posttoday

ประมงพื้นบ้านสัตว์น้ำอินทรีย์ ต่อลมหายใจ (คน) ทะเล

22 กันยายน 2557

แม้ว่าทะเลจะกว้างใหญ่ แต่ปลาที่คนเราสามารถกินได้ไม่ได้มีอยู่ทุกที่ในทะเล โดยเฉพาะปลาที่สะอาดปลอดภัย

โดย...กองทรัพย์ ชาตินาเสียว

แม้ว่าทะเลจะกว้างใหญ่ แต่ปลาที่คนเราสามารถกินได้ไม่ได้มีอยู่ทุกที่ในทะเล โดยเฉพาะปลาที่สะอาดปลอดภัย หลายหน่วยงานจึงพยายามจะสื่อสารกับผู้บริโภคถึงความปลอดภัยของอาหารทะเล ซึ่งเครือข่ายรักษ์ปลารักษ์ทะเล เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นตัวกลางช่วยส่งเสียงความต้องการของผู้บริโภค และนำมาบอกกล่าวกับชาวประมง อีกทั้งยังส่งเสริมให้สัตว์น้ำที่จับด้วยชาวประมงชายฝั่งที่ปลอดภัยไร้สารปนเปื้อนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสัตว์น้ำอินทรีย์ส่งตรงถึงผู้บริโภคในเมืองผ่านการขายหลายรูปแบบ ทั้งสั่งจากเฟซบุ๊กทุก 15 วัน และประจำการเพื่อ “ปล่อยปลา” ทุกวันเสาร์อาทิตย์สุดท้ายของเดือนที่ Bangkok Farmer’s Market ศูนย์การค้าเค วิลเลจ ซอยสุขุมวิท 26 และเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงที่มาของสัตว์น้ำอินทรีย์ เครือข่ายจึงจัดทริปท่องเที่ยวสำหรับคนกินปลาเพื่อเรียนรู้นิเวศและวิถีประมงพื้นบ้านที่ทำการประมงแบบรับผิดชอบ

กว่าจะมีอาหารทะเลที่ปลอดภัย

ดร.สุภาภรณ์ อนุชิราชีวะ ผู้นำเครือข่ายรักษ์ปลารักษ์ทะเล ในฐานะนักวิจัยที่ศึกษาปัญหาทรัพยากรชายฝั่งมานานกว่า 20 ปี ให้ข้อมูลว่า การประมงพาณิชย์แบบไม่รับผิดชอบ ใช้อวนตาถี่ จับสัตว์น้ำวัยอ่อน ไม่เว้นแม้แต่ฤดูวางไข่ เพื่อให้การจับปลาแต่ละครั้งได้ปลากลับมามากที่สุด ส่งผลให้ระบบนิเวศในทะเลถูกทำลาย สัตว์น้ำน้อยลง ไม่เพียงเท่านั้นการรุกล้ำแต่ละครั้งใช้เวลานาน และเพื่อคงความสดของอาหารจึงมีสารเคมีที่ช่วยยืดอายุของสัตว์น้ำเหล่านั้นไว้ แน่นอนว่าส่งผลต่อเนื่องมาถึงผู้บริโภคที่ได้รับอาหารทะเลไม่ปลอดภัย

“เครือข่ายรักษ์ปลารักษ์ทะเลพยายามจะบอกกับคนกินอาหารทะเลว่า เรามีทางเลือกที่จะไม่สนับสนุนการประมงแบบไม่รับผิดชอบได้ เพราะยังมีกลุ่มชาวประมงที่ทำการประมงแบบรับผิดชอบอยู่ เราทำงานกับชาวประมง จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ พัทลุง สงขลา และพังงา ที่ชุมชนเหล่านี้ทำงานอนุรักษ์ท้องทะเลควบคู่ไปกับอาชีพของพวกเขา แต่ก็พบว่าปลาที่พวกเขาจับมาบางครั้งก็เข้าสู่ประมงพาณิชย์แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงมีโครงการประมงพื้นบ้าน สัตว์น้ำอินทรีย์ ที่เป็นช่องทางกระจายสัตว์น้ำปลอดภัยเหล่านี้ให้ถึงมือผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด”

ประมงพื้นบ้านสัตว์น้ำอินทรีย์ ต่อลมหายใจ (คน) ทะเล

 

ดร.สุภาภรณ์ บอกอีกว่า ตลอดการดำเนินโครงการมีอาหารทะเลที่ปลอดภัยออกสู่ตลาดแล้วกว่า 4 ตัน และได้รับผลตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้โรงแรมใหญ่ๆ และร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ หลายแห่งต้องการสัตว์น้ำอินทรีย์จากโครงการ แต่เป้าหมายต่อไปคือ การเข้าถึงอาหารทะเลที่ปลอดภัยของคนทุกกลุ่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก

“ตอนนี้ดูเหมือนการรับรู้และเข้าถึงอาหารทะเลปลอดสารจะจำกัดอยู่ในคนกลุ่มเล็กๆ แต่เป้าหมายที่อยากจะทำต่อไป คืออยากให้คนทุกกลุ่มสามารถซื้ออาหารทะเลที่ปลอดภัยได้ในราคาที่ไม่สูงเกินไปนัก เพราะคำว่าอินทรีย์ไม่จำเป็นต้องแพงก็ได้ แต่เนื่องด้วยการตั้งราคากลางของอาหารทะเลยังต้องเกาะกลุ่มกับกลุ่มใหญ่อยู่

“และหากต้องการกระจายสัตว์น้ำอินทรีย์ที่ปลอดภัยให้ได้มากขึ้นก็ต้องพัฒนาระบบการขนส่ง ตลอดจนบริหารจัดการการตลาดให้เป็นระบบมากขึ้น โดยต่อไปอาจจะดึงตัวแทนของสหกรณ์ชาวประมงแต่ละแห่งมาร่วมด้วย เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชาวประมงและผู้บริโภคโดยตรง” ผู้นำเครือข่ายรักษ์ปลารักษ์ทะเล กล่าว

ประมงพื้นบ้านสัตว์น้ำอินทรีย์ ต่อลมหายใจ (คน) ทะเล

 

คนกินวางใจ คนจับอยู่รอด

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคเครือข่ายรักษ์ปลาฯ จึงจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมเพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับวิถีของประมงพื้นบ้านที่มีมาอย่างยาวนานในชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา

บัณฑิตา พงษ์ชีพ นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หนึ่งในนักท่องเที่ยวที่ลงพื้นที่กล่าวถึงการมาครั้งนี้ว่า ตอนแรกไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์ของการมาท่องเที่ยวแบบนี้ ไม่มีการตั้งเป้าว่าเราจะต้องเจออะไรบ้าง แต่พอมาเจอแล้วเราเห็นว่าชาวบ้านทำการประมงอย่างไร เขารักพื้นที่มาก และรู้สึกสำคัญกับอาชีพและพื้นที่ของเขา ถ้าชาวประมงทุกที่ทำได้แบบนี้จะดีมาก

“ตอนแรกก็ยังไม่เข้าใจคำว่าประมงอินทรีย์เหมือนกัน เพราะไม่เข้าใจว่ามันจะต่างจากปลูกข้าวหรือปลูกผักออร์แกนิกอย่างไร แต่พอฟังและมาเห็นก็เลยเข้าใจว่าทุกอย่างเลย ตั้งแต่น้ำที่ปลาอยู่ก็ต้องสะอาด การจับปลาก็ต้องรับผิดชอบ และการส่งปลาให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างปลอดภัยไร้สารเคมีด้วย คือทุกขั้นตอนต้องทำด้วยความซื่อสัตย์จริงใจ เราในฐานะผู้บริโภคก็ได้มาเห็นว่าชาวประมงเขายากลำบากยังไง ได้มารู้ว่าปลาบางชนิดเราจะกินในฤดูนี้ไม่ได้”

ประมงพื้นบ้านสัตว์น้ำอินทรีย์ ต่อลมหายใจ (คน) ทะเล

 

ขณะที่ผู้นำเครือข่ายรักษ์ปลารักษ์ทะเล กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดโครงการประมงพื้นบ้านสัตว์น้ำอินทรีย์ คือชาวประมงได้ส่วนแบ่งจากการขายสัตว์น้ำมากขึ้น เช่น ก่อนหน้านี้ปลาทูในท้องตลาดขายกิโลกรัมละ 100 บาท แต่เงินถึงชาวประมงแค่ 30 บาท แต่วิธีการแบบใหม่ คือเขาขายปลาโดยตรงให้กับเครือข่ายในราคา 100 บาท 70 บาท จะคืนสู่ชุมชน ชาวประมงได้ 50 บาท อีก 20 บาท เป็นเงินกองกลางสำหรับกลุ่มชาวประมงในการดำเนินงานต่างๆ ส่วนอีก 30 บาท ส่งคืนให้เครือข่ายเป็นค่าใช้จ่ายการขนส่ง และสำหรับการบริหารจัดการตลาด

“ข้อดีของการจัดการแบบนี้ คือชาวประมงมีทางเลือกและมีอำนาจต่อรองที่จะขายสัตว์น้ำที่จับได้ในราคาที่ยุติธรรม ชาวบ้านได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ นอกจากการจับปลา นั่นคือ การแปรรูปอาหาร หากสัตว์น้ำชนิดนั้นๆ มีจำนวนมากเกินไป นอกจากเป็นการทำให้อาหารอยู่ได้นานแล้ว ยังเพิ่มมูลค่าให้กับของที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นปุ๋ยมาแล้ว เช่น การทำกุ้งแห้งจากกุ้งหัวมัน การแล่เนื้อปลาสดๆ แล้วส่งตรงให้คนกินที่กรุงเทพฯ”

ต่อยอดจากวิธีสู่วิถีที่ยั่งยืน

ความเสื่อมโทรมของทะเลสาบสงขลาเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2533 สัตว์น้ำในทะเลสาบน้อยลงมาก ทำให้ชาวประมงมีรายได้ไม่แน่นอน คนในชุมชนรอบทะเลสาบจึงหันไปทำงานอื่นๆ มากขึ้น

ฉ่าผ๊ะ หมัดทองใหม่ ผู้ประสานงานแพปลาชุมชนบ้านช่องฟืน ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง บอกว่า วิกฤตดังกล่าวทำให้มีชาวประมงเล็กๆ กลุ่มหนึ่งเริ่มต้นฟื้นฟูทะเลสาบฯ โดยทำแนวเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำขึ้นภายใต้การดูแลของประมงอาสาร่วมกับคนในชุมชน กำหนดข้อห้ามในการทำการประมงที่ทำลายล้าง เช่น ไม่จับปลาในเขตอนุรักษ์ ไม่ใช้เครื่องมือตาถี่ ไม่จับสัตว์น้ำที่ยังไม่ได้ขนาด เป็นต้น ผลจากการร่วมกันฟื้นฟูอนุรักษ์ทำให้สัตว์น้ำในทะเลเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้น และชาวบ้านก็กลับมาทำอาชีพประมงมากขึ้น

“แต่ปัญหาก่อนหน้านี้คือ เรามีปลาและจับได้มากขึ้น แต่เราก็ยังถูกกดราคาจากพ่อค้า และที่สำคัญเราไม่รู้ว่าปลาที่เราจับได้กว่าจะถึงมือคนกินจะเป็นอย่างไร เราจึงจัดตั้งกลุ่มแพปลาชุมชนขึ้นเพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ รวมถึงช่วยคัดกรองสัตว์น้ำที่ไม่ได้ขนาด เป็นแหล่งรวมอาหารทะเลปลอดสารพิษ”

ประมงพื้นบ้านสัตว์น้ำอินทรีย์ ต่อลมหายใจ (คน) ทะเล

 

อูสัน แหละหีม หรือบังสัน นายกสมาคมชาวประมงรักษ์ทะเลสาบ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง กล่าวว่า ชุมชนบ้านช่องฟืนทำงานอนุรักษ์ในพื้นที่มา 23 ปี มีชาวบ้านให้ความร่วมมือ 80% โดยทำเขตอนุรักษ์ มีการปล่อยสัตว์น้ำ มีการควบคุมเครื่องมือจับปลาเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ของเราไม่ให้วิกฤตมากเกินไป

“เขตอนุรักษ์ของเราแบ่งเป็นพื้นที่ปล่อยสัตว์น้ำ คือระยะทาง 300 เมตร นับจากหน้าบ้าน จะห้ามวางอวน เขตห้ามล้อมกระทุ้งน้ำ คือวางเครื่องมือได้แต่ห้ามจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก ห้ามใช้อวนที่มีขนาดต่ำกว่า 5 เซนติเมตร ยกเว้นฤดูกุ้งหัวมันซึ่งมีขนาดเล็ก” บังสัน ให้ภาพ

เมื่อถามถึงการมีโครงการประมงพื้นบ้านฯ และมีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของคนกินปลา บังสันในฐานะแกนนำชาวประมง ให้ความเห็นว่า “ถ้ามีคนกินสนใจลงพื้นที่ปีหนึ่งสัก 23 ครั้ง มันคงดีมาก เพราะเท่ากับเป็นการกระจายข่าวไปว่าสัตว์น้ำที่มาจากที่นี่เป็นสัตว์น้ำปลอดสารพิษและสดจริงๆ มาจากมือชาวประมงโดยไม่ได้ผ่านพ่อค้าคนกลาง ให้เขาได้เห็นว่าสิ่งที่เขาได้กินมีที่มาอย่างไร ถ้าผู้บริโภคยอมรับอย่างเต็มใจว่าปลาของเราบริสุทธิ์จริง เราก็สบายใจว่าเราทำของสะอาดให้พี่น้องเรากิน ชาวประมงก็มีกำลังใจที่จะทำงานอนุรักษ์ต่อไป”

สิ่งที่เครือข่ายรักษ์ปลารักษ์ทะเลกำลังทำ ควบคู่ไปกับงานอนุรักษ์คือ การต่อยอดและพัฒนางานด้านการบริหารจัดการให้เกิดความยั่งยืน ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวประมงมีส่วนร่วมในการบริการลูกค้า พยายามให้ผู้บริโภคเข้าถึงวิถีประมง เพื่อนำไปสู่การประมงอินทรีย์ที่ยั่งยืน ติดตามการเดินทางของสัตว์น้ำทั้งหลาย รวมทั้งสั่งซื้ออาหารทะเลที่ปลอดภัยได้ที่ Facebook : เครือข่ายรักษ์ปลารักษ์ทะเล

ประมงพื้นบ้านสัตว์น้ำอินทรีย์ ต่อลมหายใจ (คน) ทะเล

 

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?