
แชร์ลูกโซ่หนังสือ สิ่งดีๆ ที่ควรส่งต่อ
วันหนึ่งผมได้รับแชร์ลูกโซ่หนังสือผ่านทางเฟซบุ๊กจากเพื่อนร่วมวิชาชีพคนหนึ่ง สิ่งที่อุบัติขึ้นในห้วงความคิดแรกของผมคือ “เจ๋งดีว่ะ”
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร
วันหนึ่งผมได้รับแชร์ลูกโซ่หนังสือผ่านทางเฟซบุ๊กจากเพื่อนร่วมวิชาชีพคนหนึ่ง สิ่งที่อุบัติขึ้นในห้วงความคิดแรกของผมคือ “เจ๋งดีว่ะ” เพราะเราได้รู้ว่าเพื่อนคนนี้ของเราเขามี 10 หนังสือในดวงใจเป็นเรื่องอะไรบ้าง และมันมีอิทธิพลทางความคิด ชีวิต และจิตใจของเขาอย่างไรบ้าง เมื่อเขาส่งต่อมาถึงเรา นั่นหมายความว่า เขาย่อมอยากรู้ว่าหนังสือเล่มไหนเป็นรากฐานทางความคิดของเรา หล่อเลี้ยงให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างที่เราเป็นในปัจจุบัน ท้ายที่สุดแล้ว ในความคิดของผม ผมคิดว่าปรัชญาของการแชร์ลูกโซ่หนังสือนี้ มันคือ “การแบ่งปันปัญญาที่มาจากหนังสือเล่มที่เราอ่าน เพื่อให้ผู้อื่นได้เห็นคุณค่าของหนังสือเล่มนั้น แล้วได้ตามหามาอ่านด้วย”
เมื่อหนังสือที่ดีและมีประโยชน์ได้ส่งต่อถึงกันเป็นวงกว้าง
แสงสว่างทางปัญญาก็จะขยายเป็นวงกว้างตามไปด้วยนั่นเอง
เมื่อผมได้รับแชร์ลูกโซ่หนังสือมาแล้ว ผมต้องมีการส่งต่อแชร์ลูกโซ่หนังสือไปยังบุคคลที่ผมคิดว่าเขาเป็นนักอ่านตัวยง และมีอิทธิพลทางความคิดต่อผู้คนไม่มากก็น้อย ซึ่งผมเชื่อว่า หนังสือ 10 เล่มของบุคคลเหล่านี้ น่าจะเป็นประโยชน์ได้กับเราๆ ท่านๆ ได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญที่สุด การแชร์ลูกโซ่หนังสือในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จไปไม่ได้ หากเราไม่ลองหาหนังสือในดวงใจของบุคคลเหล่านี้มาอ่านดู อ่านแล้วจะได้ค้นพบอะไรบางอย่าง เหมือนบุคคลเหล่านี้ได้ค้นพบ
‘การอ่าน คือการอุบัติขึ้นมาของตาดวงที่สาม’ ว.วชิรเมธี
“เล่มแรก คือ พุทธธรรม โดย ป.อ.ปยุตฺโต หนังสือเล่มนี้ได้ประมวลเนื้อหาสาระของพระพุทธศาสนาที่เป็นแก่นแท้และอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย รวมทั้งร้อยเรียงประเด็นที่น่าสนใจในพุทธศาสนาเอาไว้อย่างสมบูรณ์ เล่มที่สอง คือ อิทัปปัจจยตา โดย พุทธทาสภิกขุ หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายหลักธรรมที่เข้าใจยากที่สุด แต่สำคัญที่สุดของพุทธศาสนาได้อย่างแจ่มกระจ่าง และยังแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพทางปัญญาอันเอกอุของพุทธทาสภิกขุ เล่มที่สาม คือ กาลานุกรมพุทธศาสนา โดย ป.อ.ปยุตฺโต เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้เราหลุดออกมาจากโลกทัศน์อันคับแคบ ที่คิดว่าพุทธศาสนาดีที่สุด หรือประเทศไทยดีที่สุด เล่มที่สี่ คือ เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา โดย พุทธทาสภิกขุ หนังสือเล่มนี้ได้บอกเล่าถึงตัวตนและงานของพุทธทาสภิกขุจากคำบอกเล่าของท่านเอง ผู้ที่อยากรู้จักพุทธทาสภิกขุและกระบวนการปฏิรูปพุทธศาสนาที่ก้าวหน้าที่สุดแห่งยุคต้องไม่พลาดเล่มนี้ เล่มที่ห้า คือ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ โดย ติช นัท ฮันห์ หนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือในการเจริญสติในชีวิตประจำวัน โดยท่านชี้ให้เห็นว่าเราสามารถบูรณาการการปฏิบัติธรรมเข้ากับทุกกิจกรรมของชีวิตได้อย่างเป็นธรรมชาติ เรามีชีวิตอยู่ที่ไหน เรากำลังทำอะไร การปฏิบัติธรรมควรจะอยู่ตรงนั้น และควรจะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น
เล่มที่หก คือ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ โดย ฟริตจ๊อบ คาปร้า หนังสือเล่มนี้จุดประกายให้เห็นถึงความผิดพลาดของโลกทัศน์แบบแยกส่วนและตัดทอนที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ และกลายเป็นที่มาของปัญหานานาประการในโลกปัจจุบัน จากนั้นจึงเสนอทางออกด้วยการให้เราเรียนรู้ที่จะมองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยโลกทัศน์แบบองค์รวม เล่มที่ 7 คือ ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว โดย มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ อดีตนักวิทยาศาสตร์ในห้องวิจัยท่านนี้ได้กลายมาเป็นต้นคิดและต้นแบบของเกษตรกรรมแบบธรรมชาติที่ทำการเกษตรโดยการไม่กระทำ หรือไม่แทรกแซงธรรมชาติ เล่มที่ 8 คือ อุปลมณี โดย หลวงพ่อชา สุภัทโท นี่คือหนังสือรวมพระธรรมเทศนาหรือคำสอนที่สำคัญที่สุดของหลวงพ่อชา สุภัทโท เป็นหนังสือที่เผยให้เห็นว่าท่านพัฒนาตนเองมาอย่างไร สอนลูกศิษย์ชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างไร แก่นพุทธศาสนาแบบเถรวาทแท้มีความเข้มข้นทุกกระเบียดนิ้วนั้นเป็นอย่างไร เล่มที่ 9 คือ ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน โดย เปาโล คูเอลโญ หนังสือเล่มนี้ได้ก่อเกิดแรงบันดาลใจแก่ชาวโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน เนื้อหาของหนังสือเล่าถึงชายหนุ่มผู้ต้องการค้นหาขุมทรัพย์ เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางตามหา และในที่สุดก็ค้นพบขุมทรัพย์ล้ำค่าอย่างที่ฝัน แต่ขุมทรัพย์นั้นอยู่ที่ไหน เป็นเรื่องที่เราแต่ละคนต้องหาคำตอบเอาเอง เล่มสุดท้าย คือ ปรัชญาชีวิต โดย คาลิล ยิบราน หนังสือเล่มนี้สมบูรณ์พร้อมทั้งวรรณศิลป์และความเข้าใจต่อโลกและชีวิตอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังเป็นดั่งประภาคารทางปัญญาอันไม่เคยมอดดับ
อาตมาขอส่งแชร์ลูกโซ่หนังสือนี้ไปยังเพื่อนต่างวัย ที่มักจะมาชุมนุมอ่านหนังสือและสนทนาธรรมกันอยู่เสมอ นั่นคือ สุทธิชัย หยุ่น ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ และวิกรม กรมดิษฐ์”
‘หนังสือที่เราอ่าน สะท้อนตัวตนของเรา’ ฐิตินาถ ณ พัทลุง
“เล่มแรก คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทุกภาค โดย เจ.เค. โรว์ลิ่ง เล่มที่สอง คือ ทไวไลท์ โดย สเตเฟนี เมเยอร์ เล่มที่สาม คือ เดอะ ซีเคร็ต การ์เดนท์ เล่มที่สี่ คือ ลิตเติ้ล ลอร์ด ฟาวน์เติลรอย เล่มที่ห้า คือ อะ ลิตเติ้ล พริ้นเซส ทั้งสามเล่มนี้เป็นผลงานของ ฟรานเซส ฮอดจ์สัน เบอร์เน็ตต์ เล่มที่หก คือ ซีรีส์นิทานภาพ เล่มที่เจ็ด คือ ซีรีส์นิทานเด็ก โดย สำนักพิมพ์ อัสบอร์น ประเทศอังกฤษ หนังสือเหล่านี้ได้มอบความลับของจักรวาลให้แก่เรา เป็นความลับของจักรวาลที่จะทำให้มนุษย์เนรมิตความสุขความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง หากมนุษย์รู้จักเอาความลับของจักรวาลมาใช้บริหารความรู้สึกของตัวเอง ก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น เช่น คนที่ทำร้ายเรา ทำให้เราเจ็บปวดหรือกลัว พอคิดถึงเขา เราก็เจ็บปวด หรือเวลาที่เรานึกถึงคนที่หักหลังหรือทรยศเรา พอนึกถึงเขา ใจเราก็เจ็บแปลบ อย่างคาถาที่แฮร์รี่ใช้ทั้งหมด เป็นเรื่องจิตใต้สำนึกทั้งหมด เช่น ตัวผู้คุมวิญญาณที่สูบความสุขของเราไป ก็เหมือนนักดับฝันที่ไม่ประสงค์ดีกับเรา ที่พอเขาพูดไม่ดีปุ๊บ เราฟัง เราก็หมดแรง ไม่มีพลังใจ ซึ่งเราต้องเสกคาถาผู้พิทักษ์ นั่นคือการนึกถึงความสุขที่เข้มข้นซ้อนๆ กัน ทำให้เราสามารถขับไล่ผู้คุมวิญญาณนี้ออกไป อย่าง ทไวไลท์ เป็นหนังสือฟีลกู๊ดนะ ถึงแม้จะมีเรื่องไล่ล่า แต่ทุกอย่างมันจะแฮปปี้เอนดิ้งในตัวของมันเอง สำหรับซีรี่ส์นิทานเด็กของสำนักพิมพ์ของอังกฤษ สังเกตไหมว่ามันมักจะเป็นเล่มหนาๆ พิมพ์สี่สีทุกหน้า ปกบุนวมให้มันนิ่มๆ มันเป็นความลับของหนังสือนิทานเด็กที่ทำให้เราได้เห็นถึงหลักการใช้ชีวิต ธรรมะ จิตวิทยา ปรัชญา ที่ซ่อนอยู่ในหนังสือทุกส่วน ทั้งการวางภาพ การสลับหน้า การให้สี เขาถือว่าหากเราให้สิ่งที่ดีแก่คนอ่าน เราก็จะได้สิ่งที่ดีคืนกลับมา
สำหรับเล่มที่แปด คือ พุทธธรรม โดย ป.อ.ปยุตฺโต เป็นที่สุดของชีวิตแล้วที่เราควรจะมี ที่ควรจะอ่าน เล่มที่เก้า คือ เข็มทิศชีวิต ทั้ง 7 เล่ม ที่เลือกหนังสือของตัวเอง เพราะเชื่อว่ามันเป็นหนังสือที่ดีกับตัวเรา และเราเชื่ออยู่เสมอว่ามันจะดีกับคนที่ได้อ่าน และเล่มสุดท้าย คือ เดอะ เซเว่น แฮบิทส์ ออฟ ไฮลี่ เอ็ฟเฟกต์ทีฟ พีเพิล โดย สตีเฟ่น อาร์.โคเวย์ หนังสือเล่มนี้ได้เผยถึงหลักธรรมะตลอดทั้งเล่ม เพียงแค่เรามองหา เราก็จะมองเห็นหลักธรรมะจากหนังสือเล่มนี้
อ้อยขอส่งแชร์ลูกโซ่หนังสือนี้ไปยังน้องรัก อาตุ๊ยตุ่ยพุทธชาด พงศ์สุชาติ น้องก้อยรัชวิน วงศ์วิริยะ และเพื่อนรัก เพ็ญ สุขสมบูรณ์วงศ์”
‘You Are What You Read’นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล
“เล่มแรก คือทิวส์เดย์ วิธ มอร์รี่โดยมิตช์ อัลบอมเล่มนี้มีน้องคนหนึ่งที่ชื่นชอบหนังสือที่เราเขียนให้มา พอได้อ่าน ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตจากอาจารย์มอร์รี่ ซึ่งป่วยใกล้ตายว่า เราจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของเราให้คุ้มค่ามากขึ้นได้อย่างไร เล่มที่สอง คือความรักเท่าที่รู้ โดย นิ้วกลมที่ชอบหนังสือเล่มนี้ เพราะเรารู้สึกว่าเรามีความเชื่อคล้ายๆ เขา ตรงที่ว่าไม่มีใครเก่งที่สุดในเรื่องของความรัก เรามีความรักเท่าที่รู้ เรามีความรู้เท่าที่เราเคยรัก อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วอิ่มหัวใจมาก เล่มที่สาม คือเสียดายคนตายไม่ได้อ่าน โดย ดังตฤณ หนังสือเล่มนี้ช่วยทำให้เรามีวิธีคิดที่แข็งแกร่งมากขึ้น อ่านแล้วทำให้เรามีสิ่งดีๆ เก็บไว้ในลิ้นชักสมอง เวลาที่เราจัดรายการคลับ ฟรายเดย์ ก็มักจะหยิบเอาสิ่งดีๆ นั้นมาใช้ เล่มที่สี่ คือ นิทานตบกบาล โดย วิชัย หนังสือเล่มนี้ถูกโฉลกกับเรามาก อ่านง่ายและเร็ว แถมเรียกสติเราได้มากมาย เล่มที่ห้า คือ เข็มทิศชีวิต โดย ฐิตินาถ ณ พัทลุง หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกให้เราคิดบวก แล้วใช้ชีวิตอยู่ในโลกสวย แต่ให้เราคิดบวก แล้วอยู่ในโลกความจริงได้ ครูอ้อยถ่ายทอดวิธีคิดได้อย่างน่าสนใจ และคนอ่านก็สามารถนำไปปฏิบัติได้เป็นอย่างดีด้วย
เล่มที่หก คือคุยกับประภาส โดย ประภาส ชลศรานนท์ หนังสือของพี่จิกอ่านแล้วละมุนใจมาก พี่จิกมักตอบคำถามแบบไม่มีคำไหนหยาบ แต่แรงในการเรียกสติเราให้กลับคืนมา เล่มที่เจ็ด คือ เจ็บเพราะรัก โดย คนที่อยู่ข้างหลัง คุณผู้เขียนเป็นจิตแพทย์ที่เอาหลักจิตวิทยามาช่วยทำให้เราสามารถรับมือกับความรักที่เจ็บปวดได้เป็นอย่างดี เล่มที่แปด คือ ดี-ไทป์ โดย นิติพงษ์ ห่อนาค หนังสือเล่มนี้เป็นการตอบปัญหาสไตล์พี่ดี้ที่หลากหลายและเป็นประโยชน์กับผู้อ่านมาก เล่มที่เก้า คือ เวลาในขวดแก้ว โดย ประภัสสร เสวิกุล ไม่ว่าหนังสือเล่มนี้จะนำไปทำเป็นหนังหรือละครออกมากี่ร้อยรอบ แต่อรรถรสในการอ่านมันอิ่มหัวใจมาก นิยายเรื่องนี้สอนให้เราได้เรียนรู้ว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่เรามีอะไร แต่อยู่ที่เรารู้สึกยังไงกับสิ่งที่เรามี เล่มนี้ทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการทำงานมากถึงมากที่สุด เล่มสุดท้าย คือ เราจะมองนอนฟ้าด้วยกันอีกครั้ง โดย สุรักษ์ สุขเสวี หนังสือเล่มนี้ พี่สุรักษ์เขียนมาจากชีวิตจริงที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเพลงที่พี่เขาแต่ง อย่างเพลง คนที่แสนดี มาจากคนที่เขารัก ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แล้วสุดท้ายก็ร่ำลาจากกันไป พี่สุรักษ์ เล่าว่า เวลาตื่นมาตอนเช้า เขาจะไปรูดม่านปิด เพื่อไม่ให้แสงแดดกระทบกับแฟนที่กำลังนอนอยู่ ถึงแม้ทุกวันนี้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว แต่ก็ยังทำอยู่ เพื่อให้ตัวเองยังได้คิดถึงเรื่องราวเก่าๆ
เราขอส่งแชร์ลูกโซ่หนังสือนี้ไปยังนักเขียนที่เราชื่อชอบ นั่นคือ นิ้วกลม,ประภาส ชลศรานนท์ และสุรักษ์ สุขเสวี”
‘การอ่านหนังสือ ทำให้เราไม่เป็นคนคับแคบ’วนิษา เรซ
“เล่มแรก คือ Flat Belly Diet โดย Liz Vacczriello หนังสือเล่มนี้นำเสนอการกินอาหารไม่ให้ลงพุง อ่านแล้วได้ความคิดใหม่ๆ นำมาใช้ได้จริง เล่มที่สอง คือ ยิ่งนอน ยิ่งผอม แปลจาก สำนักพิมพ์Doingโดย สิริลักษณ์ กวีวิโรจน์กุล อ่านแล้วทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการนอนไม่ได้ช่วยแค่สมองไบรท์ แต่ช่วยได้หลายเรื่อง แถมมีงานวิจัยและมีคำอธิบายมารองรับ เล่มที่สาม คือ ซีรี่ส์ ชุดธรรมชาติช่วยชีวิต โดย ดร.ทอม วู ผู้เขียนท่านนี้ป่วยเป็นมะเร็งที่รักษาหายแล้ว เขาเลยแนะนำเรื่องสุขภาพองค์รวมและการดื่มน้ำผัก เล่มที่สี่ คือ มาทิลดา นักอ่านสุดวิเศษ โดย โรอัลล์ ดาห์ล อ่านแล้วชอบ มาทิลดา เพราะเป็นเด็กแก่น ฉลาด กล้าคิดกล้าทำ กล้าเถียงผู้ใหญ่แบบฉลาด เล่มที่ห้า คือ Ambition Is Not a Dirty Word โดย ดร.เดบรา คอนเดร็น หนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือสำหรับคนอยากประสบความสำเร็จในชีวิต
เล่มที่หก คือ หายเจ็บหายจนด้วยตนเอง โดย อ.สุทธิวัสส์ คำภา เป็นหนังสือที่แนะนำให้เราได้รู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เล่มที่เจ็ด คือ เล่มเดียว คุ้มโรคภัย โดย จำรัส เซ็นนิล ผู้เขียนเป็นดีเจจัดรายการวิทยุเกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งเมื่อเขาถ่ายทอดเป็นงานเขียน เขาก็เขียนได้ดี เขียนแบบสั้นๆ เลยทำให้เราอ่านแล้วเข้าใจง่าย เล่มที่แปด คือ นาฬิกาชีวิต สูตรลับหุ่นดี ได้ผลง่าย ไม่ต้องอด โดยนพ.บัญชา แดงเนียม ชอบสิ่งที่คุณหมอท่านนี้ได้แนะนำ ซึ่งใช้ได้ดีกับตัวเรามากๆ เล่มที่เก้า คือ บุกรังโจน โดย สุดใจ ขำขันมณี อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก อยากให้มีคนปลูกบ้านดินและปลูกผักกินเองแบบพี่โจนกันมากๆ อยากให้มีคนแบบนี้เยอะๆ เล่มสุดท้าย คือ Plants โดย ปลารี่ ผู้เขียนเขาเป็นนักวาดการ์ตูน แล้วเขาเลี้ยงกระบองเพชรแบบผิดๆ ถูกๆ แต่สามารถทำให้เราสนใจการเลี้ยงกระบองเพชรได้ อ่านแล้วทำให้เราอยากลองปลูกต้นกระบองเพชรขึ้นมาบ้าง ซึ่งตอนนี้ก็ปลูกอยู่ค่ะ ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากหนังสือเล่มนี้
หนูดีขอส่งต่อแชร์ลูกโซ่นี้ไปยังพี่สู่ขวัญ บูลกุลฐปนีย์ เอียดศรีไชย และโมเม-นภัสสร บุรณศิริ ทั้งสามท่านนี้เป็นผู้หญิงเก่งที่มีเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจ แถมเป็นนักอ่านที่หนูดีอยากรู้ว่าเขาอ่านหนังสืออะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้อ่านตามบ้าง”







