
ดร.อรณัฏฐ์ นครศรี ทุกข์เปลี่ยนชีวิตถ้าคิดเป็น
หากใครที่ไปเสถียรธรรมสถานในช่วงปีกว่าๆ มานี้ ผมเชื่อว่าบางคนอาจจะเคยเห็นหน้าเห็นตาผู้หญิงที่ดูสง่าคนนี้ เธอคือ ดร.อรณัฏฐ์ นครศรี หรือ ดร.จิ๋ว
โดย...วรธาร ทัดแก้ว ภาพ จุลดิศ อ่อนละมุน
หากใครที่ไปเสถียรธรรมสถานในช่วงปีกว่าๆ มานี้ ผมเชื่อว่าบางคนอาจจะเคยเห็นหน้าเห็นตาผู้หญิงที่ดูสง่าคนนี้ เธอคือ ดร.อรณัฏฐ์ นครศรี หรือ ดร.จิ๋ว ปัจจุบันทำงานเป็นจิตอาสาช่วยงานวิจัยให้กับสาวิกาสิกขาลัย ณ เสถียรธรรมสถาน ของแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต และมีงานเล็กๆ ไม่เน้นตัวเงิน เพียงแค่สามารถดูแลลูกได้ไม่เดือดร้อน
“ดร.จิ๋ว” เป็นผู้หญิงที่เก่งคนหนึ่งและประสบความสำเร็จในชีวิตการงานและครอบครัว ใฝ่ในการเรียนจนมีดุษฎีบัณฑิต 2 ใบ เริ่มทำงานด้วยการเป็นพยาบาลในโรงพยาบาลชื่อดัง ก่อนจะเปลี่ยนงานไปทำในที่อื่นๆ แต่ยังคงเป็นสายงานด้านสุขภาพ เช่น ที่คลินิกด้านผิวพรรณในบริษัทยาชื่อดัง ก่อนจะกลับมาทำงานสายบริหารในโรงพยาบาลเอกชน จนเป็นผู้บริหารค่าตัวสูงที่อยู่ในลิสต์ของเฮดฮันเตอร์ แต่แล้ววันหนึ่งที่กำลังไปได้สวยก็พลิกผันเปลี่ยนไปสิ้นเชิง
“จิ๋วพบกับอุบัติเหตุทำให้ต้องสูญเสียลูกคนที่สอง และสูญเสียอวัยวะของตัวเองเมื่อประมาณ 1 ปีมาแล้ว ความรู้สึกในครั้งนั้นสับสนมากมาย ในใจที่รุมเร้าเข้ามาเหมือนรถไฟเหาะตีลังกาในเวลาเพียงข้ามคืน ทุกข์จนกระทั่งไม่อยากจะมีชีวิตต่อไป ทำให้เข้าใจว่าคนเราเมื่อชีวิตถึงทางตันมีทางเลือกแค่ 2 ทาง คืออยู่กับตาย
ถ้าอยู่จะอยู่อย่างไรกับกำแพงปัญหาที่ทับตัว หลังจากที่ร้องไห้และจมอยู่กับตัวเองจนทนไม่ไหว ชีวิตไปต่อไม่ได้ รู้ซึ้งเลยว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดเป็นอย่างไร ต่อให้ปริญญาเต็มฝาบ้านก็เอาไม่อยู่ แล้ววูบหนึ่งก็คิดขึ้นมา เมื่อปัญญาทางโลกไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตได้ ทำไมไม่ลองทางที่ไม่เคยเดิน จึงลุกขึ้นมาพลิกชีวิตอย่างสุดขั้วจากคนที่ไม่ชอบเข้าวัดฟังธรรม ตัดสินใจในนาทีนั้นว่าจะไปปลงผมบวชชีที่เสถียรธรรมสถานและได้บวชชีกับท่านแม่ชีศันสนีย์”
ทว่า ด้วยอัตราความทุกข์ที่หนักโขแม้ว่าจะโกนหัว บวชชี นุ่งขาวห่มขาว ความทุกข์ในใจก็ไม่เคยจางหาย ทุกครั้งที่นั่งสมาธิ ฟังธรรม แทนที่จิตจะสงบนิ่งอยู่กับการนั่งสมาธิและการฟังธรรม แต่กลับไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ในอดีต ทำให้จิตของเธอฟุ้งไปต่างๆ นานา แต่โชคดีที่ได้แม่ชีศันสนีย์ช่วยให้กลับมาได้สติ
“คนทุกข์มาปฏิบัติธรรมด้วยใจสับสน ขณะที่นั่งสมาธิฟังธรรม สมองก็ทบทวนเรื่องราวในอดีตจนฟุ้งไปต่างๆ นานา แต่มีคำพูดคำหนึ่งของแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ปลุกพลังชีวิตอีกครั้งด้วยคำว่า มามืด ไปสว่าง จึงคิดได้ว่า ไม่ว่าอดีตที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร มันแก้ไม่ได้ และเราจะไม่จมอยู่กับมัน”
จากคำของแม่ชีนั้น ทำให้เธอกล้าที่จะเผชิญความทุกข์โดยการใช้ตัวเองเป็นกรณีศึกษาด้วยการยอมรับอย่างเข้าใจ ยอมอภัยให้ตัวเอง ปรับเปลี่ยนอย่างไม่เกรง การมีกัลยาณมิตรและการอุทิศตน เป็นพลังในการขับเคลื่อนชีวิตต่อไป เธอบอกว่า เมื่อเรามีปัญหาก็ต้องรู้ว่ามีปัญหา และยอมรับว่ามีปัญหา จะเผชิญกับปัญหาอย่างมีสติหรือจะหนีไปทั้งชีวิต
“แรกๆ ก็เครียดจนต้องกินยาระงับประสาท แต่วันหนึ่งพอคิดได้ว่าในชีวิตไม่มีอะไรเป็นของเรา แม้กระทั่งลมหายใจและร่างกายก็ยังไม่ใช่ของเรา ถ้าเรายึดติดอยู่กับอะไร ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด สิ่งนั้นคือเหตุแห่งทุกข์ ถ้าเข้าใจและปล่อยวาง ก็ไม่ทุกข์ พูดง่าย แต่ทำยาก ก็ต้องคอยเตือนสติตัวเองบ่อยๆ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องปรึกษาแพทย์ หาตัวช่วย
เมื่อยอมรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ไม่สำคัญเลยว่าใครจะผิดใครจะถูก หรือคนอื่นจะมองเราอย่างไร หากอาจให้อภัยคนอื่นได้ เราก็ต้องรู้จักให้อภัยตัวเองให้ได้ หากยังโทษตัวเอง กดดันตัวเอง ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง แล้วใครจะเห็นคุณค่าของเรา จิ๋วจึงยอมอภัยให้ตนเอง”
เธอกล่าวต่อว่า เมื่อไม่แน่ใจในสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันที่เทาๆ ในปัญหากองใหญ่ว่าอะไรที่ทำให้เกิดทุกข์ ก็ต้องกล้าที่จะทิ้ง กล้าที่จะเปลี่ยน บางคนอาจค่อยๆ ปรับ แต่สำหรับคนที่ทุกข์หนักๆ ต้องทิ้ง ต้องวางเลย มิเช่นนั้นเราจะหันไปหาสิ่งที่เคยทำอย่างอาลัยอาวรณ์แล้วไม่จบ วนเวียนกับเรื่องเดิมๆ
“คนอื่นเราเปลี่ยนไม่ได้ แต่ตัวเราและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเลือกได้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การมีกัลยาณมิตร เพื่อนดีเป็นสิ่งสำคัญ อาจไม่ใช่คนที่คอยปลอบใจ ให้เรามองโลกสวย แต่คือคนที่ช่วยทำให้เราเห็นโลกตามความเป็นจริง ไม่ต้องช่วยเราปรุงแต่ง เพราะที่ทุกข์อยู่ก็ฟุ้งเยอะแล้ว”
สุดท้าย คือ การอุทิศตน ซึ่งเธอบอกว่าเป็นการผันพลังงานในรูปแบบหนึ่ง การได้ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่หวังผลตอบแทนจะทำให้เห็นคุณค่าในตัวเอง การเป็นจิตอาสาไม่ใช่เป็นผู้ให้เท่านั้น แต่เป็นผู้รับ คือรับโอกาสในการฝึกตัวเองในด้านต่างๆ ทั้งสติ สมาธิ และความอดทน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้ลดอัตตาและเห็นคุณค่าของตนเอง
ชีวิตในวันนี้ ดร.จิ๋ว ค้นพบว่า การเป็นคนเล็กๆ จะสามารถทำงานที่ใหญ่ขึ้นได้ คนเราเมื่อทุกข์ก็เข้าวัด และเมื่อสุขแล้วก็ควรจะกลับมาวัด มาพัฒนาจิตใจ และเธอก็ใช้โอกาสนี้ทบทวนความรู้ที่มีจะทำอะไรได้บ้าง ในที่สุดก็ได้ช่วยงานวิจัยซึ่งเป็นงานที่ถนัดให้กับเสถียรธรรมสถาน
“พอทราบว่าสาวิกาสิกขาลัยกำลังทำเรื่องนวัตกรรมการสร้างมนุษย์ ก็สนใจ และตัวเองเข้าศึกษาที่สาวิกาสิกขาลัยด้วยเลยตัดสินใจอาสาเข้ามาช่วยงานวิจัยให้กับคุณแม่ชี ซึ่งขณะนี้กำลังทำเตรียมงานวิจัยเรื่องจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการให้ความรู้ในการดูแลแม่ตั้งครรภ์ โดยใช้ธรรมะเข้ามาดูแลทั้งทางร่างกายและทางจิตใจร่วมกับการฝากครรภ์ตามปกติ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนของแม่และความพิการของทารก โดยจะเป็นโครงการนำร่องใน จ.ขอนแก่น และจะขยายไปทุกภาคทั่วประเทศ”
ดร.อรณัฏฐ์ เล่าถึงความอัศจรรย์ของจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ของเสถียรธรรมสถานคร่าวๆ ว่า พ่อแม่ที่มาเข้าคอร์สกับเสถียรธรรมสถานนั้น ลูกที่เกิดมาจะมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นเด็กที่รู้จักให้ เพราะเขาได้ถูกหล่อหลอมด้วยธรรมะมาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ขณะอยู่ในท้อง และพอเกิดมาแล้วแม่ก็อยู่ในศีลในธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก เป็นอริยะให้กับลูก
“มีเคสพิเศษเคสหนึ่ง คุณแม่ตรวจพบว่าลูกเป็นดาวน์ซินโดรม ตรวจโครโมโซมมาจากต่างประเทศ ได้มาปรึกษาคุณแม่ชีศันสนีย์ ท่านก็บอกว่า ถ้าลูกจะอยู่ก็ขอให้อยู่ด้วยกุศลของแม่ ถ้าจะไปก็ให้ไปพร้อมกับกุศลที่แม่สร้าง แล้วทางครอบครัวก็ตัดสินใจไม่เอาเด็กออก เพราะทำใจไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่เขาก็ภาวนานั่งสมาธิทำตามที่คุณแม่ชีบอก สวดมนต์ เจริญภาวนาตลอด ปรากฏว่าลูกออกมาปกติและยังฉลาดด้วย เธอบอกว่าจะเสียใจมากถ้าวันนั้นเอาลูกออก”
เธอย้ำว่า ตั้งใจไว้ว่าชีวิตที่เหลือจะทำงานเพียงให้ได้ปัจจัย 4 พอเลี้ยงชีพ และขอทำบุญด้วยแรงด้วยความรู้ที่มี สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น เพื่อสร้างคุณค่าให้ตัวเองได้อิ่มเอมใจก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับชีวิตแล้ว
“วันนี้ไม่มีเงินที่มากมาย ไม่มีตำแหน่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พบในเวลานี้คือความรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า ทำให้มีพลังในการขับเคลื่อนชีวิตต่อไปได้”
การศึกษา : ปริญญาตรีพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปริญญาโท บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปริญญาเอก ผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต (Ph.D. Candidate), ผู้นำด้านการบริหารธุรกิจสุขภาพ OSLU by Pacific Rim Institute USA, โครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิต การพัฒนาการบริการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (เน้นวิจัย) สาขาบริหารการตลาด และกำลังศึกษาพุทธศาสตร์และศิลปะแห่งชีวิต สาวิกาสิกขาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
คติในการดำเนินชีวิต : “ใช้ชีวิตให้เหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้าย แต่ให้เรียนรู้เหมือนจะอยู่ไปตลอดกาล” ของ มหาตมะ คานธี







