
จเด็จ กำจรเดช กับความเชื่อ ความจริง และการรับฟัง
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร
เมื่อเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งรวมตัวอยู่ในหนังสือเล่มเดียวกันเป็นรวมเรื่องสั้นที่มีชื่อว่า “มะละกาไม่มีทะเล” ผลงานรวมเรื่องสั้นของนักเขียนรางวัลซีไรต์ “จเด็จ กำจรเดช” ที่ได้เป็นหนึ่งในหนังสือรวมเรื่องสั้น 6 เล่มสุดท้ายที่เข้ารอบรางวัลซีไรต์ประจำปีนี้ จึงน่าจะการันตีได้ว่านี่เป็นการรวมตัวของ “สาร” อะไรบางอย่างที่มีพลัง มีความหมายต่อการดำรงอยู่และมีมุมมองความคิดที่ดีต่อการใช้ชีวิต ที่ผู้เขียนตั้งใจสื่อออกมาผ่านเรื่องสั้นแต่ละเรื่อง
ณ ขณะที่ปิดต้นฉบับอยู่นี้ผลการตัดสินยังไม่ปรากฏ (และเมื่อวันที่ได้ตีพิมพ์ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะประกาศผลการตัดสินแล้วหรือยัง) แต่ที่แน่ๆ สารอะไรบางอย่างที่ว่า กลับปรากฏออกมาในระหว่างที่ผมได้สนทนากับจเด็จทางโทรศัพท์มากมายเต็มไปหมด
และมันก็มีประโยชน์ต่อมนุษย์ทุกคนทุกผู้
“เรื่องสั้นในเล่มนี้ไม่พูดถึงโลกในวันข้างหน้า ก็พูดถึงโลกในอดีต แม้ว่า ณ ตอนนี้เรากำลังอยู่ในโลกปัจจุบัน ที่ซึ่งการใช้ชีวิตของผู้คนช่างบิดเบี้ยวเหลือเกิน เช่น เรามักพูดถึงโลกที่ยังมาไม่ถึง ในแง่มุมของภัยพิบัติ หรือสิ่งน่ากลัว เรามักคิดถึงความก้าวหน้า แสวงหาเทคโนโลยี อยากรู้อนาคต เพื่อรู้สึกถึงความปลอดภัย หรือโหยหาเรื่องราวในอดีต เพราะเราไม่มั่นใจในโลกอนาคต จนลืมมองไปว่าแทนที่เราจะเอาอดีตมาเป็นบทเรียน เพื่อทำให้อนาคตมันดียิ่งขึ้น เรากลับย่ำซ้ำรอยเดิมในแง่ของประวัติศาสตร์หรือการต่อสู้”
จเด็จ บอกเล่าว่า เขาเขียนเรื่องสั้นที่พูดถึงโลกอนาคต ซึ่งอาจจริงหรือไม่จริงก็ได้ เขียนเรื่องในอดีตที่อาจจริงหรือไม่จริงก็ได้เช่นเดียวกัน มันเป็นทั้งประวัติศาสตร์และอนาคตที่อาจบิดเบือน อาจมีคนเชื่อ คล้อยตาม หรืออาจมีคนปฏิเสธที่จะเชื่อหมดทุกประตู ทุกอย่างเป็นไปได้หมด แต่ที่แน่ๆ เขาพูดถึงโลกปัจจุบันที่ถูกทำให้ดูเหมือนเป็นอดีตหรืออนาคตเท่านั้นเอง
“ผมเชื่อว่าเมื่อคนอ่านได้อ่านรวมเรื่องสั้นเล่มนี้แล้ว เขาจะรู้ว่านี่คือการหยิบยกเหตุการณ์ในปัจจุบันมาพูดถึง โดยมีฉากหลังเป็นเรื่องราวในอดีตหรือในอนาคต ซึ่งแก่นสารสาระสำคัญที่ผมต้องการนำเสนอ ผมต้องการให้มันมีผลไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับคนในสังคมในยุคปัจจุบันมากกว่า ทุกสิ่งในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ มันคือเรื่องที่ทุกคนได้สัมผัสมาแล้ว และมันเกิดขึ้นกับเราในปัจจุบันแล้ว”
จเด็จ บอกเล่าว่า ที่เขาใช้ชื่อรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ว่า “มะละกาไม่มีทะเล” นั่นเป็นเพราะชื่อนี้มันบ่งบอกถึงสารที่เขาต้องการสื่อไปยังผู้อ่านได้เป็นอย่างดี
“เมื่อพูดถึงมะละกา เรามักจะนึกถึงทะเล หรือช่องแคบมะละกา แต่พอไปถึง เรากลับไม่พบเจอทะเล มองหาป้ายก็ไม่มี เราโดนโกหกหรือเปล่า เหมือนประวัติศาสตร์ เราอาจถูกหลอกลวงบิดเบือนได้ สิ่งที่ผมต้องการนำเสนอคือ สิ่งที่เราคิดว่ามี มันอาจไม่มี ที่เราคิดว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิเสรีภาพ จริงๆ แล้วเราอาจไม่มีก็ได้ หรือกับความสะดวกสบายของการดำเนินชีวิต หารู้ไม่ว่าเราอาจกำลังถูกครอบงำจากสิ่งต่างๆ อยู่ นี่ถือเป็นความบิดเบี้ยวอีกหนึ่งอย่างของสังคมในยุคปัจจุบัน”
แต่ไม่ว่าสังคมในยุคปัจจุบันจะบิดเบี้ยวไปมากน้อยอย่างไร หากการดำรงอยู่ในปัจจุบันของเรา ไม่เต็มไปด้วยการเชื่อในบางสิ่งบางอย่างแบบสุดลิ่มทิ่มประตู โดยไม่พยายามมองให้เห็นถึงความจริงที่มีอยู่มากมายหลายชุด แต่เรียนรู้ที่จะรับฟังกันและกัน เรียนรู้ในความเชื่อของอีกฝ่าย รวมทั้งมองให้เห็นถึงความจริงในแต่ละชุดว่า เหมือนหรือแตกต่างจากความจริงของเรามากน้อยเพียงใด จเด็จเชื่อว่าประวัติศาสตร์ (ที่มักเป็นคำโกหกของผู้ชนะและเป็นคำแก้ตัวของผู้แพ้) จะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายปัจจุบัน และไม่ทำให้อนาคตต้องมืดมัวและเต็มไปด้วยสิ่งที่เราคาดเดาไม่ถึง
“สำหรับรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ ตอนเขียนไม่ได้คิดว่ามันต้องได้เข้ารอบหรือได้รางวัลอะไร แค่รู้สึกว่าการได้เข้ารอบ มันก็พิสูจน์การสร้างงานของเราได้แล้ว มันชนะด้วยตัวของมันแล้ว พูดกับใครได้ว่ามันได้มาตรฐานของมันแล้ว หากได้รางวัลซีไรต์อีกครั้งได้ ก็ยินดี ก็คงใช้ชีวิตปกติเหมือนเดิม และสร้างสรรค์ผลงานต่อไป”
ปี 2554 : รวมเรื่องสั้นเล่มแรกชื่อ “แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ” ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2554
ปี 2557 : จเด็จกำลังเกลานิยายเรื่อง “ไปกินข้าวเช้าที่ดาวพลูโต” และกำลังเขียนนิยายเรื่อง “พลเมืองมือสอง” ซึ่งเป็นตอนจบของ “ประเทศมือสอง”







