
ชนากานต์ ชัยศรี เชฟนางงามผู้รักการสอน
จากนางงามเจ้าของตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์ ปี 1990 มาวันนี้ “ส้มชนากานต์ ชัยศรี” เธอได้ก้าวเดินสู่เส้นทางการเป็นเชฟ
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
จากนางงามเจ้าของตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์ ปี 1990 มาวันนี้ “ส้ม-ชนากานต์ ชัยศรี” เธอได้ก้าวเดินสู่เส้นทางการเป็นเชฟ เปิดโรงเรียนสอนทำอาหารและทำขนม ที่มีชื่อว่า “Sweet Story by Som” ร่วมกับน้องสาวอย่างภาคภูมิใจ
เธอเผยด้วยรอยยิ้มว่า เธอมีความสุขกับการสอนมากถึงมากที่สุด
“ความเป็นนางงามกับการเป็นเชฟอาจค่อนข้างค้านกัน คนมักคิดว่าเมื่อนางงามมาเป็นเชฟ คงทำได้ไม่เท่าไหร่ แต่ด้วยพื้นฐานของเรา เราเป็นคนทำอาหารเป็นตั้งแต่เด็ก พ่อแม่เข้าครัวตลอด เราเลยขลุกอยู่ในครัวเพื่อช่วยพ่อแม่ทำอาหารอยู่เรื่อยมา”
ชนากานต์เผยว่า เวลาช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำอาหาร เธอมักได้เทคนิคดีๆ อยู่เสมอ อีกทั้งได้จิตวิทยาในการสอนมาจากคุณพ่อของเธอแบบเต็มๆ
“เวลาพ่อให้เราทำอาหาร พ่อจะชิม และบอกว่าอร่อย แต่ถ้าเพิ่มนี่นิด ลดนี่หน่อย จะดีมาก เราคิดว่านี่คือเทคนิคการสอนที่ไม่ทำร้ายจิตใจเรา เขาปล่อยให้เราทำ แล้วค่อยเสริมเติมเทคนิคให้เราเอาไปต่อยอด ทำให้เราไม่หมดกำลังใจ และสนุกไปกับการทำอาหาร”
เมื่อกาลเวลาผ่าน จนได้เป็นนางงาม จนมีสามี มีลูกที่น่ารักถึงสามคน เธอเริ่มรู้สึกว่า น่าจะหาธุรกิจอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันที่ได้ใช้ความสามารถอันแท้จริงของตัวเอง อีกทั้งยังสามารถมอบเป็นมรดกให้กับลูกๆ ของเธอได้ เธอจึงคิดว่า ไปเรียนการทำอาหารที่โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ดีกว่า เผื่อจะได้มาทำโรงเรียนสอนทำอาหาร ได้นำความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็กๆ ถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังๆ ต่อไป
“เรารักการทำอาหารนะ ถ้าไม่รัก เราทำไม่ได้เลย การทำอาหารเป็นงานศิลปะที่ต้องมีใจรักอยู่พอสมควร ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ และต้องมีความคิดที่ก้าวหน้า ไม่มีการยึดติด ทุกอย่างต้องมีพัฒนาการ เวลาเราได้ทำอาหารที่หน้าตาออกมาดูสวยงาม กินได้ กินอร่อย แถมยังได้สอนคน เราว่านี่คืองานศิลปะที่ทำให้เรามีความสุข”
สำหรับโรงเรียนสอนทำอาหารและทำขนมของชนากานต์ เธอเปิดสอนตัวต่อตัว และสอนเป็นกลุ่ม รวมทั้งรับสอนตามองค์กรต่างๆ
“ก่อนอื่น เราต้องถามคนเรียนว่าเรียนไปเพื่ออะไร ถ้าเรียนไปเพื่อเปิดร้าน หรือเรียนเพื่อทำอาหารให้ครอบครัวกิน เราจะครีเอทเมนูให้ตรงกับความต้องการของเขา เพราะการทำขายกับทำกินเองในครอบครัว มันไม่เหมือนกัน เราอยากให้เขาเรียนแล้วได้อะไรที่ตรงกับความต้องการของเขา พอเรียนเสร็จ เขาทำได้จริง พอเขาทำไม่ได้ หรือลืม เขาสามารถมาปรึกษาเราได้ เราจะแก้ไขให้ นี่คือการบริการหลังการขายที่เราคิดว่ามันดีกับคนที่มาเรียนกับเรา”
ณ ตอนนี้ ชนากานต์เผยว่า เธอเปิดโรงเรียนมาได้สามปีแล้ว เป็นสามปีที่ย่อมมีปัญหาและอุปสรรค “แรกเริ่มอาจไม่ได้มีนักเรียนมากมาย อาจไม่ได้เห็นถึงผลกำไร แถมคู่แข่งก็เยอะ ตัวเราก็ยังหวาดๆ ว่าคนจะมั่นใจในตัวเรามั้ย เพราะเราเป็นนางงามมาก่อน แต่เราก็พยายามทำให้คนได้เห็นถึงวิธีการทำอาหารของเรา เพื่อให้เขาเห็นว่าเราทำได้จริงๆ และทำได้ดีด้วย ก็พยายามออกสื่อให้ได้มากที่สุด และทำให้เพื่อนชิม เพื่อการพูดปากต่อปาก”
ชนากานต์บอกเล่าว่า เคยมีคนบอกกับเธอว่า เธอเหมาะที่จะสอนคนมากถึงมากที่สุด “คงเป็นเพราะเราพูดได้ ทำได้ และมีจิตวิทยาในการโน้มน้าวคน การเป็นนางงามทำให้เราได้ออกงานสังคม ได้เป็นพิธีกร อีกทั้งยังได้หลักจิตวิทยาในการพูดจากคุณพ่อด้วย ที่สำคัญเราเป็นคุณแม่ด้วย เราเลยมีความสุขกับการพูดการสอน การสอนที่ดีคือการให้ลูกศิษย์ได้เรียนรู้จากสิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่เรียนรู้จากสิ่งที่เราสอนๆๆๆ”
นอกจากการสอน วันว่างๆ ชนากานต์มักจะให้เวลากับลูกๆ ไปเที่ยวตามที่ต่างๆ เปิดหูเปิดตา หรือเวลาไปทำงานที่ไหนก็ตาม ถ้าลูกว่าง เธอจะพาลูกไปด้วย “ลูกเห็นเราทำงานตั้งแต่เล็ก เขาเลยไม่ค่อยงอแง เขาเห็นเรากว่าจะได้ตังค์ มันยากลำบากมาก เมื่อเขาได้เรียนรู้จากจุดนี้ เราจะได้เป็นคนที่รู้คุณค่าของการทำงาน และคุณค่าของเงินค่ะ (ยิ้ม)”
คติประจำใจ : จงใช้ชีวิตอย่างมีสติ “เพราะเราผ่านช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสูญเสีย สองปี เสียสามคน คือ สามี น้องชาย และคุณพ่อ ถ้าไม่มีสติ ลูกและคนในครอบครัวเราจะอยู่ยังไง แม้มันจะเป็นช่วงเวลาที่หนักมาก แต่เราต้องมีสติ โชคดีที่ลูกเราก็คอยซัพพอร์ตสภาพจิตใจเรา ลูกชายคนเล็กบอกเราว่าเราสองคนเหมือนกัน เขาเหลือเราคนเดียว เราก็เหลือยายคนเดียว เราเลยประคองสติไม่ให้หลุด ไม่งั้นทุกอย่างพัง”
Broccoli and Raspberry Cake
“เมนูนี้เกิดขึ้นจากการที่ลูกของเราไม่ชอบกินผัก เราเลยเอาผักกินยากๆ เหม็นๆ เขียวๆ มาลองทำเป็นเค้ก พอลูกกิน ลูกไม่รู้เลยว่ามีผัก แถมชอบด้วย ซึ่งถ้าใครสนใจ เรารับทำตามออร์เดอร์ โทรศัพท์สอบถามได้ที่ 099-391-5545 ค่ะ”
เค้ก Sponge
ส่วนผสม
แป้งเค้ก 200 กรัม
ผงฟู 3 กรัม
น้ำตาล 120 กรัม
เกลือ
น้ำอุ่น 80 มิลลิกรัม
นม 80 มิลลิกรัม
ไข่ไก่ 3 ฟอง
เนย 130 กรัม
SP (สารอิมัลซิไฟเออร์) 20 กรัม
วานิลลา
ผักบร็อกโคลี่ (ปั่นแยกเนื้อน้ำ)
วิธีทำ
ใส่นม น้ำอุ่น ไข่ น้ำตาล SP ลงโถปั่น แล้วปั่นจนเป็นครีมข้น ใส่แป้ง เกลือ ผงฟู ที่ร่อนรวมกันไว้ รวมทั้งใส่เนื้อบร็อกโคลี่ไปปั่นต่อจนเข้ากัน เทเนยที่ละลายและตีให้เข้ากัน เข้าอบไฟ180 องศา ใช้เวลา 30นาที นำออกมาตัดเป็นฐานเค้ก
Broccoli Cream
ส่วนผสม
บร็อกโคลี่บด 70 มิลลิกรัม
ไข่ไก่ 1 ฟอง
น้ำตาล 20 กรัม
น้ำมะนาว 5 มิลลิกรัม
เนย 60 กรัม
เจลาติน 3 กรัม
วิปปิ้งครีม 80 มิลลิกรัม
วิธีทำ
เทบร็อกโคลี่บด น้ำมะนาว น้ำตาล ลงหม้อตั้งไฟพอเดือด ใส่เนยลงไปจนเดือด ยกลงเทในชามไข่ที่ตีไว้ให้เข้ากันแล้ว นำขึ้นตั้งไฟใหม่ คนจนกว่าจะข้นเป็นครีม ยกลงใส่เจลาติน และกรองลงชามพักไว้ให้เย็น แล้วนำมาผสมกับวิปปิ้งครีมที่ตีแล้ว และเทลงไปบนเนื้อเค้กที่ตัดเตรียมไว้นำเข้าแช่เย็นให้เซตตัว
Raspberry Mousse
ส่วนผสม
ราสพ์เบอร์รี่บด 150 มิลลิกรัม
น้ำมะนาว 5 มิลลิกรัม
น้ำตาล 25 กรัม
เจลาติน 5 กรัม
วิปปิ้งครีม 150 มิลลิกรัม
วิธีทำ
เท Raspberry pure น้ำมะนาว น้ำตาล ลงชามนำขึ้นคนบนน้ำร้อนจนน้ำตาลละลายยกลงใส่เจลาติน กรองพักไว้จนเย็นนำมาผสมกับวิปปิ้งครีมที่ตีไว้ แล้วใส่ลงบนชั้นเค้ก แช่เย็นไว้จนเซตตัว
Glaze
ส่วนผสม
ราสพ์เบอร์รี่บด 100 มิลลิกรัม
น้ำตาลฟองดอง 120 กรัม
กลูโคส 40 กรัม
เจลาติน 6 กรัม
วิธีทำ
เทราสพ์เบอร์รี่บด น้ำตาลฟองดอง กลูโคส ลงชามนำขึ้นตั้งบนน้ำร้อนจนละลายหมด ยกลงใส่เจลาตินคนให้ละลาย กรอง พักให้เย็น และเทเป็นชั้นสุดท้ายของเค้ก แช่เย็น







