posttoday
มู้ดดีมีชัยไปเกินครึ่ง...

มู้ดดีมีชัยไปเกินครึ่ง...

21 กันยายน 2557

บ่อยครั้งที่คนเราคิดว่า “ความรู้คือพลัง” มีความรู้ไว้ก่อนเยอะๆ น่าจะดี มีความรู้เยอะๆ

โดย...นพดล ตังวัชรินทร์ SUCCESS Coach MAX Potentials [email protected]

บ่อยครั้งที่คนเราคิดว่า “ความรู้คือพลัง” มีความรู้ไว้ก่อนเยอะๆ น่าจะดี มีความรู้เยอะๆ น่าจะทำให้เราไม่ผิดพลาดและประสบความสำเร็จได้

เราคิดถูกแค่ครึ่งเดียวครับ การมีความรู้ทำให้เรารู้สึกดีแต่ความรู้เป็นเพียงแค่ศักยภาพของพลังที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จ แต่การนำความรู้ไปลงมือทำต่างหากที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จได้ เราจึงมักเห็นคนมากมายที่มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด มีหมอมากมายที่สุดท้ายเป็นโรคตายซะเอง มีคนจบปริญญาเอกมากมายที่ไม่สามารถไปถึงดวงดาวแห่งความสำเร็จและความสุขที่ต้องการได้

เรามีความรู้เยอะเอาไว้เป็นสิ่งดี แต่อย่าปล่อยให้ความต้องการความรู้มาเป็นอุปสรรคในการประสบความสำเร็จที่แท้จริงในชีวิตของคุณ หากเราเป็นพวกบ้าความรู้บ้าศึกษาหาข้อมูล อาจเป็นเพราะเรากำลังเข้าข่ายคนประเภทใดประเภทหนึ่งในสามจำพวกนี้หรือเปล่า

พวกที่ 1 : พวกที่ต้องรู้ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกนี้ และเขาจะรู้สึกเป็นคนพิเศษมากถ้าได้รู้มากกว่าคนอื่น หรือได้รู้ในเรื่องที่คนอื่นเขาไม่รู้ และสามารถเอาไปคุยต่อได้

พวกที่ 2 : พวกที่รู้สึกว่าตัวเองยังรู้ไม่มากพอ และทำให้ไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไรเพราะคิดว่าเรายังรู้หรือมีข้อมูลไม่มากพอ

พวกที่ 3 : พวกที่กลัวทำผิดพลาดหรือกลัวคนอื่นหาว่าทำไม่ถูกต้อง จนต้องหาข้อมูลมาแบ็กอัพเป็นเกราะกำบังซะหลายชั้น เพื่อไม่ให้ใครมาว่าได้ว่า “เธอทำผิด” คนกลุ่มนี้มีข้อมูลเต็มโต๊ะก็จะยังรู้สึกว่าไม่พอ

เอาล่ะ ถ้าข้อมูลความรู้ไม่ใช่พลังแห่งความสำเร็จที่แท้จริง แล้วอะไรล่ะคือของจริงที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จได้ คำตอบคือ “อารมณ์” หรือ “มู้ด” ของเรานั่นแหละ จริงเหรอ?

จริงครับผมอยากให้เราลองคิดดูอย่างไม่ลำเอียงเลยนะว่า ที่ผ่านมาเวลาที่เรากำลังจะตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำอะไรซักอย่างนึงเนี่ย มันอยู่บนพื้นฐานของอารมณ์และความรู้สึกของเราที่เป็นอยู่ในขณะนั้นมากน้อยแค่ไหน

เวลาที่คนอ้วนจะตัดสินใจไปออกกำลังกายแทนที่จะไปนั่งกินข้าวอยู่หน้าจอทีวี เขาต้องมีอารมณ์ฮึดขึ้นมาขนาดไหนถึงจะตัดใจได้

เวลาที่พนักงานขายมือทองจะเข้าไปปิดการขายกับลูกค้ารายใหญ่ที่แสนเขี้ยว เขาต้องบิลต์อารมณ์ให้พร้อมขนาดไหนก่อนเข้าไปหาลูกค้ารายนั้น

เวลาที่เราจะบอกรักผู้หญิงที่เราแอบชอบอยู่ ตอนที่เราตัดสินใจปริปากบอกรักออกไปน่ะมันคืออารมณ์ของเราที่ฟินและพีกมากๆ ในตอนนั้น จนเรากล้าพอที่จะเอ่ยปากบอกรักหรือเป็นเพราะสมองเราคิดด้วยเหตุและผลแล้วบอกว่า “เวลานี้ล่ะเหมาะสมแล้วที่จะบอกรัก”

ตอนที่เราตัดสินใจว่าจะต้องคุยกับคุณลูกน้องจอมสร้างปัญหา (หลังจากที่ยึกยักมาหลายรอบ) คุณว่าตอนนั้นเราตัดสินใจเพราะสมองเราบอกว่า “ด้วยเหตุและผลแล้วนี่คือเวลาที่ดีที่สุด” หรือเป็นเพราะตอนนั้นอารมณ์คุณมันทนไม่ไหวแล้ว

ความรู้สึกหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นกับเราในขณะนั้นๆ คือตัวที่ขับเคลื่อนให้เราตัดสินใจลงมือทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่าง

พูดถึงเรื่องการตัดสินใจเลยอยากเกริ่นถึงความสำคัญของเรื่องนี้ครับ ในแต่ละวันของเรา คุณรู้มั้ยว่าเรามีการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา มีหลายงานวิจัยที่พยายามรวบรวมตัวเลขว่าคนเรามีการคิดและตัดสินใจกี่ครั้งต่อวัน บางรายงานบอกว่าโดยเฉลี่ยประมาณ 612 ครั้ง/วัน (โอ้โฮ อุตส่าห์นับได้) แต่หลายๆ รายงานบอกว่าเรามีการตัดสินใจอยู่ระหว่าง 3,0005,000 ครั้ง/วัน ซึ่งมันจะรวมทั้งการตัดสินใจเรื่องเล็กๆ และเรื่องใหญ่ๆ ซึ่งบางทีเราก็ตัดสินใจแบบมีสติรู้ตัวแต่บางทีก็ไม่รู้ตัว เช่น วันนี้จะตื่นกี่โมง ตื่นแล้วจะลุกเลย หรือนอนต่อดี จะอาบน้ำหรือแค่แปรงฟันเฉยๆ จะแต่งตัวชุดไหน อาหารเช้ากินอะไรดี กินมากแค่ไหน กินแบบอ้อยอิ่งหรือแบบเร็วๆ จะไปทำงานเลย หรือจะแวะไปทำธุระก่อน ไม่ได้โทรหาแม่นานแล้ววันนี้จะโทรดีมั้ย โทรกี่โมงดี จะส่งเมลขอใบสมัครเรียนต่อปริญญาโทดีมั้ย จะชวนใครไปพบลูกค้าด้วยกันตอนบ่ายนี้ดี และอื่นๆ อีกมากมาย

รู้มั้ยว่าผลลัพธ์ที่เราได้ในชีวิตของเราทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากการตัดสินใจของเราเอง ทั้งเรื่องเล็กเรื่องและเรื่องใหญ่ในแต่ละวันตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะใครหรือเพราะสิ่งอื่นใดที่ไหนเลย

เรามีงานมีการทำวันนี้เพราะการตัดสินใจว่าเราจะไม่โดดเรียนไปเที่ยวกับเพื่อนสมัยเรียนมัธยม จนทำให้เราสอบติดเข้ามหา’ลัยได้ และมีปริญญาจนหางานดีๆ ทำได้

เรามีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานอยู่ทุกวันนี้เพราะการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันของเราที่จะเลือกใช้ลิฟต์แม้จะขึ้นเพียงแค่ชั้นเดียว เราตัดสินใจที่จะกินโค้กแทนที่จะกินน้ำเปล่า เราตัดสินใจที่จะเปิดทีวีแทนที่จะลุกออกไปขี่จักรยานนอกบ้าน

เราไม่มีเพื่อนสนิทเหมือนคนอื่นเพราะเราตัดสินใจที่จะเอาความสบายใจและความไม่อยากปรับตัวเข้ากับใครของเราเป็นหลัก

เราไม่ได้ก้าวหน้าเหมือนเพื่อนร่วมรุ่นในบริษัทเพียงเพราะการตัดสินใจที่จะไม่ไปเข้าหลักสูตรอบรมผู้นำรุ่นใหม่ เพราะเรากลัวที่จะต้องไปอยู่ต่างประเทศระหว่างอบรมถึง 3 เดือน

หากเราสามารถควบคุมการตัดสินใจของเราได้อย่างเหมาะสมว่า ขณะนี้เราควรจะทำอะไร (หรือไม่ทำอะไร) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ คุณเห็นด้วยมั้ยว่าไม่ช้าไม่นานเราก็จะได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการในชีวิตอย่างแน่นอน

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คำถามต่อมาที่น่าคิดก็คือ “แล้วทำไมคนเราถึงไม่สามารถควบคุมการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมล่ะ” คำตอบก็คือ “ที่ผ่านมาเราปล่อยให้ความรู้สึก อารมณ์ หรือสภาวะของเราในขณะนั้นๆ (หรือมู้ดของเรานั่นเอง) มาเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจของเราน่ะสิ”

ลองนึกดูครับว่าถ้าวันหนึ่งเราอยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นมัว เคร่งเครียด การตัดสินใจของเราในวันนั้นจะเป็นอย่างไร

ถ้าวันนั้นๆ เราอยู่ในอารมณ์ที่หวาดหวั่น วิตก กังวลใจ การตัดสินใจของเราในวันนั้นจะเป็นอย่างไร

ถ้าวันนั้นๆ เราอยู่ในอารมณ์ที่หงุดหงิด ฉุนเฉียว โมโหโกรธา การตัดสินใจของเราในวันนั้นจะเป็นอย่างไร

ในทางกลับกัน ถ้าวันนั้นๆ เราอยู่ในอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เด็ดขาด และมั่นใจ การตัดสินใจของเราในวันนั้นจะเป็นอย่างไร

ถ้าวันนั้นๆ เราอยู่ในอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความสุข ผ่อนคลาย ไร้ความกังวล การตัดสินใจของเราในวันนั้นจะเป็นอย่างไร

ถ้าเราตัดสินใจด้วยพื้นฐานของอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึก ขอบคุณ ชื่นชมยินดี เปี่ยมไปด้วยความรัก คุณว่าการตัดสินใจของเราในวันนั้นจะเป็นอย่างไร

มีคนเคยบอกว่า ความสำเร็จในชีวิตขึ้นอยู่กับความรู้เพียงแค่ 20% แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารอารมณ์ของเราถึง 80% ที่ผ่านมาเราปล่อยให้มู้ดมันพาเราไป แต่วันนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีการที่จะกำหนดมู้ดที่เราต้องการ เพื่อพาไปสู่การตัดสินใจที่ดีอันจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เราต้องการในที่สุด ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่าเราทุกคนมีมู้ดที่คุ้นเคย ไม่ว่าคุณจะชอบมู้ดนั้นหรือไม่แต่มันเป็นมู้ดที่คุณรู้สึกคุ้นเคยที่สุด เราเรียกว่า Emotional Home

มู้ดที่คุ้นเคยสำหรับคนบางคนอาจจะเป็นภาวะที่รู้สึกกดดัน เคร่งเครียด ระมัดระวัง ในขณะที่อีกคนอาจจะมีมู้ดที่คุ้นเคยเป็นอารมณ์ที่เหงาๆ เศร้าๆ และอีกคนอาจจะรู้สึกชอบที่จะอยู่ในมู้ดที่คุ้นเคยแบบคึกคัก สนุกสนาน เฮฮา ผ่อนคลาย มู้ดเหล่านี้คือภาวะที่เรารู้สึกคุ้นเคยกับมัน และเมื่อเราไปอยู่ในอารมณ์อื่น เราอาจจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ภาวะที่เรารู้สึกว่าเราควรจะเป็น และใจเราก็จะหาทางดึงเรากลับไปสู่มู้ดที่คุ้นเคยจนได้ในที่สุด

ถึงตรงนี้ผมอยากให้คุณลองสังเกตดูว่ามู้ดที่คุณคุ้นเคยนั้นคือมู้ดแบบไหน คุณมักจะเห็นตัวเองอยู่ในภาวะอารมณ์แบบใดบ่อยๆ และนั่นล่ะครับคือ Emotional Home หรือมู้ดที่คุ้นเคยของคุณ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง