
‘Documentary Club’ ก้าวแรกสู่การดูหนังสารคดีบันดาลใจ
จำได้ว่ากว่า 10 ปีมาแล้ว “เด็กโต๋” ได้เปิดประตูหนังสารคดีไทยให้เกิดการรับรู้ถึงชั้นเชิงหนังสารคดีที่แปลกไปจากเดิม
โดย...พงศ์ พริบไหว
จำได้ว่ากว่า 10 ปีมาแล้ว “เด็กโต๋” ได้เปิดประตูหนังสารคดีไทยให้เกิดการรับรู้ถึงชั้นเชิงหนังสารคดีที่แปลกไปจากเดิม โดยตัวหนังเล่าชีวิตของกลุ่มเด็กชาวเขากับเรื่องราวครั้งแรกที่จะได้เห็นทะเล ซึ่งสร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจอย่างท่วมหัวใจให้กับผู้ที่ได้ชื่นชม ทว่าถึงวันนี้ยังไม่มีหนังสารคดีไทยเรื่องไหนที่สามารถส่งแรงผลักได้ทัดเทียม นั่นคงเป็นเพราะบ้านเรายังไม่ให้การยอมรับสไตล์หนังเทือกนี้ อีกทั้งไม่มีโรงจัดฉายหนังสารคดีแบบปล่อยให้ซื้อรอบตั๋วอย่างจริงจัง เพราะโอกาสในการทำกำไรมีน้อย มีให้เห็นบ้างก็ตามกิจกรรมของกลุ่มคนรักหนัง จึงทำให้หนังสารคดีในเมืองไทยคลุกอยู่แต่ในวงแคบๆ
จนมาถึงศตวรรษนี้หนังสารคดีทั่วโลกถูกสร้างออกมาหลากหลายทัศนคติ ถูกปรับเปลี่ยนให้เสพง่ายไม่น่าเบื่อ แต่ล้วนอยู่บนพื้นฐานของอุดมคติความเป็นจริง เช่นเดียวกับบทเพลงและหนังสือวรรณกรรมชั้นดี หนังสารคดีบางเรื่องทรงพลังถึงขั้นที่สามารถเขย่าหัวใจ เปลี่ยนผู้ชมเป็นคนใหม่สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งคงดีไม่น้อยหากประเทศไทยเราจะมีหนังสารคดีที่ดีให้ดูกันแบบสามารถเลือกเสพได้
นั่นเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “Documentary Club” ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนจากเหล่าคนอยากดูหนังสารคดี เพื่อนำเงินไปเฟ้นหาและซื้อสิทธิหนังสารคดีที่สร้างแรงกระตุ้นหัวใจจากทั่วโลกมาจัดฉายเผยแพร่อย่างเป็นทางการในประเทศไทยตามโรงภาพยนตร์ทั่วไป โดยจุดเริ่มต้นของโครงการนี้เป็นไอเดียจากสองคนรักหนัง สุภาพ หริมเทพาธิป และ ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ นักเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ ที่ฝันอยากให้คนไทยได้ชื่นชมหนังสารคดีสุดอิ่มเอมหัวใจ
“จริงๆ เป็นคนชอบดูหนังสารคดีมานานแล้ว อย่างเราทำนิตยสารทำอะไรต่างๆ ก็มักจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมหนังสารคดีอยู่ตลอด แต่ละงานก็จะเป็นคนคัดหนังสารคดีซึ่งเราก็เลือกหนังที่พูดถึงประเด็นเชิงสังคมมาฉาย ซึ่งหนังแบบนี้หากเรามองย้อนกลับไปในหลายปีจะมีความรู้สึกว่าไม่บันเทิงเลยดูยากไกลตัว แต่พอได้ทดลองฉายหนังสารคดีแบบนั้นตามงานต่างๆ มันสามารถจุดติด งานหนังสารคดีสามารถดึงคนจำนวนมากมาดูได้ ซึ่งเรารู้สึกว่าเฮ้ย! คนดูจำนวนหนึ่งสามารถก้าวข้ามความรู้สึกของคำว่าหนังสารคดีเป็นเรื่องที่น่าเบื่อไปแล้ว ขนาดหนังมีเนื้อหาเป็นเชิงสังคมคนดูก็ยังไม่ปฏิเสธ
“มันทำให้เราคิดเอาเองว่าอาจเป็นเพราะสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลก สภาพสังคมในช่วงขณะนี้มันกระตุ้นให้ผู้คนกระหายอยากจะดูหนังสารคดี เพื่อเปิดตัวเองให้กับความรู้หรือทัศนคติใหม่ๆ ที่ถูกถ่ายทอดเป็นเรื่องราวของสารคดี แล้วมันก็ประจวบเหมาะอีกว่าเวลานี้หนังสารคดีในกระแสโลกมันเติบโตขึ้นเยอะ มีความหลากหลายของเรื่องราวที่ถูกนำมาเล่า มันมีพัฒนาการในเชิงการใช้ภาษาภาพยนตร์ขึ้นมาก ทำให้มีหนังสารคดีให้เลือกดูเยอะ เราก็รู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้นะ ถ้าเราจะเปิดพื้นที่ให้มีการฉายหนังสารคดีในโรงภาพยนตร์อย่างจริงๆ จังๆ และต่อเนื่อง” ธิดา พูดถึงความเป็นมาของ “Documentary Club”
หลังจากเธอเริ่มระดมทุนมาได้เพียงไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีสื่อโปรโมททว่าการเดินทางของโปรเจกต์กลับไปได้สวยเกินคาด มีผู้คนแห่เข้ามาลงขันเพื่อเบิกทางสายใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์ไทยมากมาย กระทั่งทำให้ “Documentary Club” สามารถจัดฉายหนังสารคดีเรื่องแรกได้สำเร็จ ซึ่งจะมีกำหนดเข้าฉายในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเป็นอย่างช้า สืบเนื่องจากกำลังอยู่ในขั้นตอนของการซื้อลิขสิทธิ์หนังทำซับไตเติ้ลและการติดต่อโรงภาพยนตร์ โดยจะมีกำหนดเข้าฉายตามโรงหนังปกติแต่จะมีรอบที่จำกัด ส่วนค่าเข้าชมก็เก็บกันในราคาสมเหตุสมผล
“ด้วยความเป็นหนังสารคดีมันอาจไม่ได้เปิดกว้างให้เราสามารถฉายได้ทั่วประเทศ แต่ในอนาคตตั้งใจว่าอยากให้หนังสารคดีเดินทางไปตามเมืองต่างๆ อย่างน้อยๆ เราหวังว่าถ้าเราฉายในกรุงเทพฯ สำเร็จเราจะสามารถนำไปฉายในพื้นที่คล้ายๆ กันได้ตามหัวเมืองใหญ่ และจะไม่แค่ฉายหนัง แต่เราจะตั้งวงพูดคุยชักชวนคนที่น่าสนใจมาแลกเปลี่ยนบทสนทนา ในเรื่องราวของภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะ วัฒนธรรม สังคม การเมือง ฯลฯ ตามแต่หนังเรื่องนั้นพาไป”
โดยหนึ่งในผู้ลงขันอย่าง กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ดำเนินรายการเช้าทันโลก คลื่นเอฟเอ็ม 96.5 ที่รู้จักกันดีในนามนักต่อสู้เพื่อการเข้าถึงยา ได้กล่าวถึงเหตุผลที่ตัวเธอเลือกร่วมโครงการนี้ว่า “เราเป็นคนชอบดูหนังสารคดีมาก แล้วการที่เราจะได้ดูสารคดีที่ไม่ใช่เชิงท่องเที่ยวหรือสัตว์โลกได้ในเมืองไทยก็ต่อเมื่อมีงานเทศกาลภาพยนตร์ แล้วแบบนั้นมันจะหาเวลาว่างเข้าไปชมยาก อีกอย่างคือทุกครั้งที่เราได้ดูเรารู้สึกว่าเราได้รับแรงบันดาลใจอยู่เสมอนะ แล้วมันสามารถทำให้เราหยิบมาใช้ในเรื่องต่างๆ ได้อีกมากมาย เราก็อยากแบ่งปันให้คนอื่นได้ดูบ้าง แต่ก็ไม่รู้จะชวนกันไปดูด้วยวิธีไหน พอเราเห็นโครงการนี้ผ่านตา เรารู้สึกว่าใช่เลย นี้คือจุดเริ่มต้นที่จะสามารถทำให้งานหนังสารคดีไปสู่วงกว้างแพร่หลาย และเมื่อหนังเรื่องแรกเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ หลายๆ คนจะมีโอกาสได้รับรู้ถึงคุณค่าของงานหนังสารคดี”
ส่วนการคัดเลือกหนังทางเจ้าความคิดมีวิธีคัดเลือกในแบบที่ตัวเองเชื่อว่าดี และผู้คนจะได้รับแรงบันดาลใจและต้องเป็นหนังที่มีความบันเทิงพอสมควร ซึ่งเป็นความบันเทิงที่เกิดขึ้นมาจากความเข้มข้นของเนื้อหาหนังจะไม่เลือกสารคดีที่เป็นงานเฉพาะกลุ่ม ซึ่งในปีนี้ทาง “Documentary Club” ตั้งเป้าหมายไว้ว่าคนไทยจะต้องมีหนังสารคดี 7 เรื่องให้ได้ชม โดยนำร่องด้วยการคัดสรรหนังสารคดีที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ซึ่งทั้ง 7 เรื่อง จะมีเนื้อหาในลักษณะที่ต่างกัน ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนเป็นเรื่องจริงที่น่ามหัศจรรย์และมีพลัง
“อย่างเวลาที่เราเจอหนังสารคดีที่ดีมากๆ ไม่ว่าจะในเชิงประเด็นหรือวิธีการ มันส่งผลสะเทือนสู่ความรู้สึกเราได้จริงๆ นะ จนเราอยากแบ่งปันให้คนอื่นได้รู้สึก นั่นมันฝังอยู่ในความคิดมาเสมอว่าเราต้องทำยังไงก็ได้ให้หนังสารคดีเผยแพร่ไปอย่างกว้าง แล้วบนโลกนี้มีหนังสารคดีตั้งหลายเรื่องที่ดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจ อย่างหนังเรื่อง “Life Itself” ซึ่งเล่าถึงชีวประวัติของ โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดัง ซึ่งเขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่เรื่องราวของเขาบันดาลใจมาก
“คือแม้รู้ว่าอีกไม่นานตัวเองจะไม่อยู่บนโลกแล้วเพราะอาการป่วยคุกคาม แต่จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตเขายังคงทำในสิ่งที่รัก ซึ่งต่อมางานวิจารณ์ของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจที่สามารถขับเคลื่อนวงการหนังยุคต่อมาอย่างสูง และผลักดันให้เกิดคนทำหนังรุ่นใหม่มากมาย ซึ่งเรื่องราวในหนังสารคดีเรื่องนี้มันมีเสน่ห์เป็นสากลมากๆ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนดูได้มากทีเดียว ซึ่งเราคิดว่าเรื่องนี้แหละจะเป็นเรื่องแรกที่จะนำมาฉาย” ก่อนเธอจะสรุปถึงสิ่งพิเศษในหนังสารคดีให้ฟังว่า
“หนังสารคดีมันมีความพิเศษตรงที่มันให้ประสบการณ์เชิงความคิด ในหนังจะมีทัศนคติบางอย่างซึ่งมาจากเรื่องราวจริงๆ มันจะทำให้เรารู้สึกต่างไปเพราะมันไม่ใช่เรื่องที่คนแต่งขึ้นมาเพื่อเล่นกับอารมณ์ของเรา แล้วไอ้เรื่องที่เป็นจริงนี่แหละที่มันเป็นความมหัศจรรย์ของหนังสารคดี คือสุดท้ายแล้ว Documentary Club มันจะไปได้ไกลอย่างที่เราหวังไหมเราคงไม่รู้นะ แต่เราก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด และปล่อยให้หนังสารคดีมันทำงานทำหน้าที่ของมันไป”







