
ลอเรน เบคอลล์ สไตล์ไอคอนแห่งทศวรรษ 1950
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการลาจากโลกอย่างกะทันหันของ โรบิน วิลเลียมส์
โดย...เดเซเร่
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการลาจากโลกอย่างกะทันหันของ โรบิน วิลเลียมส์ นักแสดงที่เคยเป็นไอคอนแห่งทศวรรษที่ 1950 ลอเรน เบคอลล์ ก็ได้จากโลกนี้ไปด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน
ความสวยสง่าอย่างมีสไตล์โดดเด่นขนาดที่ แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ ต้องเอ่ยถึงเธอในเพลง Rainbow High กับผลงานมิวสิเคิลที่เขาเขียนเพลงร่วมกับทิม ไรซ์ เรื่อง Evita (1978)
ลอเรน เบคอลล์ คือชื่อในการแสดงของ เบตตี้ โจน เพอร์สคี เธอเกิดเมื่อ 16 ก.ย. 1924 ในย่านบรองซ์ ของนิวยอร์ก ลูกสาวคนเดียวในครอบครัวชาวยิว ของ นาตาลี ไวน์สไตน์เบคอล (ภายหลังเปลี่ยนนามสกุลเป็น เบคอลล์) กับวิลเลียม เพอร์สคี
ในปี 1941 ระหว่างที่เริ่มทำงานละครเวทีและเป็นนางแบบอาชีพ ลอเรน เบคอลล์ เขาเรียนในสถาบันศิลปะการแสดงอเมริกัน (American Academy of Dramatic Arts) ในกรุงนิวยอร์ก รุ่นเดียวกับเคิร์ก ดักลาส โดยเธอได้รับบทแรกบนเวทีบรอดเวย์เมื่อปี 1942 ตอนอายุ 17 เป็นบทเล็กๆ แบบเดินผ่านฉาก ตอนนั้นเธอยังอาศัยอยู่กับแม่ที่แบงก์สตรีท กรีนิช วิลเลจ นิวยอร์ก ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เธอคว้ามงกุฎ มิสกรีนิช วิลเลจ ด้วย
สำหรับการเป็นนางแบบ ชีวิตของลอเรนดูเหมือนจะรุ่งโรจน์มาก ได้ขึ้นปกนิตยสารดังๆ ตั้งแต่ ฮาร์เปอร์ส บาซาร์ โว้ก และอื่นๆ อีกมากมาย แนนซี่ ฮอว์กส ภรรยาของ ฮาเวิร์ด ฮอว์กส ผู้กำกับชื่อดัง เห็นเธอบนปกฮาร์เปอร์ส บาซาร์ ก็รีบคะยั้นคะยอให้สามีชวนมาเทสต์หน้ากล้องหนังเรื่องใหม่ To Have and Have Not ทันที
การสื่อสารผิดพลาดกับเลขาฯ ของ ฮาเวิร์ด ฮอว์กส กลายเป็นตั๋วบินสู่ฮอลลีวู้ดของลอเรน ฮาเวิร์ดทำสัญญาส่วนตัวกับเธอเป็นเวลา 7 ปี โดยเธอได้เงินเดือนละ 100 เหรียญสหรัฐ พร้อมการเปลี่ยนชื่อต้นเป็นลอเรน และเปลี่ยนมาใช้นามสกุล เบคอลล์ ของแม่ ขณะที่แนนซี่จัดการแปลงโฉมด้านสไตล์ให้เธอสวยสมาร์ท ดูดีมีสไตล์ พร้อมฝึกฝนการพูดเสียใหม่ให้ใช้โทนเสียงต่ำๆ ซึ่งกว่าจะผ่านด่านนี้ได้ เธอต้องท่องกวีของเชกสเปียร์เป็นเวลา 1 ชั่วโมงทุกวัน
เรื่องแรกของเธอ To Have and Have Not (1944) ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ภาพของเธอที่ออกไปก็กลายเป็นเอกลักษณ์แบบ “ลอเรน เบคอลล์” ในทันที ฮัมฟรีย์ โบการ์ต ที่ขณะนั้นแต่งงานอยู่กับ เมโย เมตอท ยังอดหวั่นไหวไม่ได้ หลังจากร่วมงานกันเพียง 23 สัปดาห์ ทั้งคู่ก็เริ่มไปเดทกัน ก่อนจะสร้างตำนาน “โบการ์ตเบคอลล์” เอาไว้ในโลกภาพยนตร์
เสน่ห์ของลอเรน ทำให้ฮาเวิร์ดต้องเพิ่มบทในหนัง To Have and Have Not ให้ จากนักแสดงเล็กๆ กลายเป็นบทที่มีความสำคัญมากยิ่งกว่าเก่า พอหนังถ่ายทำเสร็จ เธอยังกลายเป็นเป้าในการโปรโมทของเรื่อง ไม่ใช่แค่ดาราเล็กๆ ที่เพิ่งจะได้รับบทเป็นครั้งแรก หากเป็นนักแสดงที่มีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับนักแสดงนำคนอื่นๆ
หลังจากนั้น เธอได้รับบทคู่กับ ชาร์ลส์ โบเยอร์ ใน Confidential Agent (1945) แต่ไม่ประสบความสำเร็จด้านคำวิจารณ์เท่าไร โชคดีที่ได้รับบทเด่นเป็นสาวปากกรรไกรคู่กับฮัมฟรีย์ โบการ์ต อีกครั้งใน The Big Sleep (1946) ในที่สุดเธอก็กลายเป็นไอคอนของสาวสวยจอมวายร้ายในฟิล์มนัวร์ไปเรียบร้อยแล้ว
โดยเฉพาะในฟิล์มนัวร์อีกสองเรื่องต่อมา Dark Passage (1947) และ Key Largo (1948) คู่กับฮัมฟรีย์ โบการ์ต ลอเรน เบคอลล์ ได้ตราภาพของนางเอกผู้มีนัยน์ตามาดมั่นแบบนางเอกที่ “รู้ดีว่าเธอต้องการอะไร” โดยเฉพาะเรื่องหลังที่เป็นผลงานกำกับของจอห์น ฮุสตัน นั้นได้รับคำชมเปาะจากนักวิจารณ์ว่า ทำให้คาแรกเตอร์ในบทนั้นมีความน่าสนใจยิ่งกว่าที่เขียนเอาไว้
ลอเรนกลายเป็นสาวสวยเลือกได้ เธอปฏิเสธหลายบทที่ไม่สน เธอรับแสดง Young Man with a Horn (1950) กับเคิร์ก ดักลาส และดอริส เดย์ ซึ่งนับว่าเป็นหนังเพลงแจ๊ซที่ทุนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกบทบาทที่คนไม่ลืมเลือนของเธอ อยู่ในหนังตลกเรื่อง How to Marry a Millionaire (1953) ซึ่งมีนักแสดงดังอย่าง มาริลีน มอนโร ร่วมแสดงด้วย ส่วน Designing Woman (1957) ที่แสดงคู่กับเกรกอรี่ เป็ค นั้นก็ได้รับความนิยมอย่างสูง
นอกจากภาพยนตร์แล้ว ลอเรน เบคอลล์ ยังแสดงในมิวสิเคิลของบรอดเวย์หลายต่อหลายเรื่อง โดยได้รับรางวัลโทนี่จากเรื่อง Applause (1970) และ Woman of the Year (1981) ทว่าในการแสดงภาพยนตร์มายาวนาน แถมได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีหลายเรื่อง แต่กลับไม่เคยได้รางวัลออสการ์เลย จนกระทั่งรับบทแม่ของ บาร์บรา สตรัยแซนด์ ใน The Mirror Has Two Faces (1997) รวมถึงรางวัลเชิดชูเกียรติในปี 2009







