แข้งพันล้าน...คำตอบสุดท้ายคือ???
ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์กำลังจะปิดลงในวันที่ 1 ก.ย. บรรดาทีม “บิ๊กเนม”
โดย...ราชันเบอร์23
ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์กำลังจะปิดลงในวันที่ 1 ก.ย. บรรดาทีม “บิ๊กเนม” ต่างเสริมทัพกันพึ่บพั่บ เพื่อหานักเตะที่คิดว่า “ใช่” เป็นจิ๊กซอว์ที่จะพาทีมสู่ความสำเร็จ แม้จะต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล แต่พวกเขาเหล่านี้จะเป็นกุญแจพาทีมคว้าแชมป์หรือไม่ ต้องดูกันยาวๆ เพราะนักเตะอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายก็ได้???
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
“ผีแดง” ของ หลุยส์ ฟาน กัล ออกสตาร์ทฤดูกาลด้วยผลงานน่าผิดหวัง แถมยังตกรอบ แคปิตอล วัน คัพ ด้วยน้ำมือของเอ็มเค ดอนส์ ทีมจากลีกวัน ทั้งที่พวกเขาใช้เงินทำการเสริมทัพมากถึง 146 ล้านปอนด์ (ราว 7,738 ล้านบาท)
ไฮไลต์คงหนีไม่พ้น อังเคล ดิ มาเรีย ด้วยค่าตัว 59.7 ล้านปอนด์ (ราว 3,283.5 ล้านบาท) มาร่วมทีม เพื่อหวังจะให้เข้ามาตอบโจทย์ของทีม โดยปีกทีมชาติอาร์เจนตินาทุบสถิตินักเตะค่าตัวเเพงสุดในพรีเมียร์ลีกอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของแมนฯ ยูไนเต็ด หลังจากหมดยุคเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือนักเตะบิ๊กเนมยังทำผลงานได้ไม่ดี โดยเฉพาะ เวย์น รูนีย์ และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี ขณะที่นักเตะใหม่ที่ซื้อมาเสริมทัพส่วนหนึ่งบาดเจ็บ ลุค ชอว์ และ อันเดร เอร์เรรา ยังไม่มีส่วนช่วยทีมเลย
แม้จะได้ ดิ มาเรีย มา แต่ต้องบอกว่าปีกอาร์เจนไตน์เล่นในตำแหน่งปีกซ้าย ซึ่งตอนนี้แมนฯ ยูไนเต็ด มีนักเตะที่ถนัดในตำแหน่งนี้หลายรายทั้ง อัดนาน ยานาไซจ์, แอชลีย์ ยัง นอกจากนี้กองหลังอย่าง ฟิล โจนส์, คริส สมอลลิง และ จอนนี อีแวนส์ ยังไว้ใจไม่ได้ ล่าสุดได้ ดาร์ลีย์ บลินด์ ฟูลแบ็กทีมชาติเนเธอร์แลนด์ วัย 24 ปี มาอุดแนวรั่ว ด้วยค่าตัว 13.8 ล้านปอนด์ (ราว 731 ล้านบาท) น่าจะทำให้เกมรับแข็งแกร่งขึ้น
สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ ได้ออกมาวิเคราะห์การซื้อ ดิ มาเรีย ว่าไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง ยิ่งถ้าบอกว่า หลุยส์ ฟาน กัล ยังยืนยันจะเล่นระบบ 3-5-2 ยิ่งไม่ใช่เลย เพราะวิงแบ็กในระบบนี้ต้องวิ่งขึ้นลงตลอดเวลา
ต้องดูว่าแมนฯ ยูไนเต็ด จะปรับโครงสร้างทีมอย่างไร แต่ลงทุนขนาดหลายพันล้านบาท ใช่ว่าจะเป็นสูตรสำเร็จที่จะประสบความสำเร็จ อาจต้องรอไปอีกฤดูกาลสำหรับการลุ้นแชมป์ลีก
ลิเวอร์พูล
เป็นอีกทีมที่ช็อปปิ้งนักเตะเป็นว่าเล่น ใช้เงินไปแล้ว 120 ล้านปอนด์ (ราว 6,600 ล้านบาท) เรียกว่าสร้างทีมใหม่ได้เลย หลังจากขาย หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าทีมชาติอุรุกวัยไปให้บาร์เซโลนาด้วยราคา 75 ล้านปอนด์ (ราว 4,100 ล้านบาท) เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือไอริช ซื้อนักเตะไปแล้ว 9 คน ได้แก่ ริคกี แลมเบิร์ต, เดยัน ลอฟเรน, อดัม ลัลลานา, เอ็มเร ชาน, ลาซาร์ มาร์โควิช, ดิว็อค โอริกี, ฆาเบียร์ มานกีโญ (ยืมตัว), อัลแบร์โต โมเรโน และ มาริโอ บาโลเตลลี
หลายคนอดห่วงไม่ได้ว่าการย้ายมาของบาโลเตลลี แม้ราคาจะไม่แพง แต่จะช่วยตอบโจทย์ของร็อดเจอร์ส ที่ต้องการกองหน้ามาแทน หลุยส์ ซัวเรซ ได้หรือไม่ ทว่า จอร์แดน เฮนเดอร์สัน มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษ เชื่อว่าการย้ายเข้ามาของหัวหอกเกรียนจะช่วยเติมความมั่นใจให้กับพลพรรค “หงส์แดง” อีกครั้ง
ปัญหาหลักตอนนี้ คือ ต้องหาตัวแทนของ ซัวเรซ ทำให้ ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ ต้องแบกความหวังของทีม การได้บาโลเตลลีมาอาจจะทำให้ปัญหานี้คลี่คลายบ้าง หาก “เกรียนโอ้” จูนกับสเตอร์ริดจ์ได้เร็ว ก็จัดว่าคุ้ม
เชลซี
โฉมใหม่ “สิงห์บลู” ของ โจเซ มูรินโญ เลือกซื้อนักเตะแบบเน้นคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ ใช้เงินเพียง 82 ล้านปอนด์ (ราว 4,510 ล้านบาท) ปัญหาหลักของเชลซีในฤดูกาลที่ผ่านมา คือ กองหน้าไม่คม ปีนี้เชลซีซื้อ ดีเอโก คอสตา จากแอต.มาดริด 35 ล้านปอนด์ (ราว 1,925 ล้านบาท) รวมถึงได้ ดิดีเยร์ ดร็อกบา กองหน้าลูกหม้อมาร่วมงานในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์อีกครั้ง ดูเหมือนจะทำให้เชลซีแข็งแกร่งขึ้น
ส่วนแดนกลางได้ เชส ฟาเบรกาส มิดฟิลด์จากบาร์เซโลนา 27 ล้านปอนด์ (ราว 1,485 ล้านบาท) มาปั้นเกม เป็นอีกจุดที่เติมเต็มสิ่งที่ขาด จะได้แบ่งเบาภาระของ ออสการ์ ส่วนแนวรับปล่อย ดาวิด ลุยซ์ ไปให้ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง แต่ซื้อ ฟิลิเป หลุยส์ กองหลัง แอต.มาดริด ถือว่าแก้ปัญหาถูกจุด ส่วน ธิโบต์ กูร์ตัวส์ นายด่านสุดท้ายถือว่าเป็นอีกจุดสำคัญที่ทำให้ “สิงห์บลู” ปึ้กและแกร่งทั่วแผ่น
“ทั้งสองโชว์ฟอร์มได้ดีในเกมที่ผ่านมา พวกเขาจะเข้ามาช่วยทำให้เราทำผลงานดีขึ้นไปอีกระดับหนึ่งได้อย่างแน่นอน เขาเป็นกองหน้าประเภทเก็บบอลได้และประสานงานกับคนอื่นได้ ส่วนฟาเบรกาส เขาคุมจังหวะของทีมอยู่กลางสนาม ผมมั่นใจว่าปีนี้เราน่าจะได้ลุ้นแชมป์มากกว่าปีที่ผ่านมา” มูรินโญ ผู้จัดการทีมเชลซี กล่าว
ปรัชญาการทำทีมของ “เฮียมู” มักเน้นผลการแข่งขัน รูปเกมไม่ต้องสวยงาม ยิงประตูไม่ต้องมาก ส่วนมากใช้เวลาไม่เกิน 2 ปีในการคว้าแชมป์ลีก ทั้ง ฟาเบรกาส และ คอสตา น่าจะเป็นจิ๊กซอว์ที่ตามหา
แมนฯ ซิตี
“เจ้าบุญทุ่ม” แห่งเกาะอังกฤษ ปีนี้ไม่อู้ฟู่เหมือนเก่า เพราะโดนกฎไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ เล่นงาน แต่ไม่มีปัญหา เพราะขุมกำลังของ มานูเอล เปเยกรินี ถือว่าเยอะเกินความจำเป็นด้วยซ้ำ ซัมเมอร์นี้ได้ อีเลียควิม ม็องกาลา กองหลังจากปอร์โต 31.9 ล้านปอนด์ (ราว 1,754 ล้านบาท) ที่ดูจะฮือฮาที่สุดในการเสริมทัพและถือว่าเป็นกองหลังที่ค่าตัวแพงสุดในเกาะอังกฤษ
บลูมเบิร์ก สปอร์ต สื่อเจ้าพ่อสถิติ ข้อมูล และการวิเคราะห์ เผยผลการคำนวณอันดับของแต่ละทีมในพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2014/2015 จากสารพัดข้อมูลพบว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี จะป้องกันแชมป์ได้อีกสมัย โดยวัดผลจากขุมกำลังที่มีอยู่ และนักเตะที่ซื้อเข้ามาใหม่ รวมถึงความสามารถในการแก้เกมของโค้ช
ถ้าเป็นเช่นนั้นเท่ากับว่า “เรือใบสีฟ้า” เป็นทีมที่ใช้เงินซื้อนักเตะน้อยสุดในบรรดาทีม “บิ๊กเนม” ในเกาะอังกฤษและก็ประสบความสำเร็จได้
อาร์เซนอล
สลัดคราบทีมที่ขึ้นชื่อว่า “ปั้นเด็กขาย” หลังจากทุบคลังไปราว 66 ล้านปอนด์ (ราว 3,630 ล้านบาท) โดยเฉพาะการซื้อ อเล็กซิส ซานเชซ ราคา 33 ล้านปอนด์ (ราว 1,815 ล้านบาท) ที่น่าจะคุ้มค่าไม่น้อย
ก่อนหน้านี้แฟนปืนกังวลไม่น้อยกับฟอร์มการเล่นของซานเชซ เพราะกองหน้าชาวชิลียังล้ามาจากศึกฟุตบอลโลก แต่เกมล่าสุดที่ยิงประตูชัยให้อาร์เซนอลเข้ารอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลยุโรป ถือว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ขนาด อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศสยังเอ่ยปากชม รวมถึง เทรเวอร์ ฟรานซิส อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ ออกมายอมรับว่า ซานเชซ ทำให้เขาคิดถึง เอียน ไรท์
“อเล็กซิสเหมือนนักเตะที่หายตัวได้ เขาดูเฉียบคมในทุกจังหวะ ตอนนี้เหลือแค่รอให้เขาฟิตสมบูรณ์เท่านั้น การเคลื่อนไหวของเขายอดเยี่ยมมาก และเชื่อว่าเขาจะเป็นตำนานของ “ปืนโต” ได้หากอยู่ค้าแข้งกับเรานานๆ” ฟรานซิส นักเตะผู้มีค่าตัวเกิน 1 ล้านปอนด์คนแรก กล่าว
ต้องดูว่าบรรดาทีม “บิ๊กเนม” เสริมทัพซื้อนักเตะกันอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายเงินจะต่อยอดความสำเร็จให้พวกเขาได้หรือไม่???







