posttoday
HR กับการแก้ปัญหา Bad Boss

HR กับการแก้ปัญหา Bad Boss

08 กันยายน 2557

คราวที่แล้วผู้เขียนได้นำเสนอความเสียหายต่างๆ ของการมี Bad Boss หรือ “นายแย่” ไปแล้วนะคะ

โดย...รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์  

คราวที่แล้วผู้เขียนได้นำเสนอความเสียหายต่างๆ ของการมี Bad Boss หรือ “นายแย่” ไปแล้วนะคะ โดยหนึ่งในความเสียหายที่น่าวิตกมากก็คือ การมีนายแย่คนหนึ่งมีผลให้ผลการทำงานของลูกน้องใต้บังคับบัญชาแย่ไปได้ถึง 5 ปี ถ้าหากองค์กรใดมีหัวหน้างานที่แย่ๆ หลายคนรวมกันเข้าคงสร้างความเสียหายเป็นเงินเรือนล้านได้อย่างรวดเร็วเลยนะคะ ดังนั้นองค์กรที่ฉลาดและฉับไวจะรอช้าในการแก้ปัญหาไม่ได้ค่ะ ทั้งนี้ฝ่าย HR จะต้องร่วมมือกับผู้บังคับบัญชาของบรรดา Bad Bosses เหล่านี้ทำการยุติความเสียหายโดยด่วน ซึ่งในลำดับแรกเราควรมาทำความเข้าใจเสียก่อนว่าลักษณะของนายที่แย่นั้นมีกี่จำพวก เพื่อที่เมื่อพบเข้าสักคนจะได้รีบคัดตัวมาซ่อมให้ทันการ

เริ่มจาก “นายอันธพาล” (The bully boss) ก่อนนะคะ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า นิสัยใจคอ การพูดจาปราศรัยและพฤติกรรมเป็นอย่างไร นายที่ชอบวิจารณ์ว่ากล่าวลูกน้องด้วยถ้อยคำรุนแรงหยาบคาย ข่มขู่คุกคามดูหมิ่นไม่ให้เกียรติลูกน้อง ลวนลามทั้งคำพูดและการกระทำ ไม่ก็ทำเป็นมองไม่เห็น ทำเป็นไม่ได้ยินเวลาลูกน้องทักทายหรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม พฤติกรรมในทางลบต่างๆ ที่ทำให้ลูกน้องต้องเสียหน้า เสียความมั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าต่ำต้อยน้อยหน้าไม่ฉลาด เหล่านี้ถือเป็นพฤติกรรมคุกคามสร้างความปั่นปวน (Bullying Behaviors) ที่ไม่ควรประพฤติ เพราะมันไม่ใช่การกระทำของนักบริหารมืออาชีพ แต่หัวหน้าบางคนไม่ตระหนักในข้อนี้ คิดว่าเป็นหัวหน้าก็มีสิทธิจะพูดหรือทำอะไรก็ได้ ซึ่งมันไม่ใช่ คนเป็นหัวหน้าจึงต้องได้รับการอบรมเรื่องสิ่งที่ควรพูด ไม่ควรพูด และควรทำ กับไม่ควรทำ ซึ่งหน้าที่ในการอบรมความเป็นมืออาชีพก็คือหน้าที่ของ HR ค่ะ และถ้าได้รับการอบรมแล้วก็ยังไม่ทิ้งพฤติกรรมวางโตเป็นอันธพาลกวนองค์กร แบบนี้คงเหลือไม่กี่ทาง คือ ว่ากล่าวตักเตือน คาดโทษ จนถึงเชิญให้ออกจากองค์กรในที่สุดเพื่อประโยชน์สุขของมวลมหาชนทั้งหลายในองค์กร

นายจู้จี้จุกจิกชอบจิกจับตาดูพนักงานแบบไม่วางตา (The micromanager boss) นายประเภทนี้ก็เป็นคนน่าเบื่อที่พนักงานไม่อยากทำงานด้วยอีกจำพวกหนึ่ง พวกนี้เป็นคนละเอียดเกินไป ประมาณว่าใช้แว่นขยายตรวจสอบการทำงานของพนักงานทุกขณะจิต ไม่เคยวางใจพนักงานให้เขาได้ทำงานแบบตัดสินใจด้วยตนเองได้เลย พนักงานต้องรายงานความก้าวหน้าในการทำงานทุกฝีก้าว ซึ่งบางเรื่องไม่จำเป็นต้องไปวิเคราะห์เจาะลึกให้เสียเวลา เพราะว่ามันไม่ใช่ประเด็นหลัก นายพวกนี้ชอบตรวจตัวเลขรายละเอียดแบบยิบตา ทำให้พนักงานรู้สึกอึดอัดหายใจไม่คล่อง เพราะต้องอยู่ในสายตา (ที่คอยจับผิด) ของนายตลอดเวลา ต้องตอบคำถามเหมือนถูกสอบสวน ทำให้พนักงานอาจเบื่อจนเหลือจะทน และหากจำเป็นต้องทน ก็จะทำงานแบบซังกะตาย เพราะทำให้ดีอย่างไรก็ไม่เคยดีพอสำหรับนายที่ละเอียดถี่ยิบแบบนี้ ทางแก้ก็คือ ต้องฝึกอบรมเรื่องการแยกแยะลำดับความสำคัญของงาน การรู้จักไว้วางใจพนักงาน การบริหารแบบเน้นผลงาน (Resultoriented) มากกว่ากระบวนการ (Processoriented) และการมอบหมายกระจายอำนาจ (Decentralize) ให้กับพนักงานเพื่อตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป มิฉะนั้นลูกน้องจะเป็นโรคประสาทกันหมด

นายบ้างาน (The workaholic boss) การทำงานที่ดีก็คือ ต้องมีใจจดจ่อกับงาน มีความรับผิดชอบใส่ใจกับงาน แต่ไม่ถึงขนาดที่ทำแต่งาน ไม่กินไม่นอนไม่พักผ่อน และคาดหวังว่าลูกน้องจะต้องทำงานแบบหัวปักหัวปำเหมือนตนเอง ลูกน้องคนไหนกลับบ้านตรงเวลาไม่อยู่จนค่ำมืดทั้งๆ ที่งานของวันนั้นก็เสร็จแล้ว หรือควรจะหยุดแล้วไปทำต่อในวันใหม่ นายก็ไม่พอใจคาดหวังว่าพนักงานต้องทุ่มเท ประมาณว่างานไม่เสร็จ ไม่กลับบ้าน ทั้งๆ ที่งานนั้นมิได้ต้องการความเร่งด่วนขนาดนั้น แบบนี้เขาเรียกว่า ไม่รู้จักความพอดี และไม่มีความเกรงใจ HR ก็ต้องทำการฝึกอบรมให้มีวิจารณญาณที่ดีขึ้น ทั้งนี้ควรมีหัวหน้างานเก่งๆ มาช่วยเป็นโค้ชแบ่งปันประสบการณ์การบริหารงานและคนเพิ่มให้ด้วย จะได้มีทัศนคติและการตัดสินใจที่เหมาะสมยิ่งขึ้น มิฉะนั้นทั้งนายและพนักงานก็จะเหนื่อยล้าหมดแรงหมดใจในการทำงานโดยใช่เหตุ หากนายอยากจะทิ้งร่างที่ทำงาน ก็ขอเชิญนายนอนเฝ้าออฟฟิศคนเดียวก็แล้วกัน ลูกน้องขอกลับบ้านก่อนล่ะ

นายที่สร้างความแตกแยก (The divisive boss) นายประเภทนี้ถือเป็นนายที่ไม่พึงประสงค์ขององค์กรในลำดับต้นๆ เลยค่ะ นายบางคนมีปัญหากลัวว่าลูกน้องจะสมัครสมานสามัคคีมากเกินไปแล้วอาจแข็งเมืองมาเลื่อยขาเก้าอี้นายก็ได้ ดังนั้นนายบางคนจึงใช้นโยบาย “แบ่งแยกและปกครอง” (Divide and conquer) โดยพยายามทำให้ลูกน้องแยกกันเป็นกลุ่มย่อย อาจจะโดยใช้วิธีสั่งงานที่ทำให้ลูกน้องต้องแข่งกันสร้างผลงานจนไม่สามารถรวมตัวกันได้ หรือไม่ก็ไม่สนับสนุนการสร้างกิจกรรมรวมทีมรวมใจพนักงาน และถ้าพนักงานมีปัญหาขัดแย้งกันก็ไม่พยายามแก้ไขเพื่อสร้างความปรองดอง ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงถึงเจตนารมณ์ในการแบ่งแยกและปกครองอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามนายบางคนก็มิได้มีเจตนาร้ายเช่นนั้น แต่ความที่เป็นคนไม่ใส่ใจในการสร้างความสามัคคีของหมู่เหล่า และเป็นคนที่เลือกที่รักมักที่ชังอยู่แล้ว จึงมีผลทำให้ลูกน้องแตกแยกกันเอง ซึ่งความแตกแยกมีผลทำให้การประสานงานระหว่างกลุ่มและแผนกเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิผลเท่าที่ควร ส่งผลให้ผลงานขององค์กรต้องด้อยลงไป แบบนี้แสดงว่านายที่สร้างหรือมีส่วนร่วมในการสร้างความแตกแยกทำให้องค์กรต้องเสียประโยชน์ แล้วเราจะเก็บหัวหน้างานประเภทไม่สร้างสรรค์แต่บ่อนทำลายไว้ทำไมล่ะคะ การแก้ไขก็คือ ต้องให้นายที่อยู่ระดับเหนือกว่าเรียกไปอบรมตักเตือน HR อาจให้การอบรมเรื่องการสร้างทีมและการแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่ถ้าไม่ดีขึ้นอาจต้องย้ายแผนกเพื่อเปลี่ยนกลุ่มคนที่ต้องบริหาร เผื่อว่าพอเจอคนกลุ่มใหม่จะมีการปรับพฤติกรรมการบริหารให้ดีขึ้น แต่ถ้ายังมีนิสัยเหมือนเดิม ทางแก้ทางเดียว คือ เชิญให้ออกค่ะ

ลองเหลือบตามองดูหัวหน้างานแต่ละระดับในองค์กรของท่านดูนะคะ ว่ามีเข้าข่ายเป็น Bad Boss กันหรือไม่ ถ้าเห็นแต่เนิ่นๆ จะได้จับมือ HR ร่วมกันแก้ไขปัญหาก่อนที่จะเกิดความเสียหายมากไปจนเกินแก้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท