน้ำมันของประเทศอื่นๆ ในขณะที่ท่อส่งก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ รวมถึงเรือบรรทุกก๊าซเหลวจากต่างประเทศก็ถูกใช้ขนส่งก๊าซมายังจีน เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแทบทุกวันและอีกแหล่งพลังงานที่จีนใช้มากที่สุด ก็คือถ่านหิน ซึ่งจีนมีการผลิตและใช้งานพลังงานจากถ่านหินมากติดอันดับโลกเช่นกัน ถือว่ากินสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้งานถ่านหินทั่วโลกเลยก็ว่าได้

เส้นทางสู่ภาพลักษณ์สีเขียวของจีน

 

การเผาผลาญทั้งน้ำมันและถ่านหินจำนวนมหาศาล ทำให้จีนขึ้นแท่นอันดับต้นๆ ของโลก ในการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน ซึ่งจากสถิติเมื่อปี 2554 ระบุว่าจีนปล่อยก๊าซคาร์บอนมากกว่า 8,000 ล้านตัน/ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ผู้นำหัวสมัยใหม่ของจีนได้นำพาประเทศเข้าสู่ความเป็นสากลมากขึ้น ทำให้จีนเริ่มมองหานโยบายและวิธีการพัฒนาประเทศใหม่ๆ ที่จะสร้างทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ในเรื่องของพลังงานนั้นจีนก็พยายามใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการควบคุมมลพิษควบคู่ไปกับการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า ภายในปี 2563 นี้ จะต้องหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของพลังงานทั้งหมด ผ่านแผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่อลดโลกร้อน หรือ The National Action Plan on Climate Change เริ่มประกาศเป็นครั้งแรกในปี 2550 ซึ่งใจความหลักของแผนงานชุดนี้คือ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าถ่านหิน การพัฒนาพลังงานความร้อนร่วมและการยกระดับคุณภาพเหมืองถ่านหิน

เส้นทางสู่ภาพลักษณ์สีเขียวของจีน

 

ในบรรดาพลังงานหมุนเวียนในประเทศจีน ดูเหมือนว่าไฟฟ้าพลังน้ำจะมีศักยภาพมากที่สุด เนื่องจากมีภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยและมีการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปีแล้ว ทำให้จีนติดอันดับประเทศที่มีการไฟฟ้าจากพลังน้ำมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเขื่อนซานเสียต้าป้าที่สร้างขวางกั้นแม่น้ำแยงซีเกียง คือหนึ่งในโครงการเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2555 มีกำลังการผลิตกว่า 2 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้กว่า 80 ล้านยูนิต/ปี รัฐบาลจีนมีแผนที่จะเพิ่มศักยภาพให้กับเขื่อนซานเสียต้าป้าให้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว แต่โครงการดังกล่าวยังไม่สามารถเดินหน้าไปได้ ณ เวลานี้ เนื่องจากยังติดปัญหาด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ตัวเลขในปี 2554 ระบุว่าจีนคือประเทศผู้ผลิตพลังงานลมมากเป็นอันดับสองของโลก คือผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 70 ล้านยูนิต/ปี โดยรัฐบาลมีเป้าหมายจะเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้มากขึ้นทุกปี แต่ก็ยังต้องลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า ในขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์ก็ได้รับการส่งเสริมมากเช่นกัน แต่ก็ยังมีสัดส่วนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับพลังงานน้ำและพลังงานลม ถึงแม้ว่าจีนจะได้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนโซลาร์เซลล์รายใหญ่ของโลกก็ตามที

เส้นทางสู่ภาพลักษณ์สีเขียวของจีน

 

แม้ว่าจีนจะมีการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ปริมาณความต้องการไฟฟ้ามากจนพลังงานหมุนเวียนผลิตได้เท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ ดังนั้นจีนก็ต้องใช้แหล่งพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ก็ต้องไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอน ซึ่ง ณ เวลานี้ คงไม่มีอะไรที่ตอบโจทย์จีนได้ดีไปกว่าไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ต่อการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมของจีน โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมโตเร็ว ทางภาคตะวันออกและทางตอนใต้ของประเทศ

เทคโนโลยีผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ยุคแรกๆ นั้น จีนนำเข้ามาจากฝรั่งเศส แคนาดา รัสเซียและสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จีนจะสามารถเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองได้สำเร็จ ซึ่งปัจจุบันจีนมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เปิดใช้งานแล้วประมาณ 21 โรง และอีกหลายสิบโรงที่อยู่ในระหว่างดำเนินการออกแบบและก่อสร้าง ซึ่งมีแนวโน้มว่าสัดส่วนของไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์จะเพิ่มมากขึ้นด้วยเหตุผลของประสิทธิภาพและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ทุกวันนี้แม้ว่าจีนจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการใช้พลังงานมากที่สุด และเป็นตัวการสำคัญของภาวะโลกร้อน แต่จีนก็แสดงให้โลกเห็นว่าจีนก็ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมเช่นกัน และการแก้ปัญหาในหลายส่วนก็ทำได้ไม่ยาก แม้ว่าจะยังไม่เห็นผลเป็นตัวเลขที่ชัดเจนก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าเป็นการปฏิบัติที่เห็นเป็นรูปธรรม เรื่องของการสร้างภาพลักษณ์สีเขียวให้กับประเทศจีนนั้น จึงยังคงเป็นประเด็นที่ท้าทายต่อไป แต่หลายคนก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ เนื่องจากจีนมีความเด็ดขาดในระบบการปกครอง ดังนั้นหากรัฐบาลกลางเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ก็ย่อมที่จะสามารถทำได้อย่างแน่นอน

เส้นทางสู่ภาพลักษณ์สีเขียวของจีน

 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท