posttoday
ชวนคิดแบบ ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

ชวนคิดแบบ ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

23 กันยายน 2557

“ผมเคยทำธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จจนคิดฆ่าตัวตายนะ ... ผมไม่สงสัยเลยว่าต่อไปผมจะรวยไปเรื่อย รวยมากๆ ใช่เพราะฟลุกหรือโชคดี แต่เพราะผมมีความเชื่อที่ถูกต้อง”

โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน 

“ผมเคยทำธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จจนคิดฆ่าตัวตายนะ ... ผมไม่สงสัยเลยว่าต่อไปผมจะรวยไปเรื่อย รวยมากๆ ใช่เพราะฟลุกหรือโชคดี แต่เพราะผมมีความเชื่อที่ถูกต้อง”

ประโยคที่ออกมาจากปากผู้ชายที่ชื่อ ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ในการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตของเขา ไม่น่าเชื่อว่าสองประโยคที่สื่อความหมายต่างกันสองขั้วนี้ จะอยู่ในเรื่องราวของชีวิตลูกผู้ชายคนหนึ่งซึ่งอายุเพิ่งขึ้นเลข 3 เพียงไม่กี่ปี ด้วยความที่เคยล้มและพาตัวเองลุกขึ้นมาได้ บวกกับเคยเป็นหนึ่งในผู้ที่คิดอยากรวยให้เร็วที่สุดมาก่อน จนสุดท้ายกลับพบว่าไม่ใช่ไม่รวย แต่กลับจน วันนี้เขาจึงมีกองทัพความรู้มากมายมาแบ่งปันให้คนอื่นไม่ต้องผ่านบททดสอบในชีวิตแบบเขา

สำหรับกลุ่มนักลงทุน ผู้ที่ชื่นชอบเรื่องเกี่ยวกับหุ้น ชื่อของ ภาววิทย์ อาจไม่ใช่น้องใหม่แกะกล่องในวงการ เพราะเขาโลดแล่นอยู่ในแวดวงหุ้นและการลงทุนมาสักระยะ ปัจจุบันเขาเป็นนักลงทุน ที่ปรึกษาการลงทุนบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง และนักเขียน เป็นเจ้าของผลงานหนังสือเบสต์เซลเลอร์มาแล้วถึง 8 เล่ม และล่าสุดกับผลงานการเขียน “คิดแบบภาววิทย์” ของสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊คส์

“ผมเป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ในคอลัมน์ “ลมเปลี่ยนทิศ” ตั้งแต่ปีที่แล้ว (2556) พอมีโอกาสจึงมาร่วมงานกับสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊คส์เป็นครั้งแรก โจทย์ของผมตอนที่มาเขียนหนังสือเล่มนี้ คือ เมื่อบทบาทของเงินตราในยุคนี้เปลี่ยนไป แล้วคนรุ่นใหม่ได้ตระหนักรู้หรือเปล่า ยกตัวอย่างง่ายๆ สมัยก่อนคนเราทำงานหนักเพื่อเก็บเงินให้ได้มากๆ ฝากเงินไว้เปล่าๆ ก็รวยได้ ยกตัวอย่าง ฝากเงินไว้ 1 ล้านบาทในธนาคารเฉยๆ ผ่านไป 60 ปี 1 ล้านบาทจะกลายเป็น 1,000 ล้านบาท เพราะดอกเบี้ยสมัยก่อนอยู่ที่ 12% แต่เดี๋ยวนี้ดอกเบี้ยเงินฝากเหลือ 0.75 % ฝากไป 60 ปี เพิ่มมาไม่ถึง 2 ล้านบาท

ชวนคิดแบบ ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

 

ดังนั้น คนยุคนี้ต้องมองการออมในมุมใหม่ เพราะเงินไม่ใช่สินทรัพย์ (asset) ที่สร้างรายได้อีกต่อไป ภาววิทย์ บอกว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เพราะการพิมพ์ธนบัตรไม่ได้ผูกกับทองคำอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้เมื่อแนวโน้มการออกเปลี่ยนไป หนังสือเล่มนี้จึงพยายามจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ตระหนักว่าสมัยนี้คนรวยหรือจนไม่ได้วัดกันที่ว่าใครทำงานหนักกว่ากัน

“คนรวยมักเอาเงินที่ได้ไปเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ ส่วนคนธรรมดามักเอาเงินไปเปลี่ยนเป็นขยะ ขยะในที่นี้หมายถึงเอาเงินไปซื้อรถ ซื้อสมาร์ทโฟน ซื้อคอนโด ซึ่งสำหรับผมคอนโดเป็นสินทรัพย์แค่ 10 % เพราะสิ่งที่จะเป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นเป็นที่ต้องการ มีจำนวนจำกัด และเมื่อถือระยะยาวราคายังเพิ่ม”

ภาววิทย์ บอกว่า โจทย์ชีวิตของคนส่วนใหญ่ คือ อยากรวยเร็ว ยอมทำงานที่ตัวเองไม่ได้มีความหลงใหลหรือรักในสิ่งที่ทำ ซึ่งเขายอมรับว่าตัวเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น

“ผมเองก็พลาดเหมือนกัน ผมไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เลยเลือกเรียนด้านบริหารธุรกิจ เพราะคิดว่าเลือกอะไรที่กว้างที่สุดไว้ก่อน ปรากฏว่าจบมาก็มีคนจบสาขานี้เยอะมาก มาหางานแข่งกับผม ผมเลยตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ไปถึงผมมีโจทย์ว่าอยากรวยเร็ว เห็นเจ้าของร้านอาหารที่ออสเตรเลียขับเฟอร์รารี่ ผมเปิดร้านอาหารไทยที่นั่นบ้าง ปรากฏไปไม่รอด เกือบจะฆ่าตัวตาย จำได้ว่าตอนกลับมาเมืองไทยผมเสียความมั่นใจมากๆ”

พอกลับมาเมืองไทย ภาววิทย์ บอกว่า เขาเริ่มมาสนใจเรื่องหุ้น เลยศึกษาอย่างจริงจัง อ่านหนังสือ เข้าร่วมฟังสัมมนา เริ่มเขียนบล็อก แชร์ประสบการณ์ที่เคยผิดพลาดล้มเหลวมาก่อน นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างฐานแฟนคลับและเริ่มต้นงานเขียนของเขา

ชวนคิดแบบ ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

 

“ตอนที่ผมเริ่มออกหนังสือ ผมไม่แปลกใจที่หนังสือผมติดอันดับขายดี เพราะสมัยนี้ผมว่าหนังสือขายดีหรือไม่ไม่ได้อยู่ที่เขียนดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่มีฐานแฟนคลับหรือไม่มากกว่า”

ถามถึงชีวิตในฐานะนักลงทุน อยู่กับเรื่องเงินๆ ทองๆ ภาววิทย์ บอกเล่าอย่างอารมณ์ดีว่า ทุกวันนี้ชีวิตของเขาเหมือนคนวัยเกษียณ เขาไม่ได้ทำงานรูทีน แต่ได้ทำงานที่ชอบ ไม่ต้องเจอกับความรู้สึกแย่ของเช้าวันจันทร์

“ผมใช้เงินทำงาน ผมไม่ต้องเกาะติดหน้าคอมพ์เพื่อคอยดูตลาดหุ้น ถ้าเปรียบเทียบชีวิตผมตอนนี้ ตามที่ผมแบ่งไว้ 3 ระดับ คือ เลเวล 1 ขายเวลาตัวเองแลกเงิน เลเวล 2 ชั้นของการวางเงินทำงาน และเลเวล 3 เปลี่ยนไอเดียและเงินของคนอื่นเป็นมหาเศรษฐี ผมว่าตัวเองอยู่เลเวลที่ 2 และในอนาคตผมตั้งเป้าจะไปสู่เลเวลที่ 3 แต่ผมไม่กดดันตัวเองนะ จะไปถึงหรือไม่ถึงก็ไม่สำคัญ เพราะทุกวันนี้ผมเองก็มีความสุขกับงานที่ทำ”

ส่วนไลฟ์สไตล์วันว่าง ภาววิทย์ บอกว่า นอกจากวิ่งออกกำลังเป็นประจำแล้ว การอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เขาโปรดปราน และยอมเสียเงินหลักหมื่นให้กับการซื้อหนังสือในแต่ละเดือน เขาบอกว่า หนังสือแต่ละเล่มไม่จำเป็นต้องอ่านทุกหน้า อ่านแค่หัวข้อเพื่อจับประเด็น ไอเดียที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอก็ได้

ก่อนจบการสนทนาในวันนี้ ภาววิทย์ ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า เขาเองอาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในตลาดหุ้น เพราะยังมีคนที่เก่งกว่าอีกมากมาย แต่ตั้งแต่เด็กเขามีไอเดียว่า “ขอเป็นหัวหมาดีกว่าเป็นหางราชสีห์” เพราะฉะนั้นไม่ว่าในเกมไหน เขาขอดีที่สุดในจุดที่เขายืน เพราะถ้าคนเรารู้จุดยืนที่ใช่ของตัวเองก็เป็น เดอะ วินเนอร์ ได้ ยกตัวอย่างกูเกิลกับเฟซบุ๊ก ทั้งคู่ดีที่สุดในจุดที่ตัวเองยืน ฝ่ายหนึ่งเป็นเสิร์ชเอนจิ้นยักษ์ใหญ่ อีกฝ่ายเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดเหมือนกัน

ชวนคิดแบบ ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

คุยนอกรอบกับภาววิทย์ กับผลงานที่ผ่านมา

นักเขียนผลงาน SEED BestSeller ถึง 8 เล่ม แกะรอยหยักสมอง Series, ฟรีด้อมเทรดเดอร์, คลินิกหุ้นมือใหม่, ดีที่สุดในจุดที่ยืน, แกะรอยหยักชีวิต Filter ความคิด และ ออมในหุ้น

เจ้าของผลงาน Thailand Blog Awards “Business Blog” ปี 2011 & 2012

เป็นผู้จัดรายการ “แกะรอยหุ้น" ช่อง Money Channel

เป็นผู้จัดรายการ “แกะรอยหยักสมอง” ช่องกรุงเทพธุรกิจทีวี

เป็นนักลงทุนต้นแบบ ประจำรายการมือใหม่ ของ Money Channel

เป็นผู้จัดรายการวิทยุร่วมกับ จิระ ห้องสำเริง และอาจารย์สมชาย “Econ Biz” ทุกวันศุกร์ 4 โมงเย็น ช่อง FM 96.5 คลื่นความคิด

เป็นหนึ่งในแกนนำและวิทยากรหลักของ Stock2morrow “หนึ่งในชุมชนออนไลน์การลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย”

วิทยากรรับเชิญ “เรื่องการลงทุน” จากองค์กรชั้นนำและสื่อต่างๆ อาทิ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย, ปตท., ธนาคารกรุงเทพ, กรุงเทพประกันชีวิต, AIA, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยหอการค้า, กระทรวงการต่างประเทศ

เป็นวิทยากรของโครงการทายาทธุรกิจ และ SIP ของธนาคารกรุงเทพ

ร่วมตั้งโครงการ The Stock Master “First Thailand Trading Reality” กับหลักทรัพย์บัวหลวง เงินจริง ของจริง ทางช่อง Money Channel เพื่อยกระดับความรู้นักลงทุนไทย

เป็นหนึ่งในวิทยากรหลักให้กับโครงการการเงินมั่นคงกับครอบครัวบัวหลวง ของธนาคารกรุงเทพ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท