posttoday

ผ้าโบราณ สู่คอลเลกชั่น 16 ล้าน ของสะสมเจ้าของ รร.ปาร์คนายเลิศ

30 สิงหาคม 2557

ความฝังใจสมัยเป็นเด็กที่เราเจออะไรครั้งแรกๆ เนี่ย เรารู้สึกตื่นเต้น มันแปลกมันใหม่

โดย...วิทยา ปะระมะ

“ความฝังใจสมัยเป็นเด็กที่เราเจออะไรครั้งแรกๆ เนี่ย เรารู้สึกตื่นเต้น มันแปลกมันใหม่ มันก็ฝังใจนะ คนเราก็คงมีช่วงเวลานั้นในชีวิตเหมือนกัน”

พิไลพรรณ สมบัติศิริ หรือคุณเป๊ก ประธานกรรมการ บริษัท โรงแรมปาร์คนายเลิศ เอ่ยถึงความประทับใจอย่างหนึ่งในวัยเด็ก ซึ่งเมื่อเติบโตขึ้น จากความประทับใจจึงกลายเป็นความหลงใหล ทำให้เธอเก็บสะสมสิ่งๆ นั้นมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา และความประทับใจที่ว่านั้นก็คือ “ผ้าโบราณ” นั่นเอง

คุณเป๊ก เป็นบุตรีของคุณพินิจและท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ ซึ่งนอกจากตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท โรงแรมปาร์คนายเลิศ แล้ว เธอยังนั่งเป็นนายกสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานมูลนิธิกองทุนรักษ์ช้าง ประธานเลิศสินมูลนิธิ รวมทั้งเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา และปัจจุบันยังเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกด้วย

ปัจจุบันเธอเป็นเจ้าของคอลเลกชั่นผ้าโบราณกว่า 800 ผืน ซึ่งจากบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่แสดงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมูลค่ารวมกว่า 16.7 ล้านบาท แต่ขอโทษ...16.7 ล้านที่ว่านี้ คือราคาเมื่อตอนได้มาเมื่อหลายสิบปีก่อนนะจ๊ะ หากตอนนี้ใครต้องการจะสะสมคอลเลกชั่นแบบนี้แล้วล่ะก็ เจ้าตัวบอกว่าคงต้องใช้เงินมากกว่านี้แน่นอน

 

ผ้าโบราณ สู่คอลเลกชั่น 16 ล้าน ของสะสมเจ้าของ รร.ปาร์คนายเลิศ

 

คุณเป๊กเล่าถึงแรงบันดาลใจว่า ด้วยความที่เติบโตมาในบ้านที่ออกจะโบราณพอสมควร ปู่ย่าตายายก็ใช้ของเก่าๆ ทำให้ชอบของเก่า ชอบของที่เป็นศิลปะสวยงามตั้งแต่เด็ก นอกจากนี้ตอนอายุประมาณ 10 กว่าขวบยังเคยติดตามคุณพ่อ (พินิจ) ซึ่งขณะนั้นเป็นสถาปนิกกรมศิลปากร ออกสนามไปทำงานอนุรักษ์โบราณสถานที่ จ.สุโขทัย และนครราชสีมา เวลาผู้ใหญ่ทำงาน ตัวเองก็ออกไปเดินเล่นตามหมู่บ้าน ก็เห็นว่ามีกี่ทอผ้ากันแทบทุกบ้าน เจอคุณน้าคุณยายละแวกนั้นก็ไปสอบถามวิธีการทอ ได้เห็นสีสันและลายผ้าต่างๆ ก็เลยเกิดความสนใจมาตั้งแต่นั้น

“ผ้าชิ้นแรกได้มาจากคุณยายท่านหนึ่ง เป็นผ้านุ่งที่ใช้แล้ว สีเขียวแดง เก่าแทบจะเป็นผ้าขี้ริ้วแล้ว (หัวเราะ) ก็รู้สึกสนุกดี เราก็เก็บมาซัก ที่ว่ารู้สึกสนุกคือเราถูกพ่อแม่สอนว่าเวลาใส่สีอะไร ควรจะเป็นสีที่สุภาพ สีที่กลมกลืนกัน เขาจะบอกว่าแดงกับเขียวไม่ควรใส่ร่วมกัน เพราะมันแปร๊ดขึ้นมา แต่อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่สอน ทำไมเขาใช้สีแดงกับเขียวได้ เราก็รู้สึกว่าอะเมซิ่ง เฮ้ย มันก็ใส่ได้ เราก็อาจจะเอามาท้าทายคุณแม่ก็ได้นะ ว่าเห็นมั้ยแดงกับเขียวก็ใส่ด้วยกันได้ (หัวเราะ)”

หลังจากนั้นเมื่ออายุ 15 ปี เธอก็ไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ความฝังใจชนิดนี้ยังคงอยู่ เมื่อเรียนอ่านมากขึ้น ความฝังใจก็กลายเป็นความสนใจ พอเรียนจบกลับมาทำงานก็เริ่มมีกำลังหาซื้อได้ แล้วค่อยๆ สะสมเรื่อยมานับเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ช่วงแรกๆ ก็อาศัยการตระเวนไปตามหมู่บ้านในภาคอีสาน จากนั้นก็ไปทางภาคเหนือด้วย แต่เธอบอกว่าก็ไม่ได้ไปหาผ้าอย่างเดียว แต่เป็นการท่องเที่ยวดูวิถีชีวิต วัฒนธรรม วัดวาอาราม ส่วนเรื่องผ้าก็เป็นผลพลอยได้จากการเดินทางเท่านั้น

 

ผ้าโบราณ สู่คอลเลกชั่น 16 ล้าน ของสะสมเจ้าของ รร.ปาร์คนายเลิศ

 

“แต่ตัวเองไม่ได้สะสมด้วยการทุ่มเงินนะ อันนี้ไม่ใช่วิธีการ คือจะซื้อเมื่อชอบและคิดว่าสมเหตุสมผล รับได้ เพราะถือว่าไม่ได้เป็นนักสะสมเพื่อค้ากำไร ถ้าได้ของที่อายุเกิน 100 ปีขึ้นไป มันก็เป็นโชคดีของเราแค่นั้นเอง และหลายอย่าง ไม่ใช่อะไรที่หาซื้อกันได้ ในการจะไปหาของเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะขายนะ คนทุกคนมีความภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำขึ้นมา เป็นความภูมิใจในมรดกของบรรพบุรุษที่เป็นของตกทอดกันมาในครอบครัว ไม่ใช่ไปเดินเล่นตามหมู่บ้านแล้วบอกว่าป้ามีผ้าขายมั้ย อะไรแบบนี้ ไม่ใช่นะ ของพรรค์อย่างนี้เขาไม่สนใจนะ”

คุณเป๊ก กล่าวอีกว่า สิ่งเหล่านี้ต้องใช้ใจแลกใจ ต้องเข้าใจความภูมิใจที่เจ้าของสร้างสรรค์ด้วยมือของตัวเองเพื่อใช้งานเอง เพื่อให้ลูกหลาน เพื่อให้พ่อแม่ ฯลฯ เป็นวัฒนธรรมของครอบครัว ไม่ได้ทำเพื่อขายอย่างสมัยนี้ โดยเฉพาะของสวยของงามที่ตกทอดกันมา ชาวบ้านไม่ได้คิดว่าจะต้องขาย ผ้านุ่งบางผืนอาจจะใช้ปีละครั้งเวลามีงานบุญประจำปี แล้วก็กลับมาทำความสะอาดเก็บไว้อย่างดี เพื่อจะได้ใส่อีกครั้งเมื่อมีงานอีก

“เวลาไปหมู่บ้านเล็กๆ ไปดูว่าเขาทำอะไรกันบ้าง อาจจะเห็นว่าบ้านนี้มีกี่ทอผ้านะ ก็ขอเข้าไป อาจจะเจอยายสักคนกำลังทอผ้าอยู่ เราก็ไปนั่งคุยกับเขา หาความรู้ด้วย แล้วถ้าเผื่อยายกรุณาให้ซื้อได้มั้ยอะไรอย่างนี้ ถ้ายายจะเอาไปทำบุญให้วัดก็ทำบุญไป แต่ไม่ได้ไปซื้อขายกันแบบนั้น ซึ่งเขาก็คงไม่ชอบ บางทีก็บอกเขาว่ายายมีหลายผืน มีใส่เองอยู่แล้ว ก็อาจจะกรุณาหลานบุญธรรมอีกซักคน (หัวเราะ) มันเป็นเรื่องจิตใจด้วยว่าเราไปคุยกับเขา ให้ความสนใจเขา เคารพยกย่องในความมีฝีมือของเขาด้วย”

บางรายคุยกันถูกคอให้ฟรีเลยก็มี จนต้องขอให้รับเงินไว้ เผื่อจะเอาไว้ใช้ทำบุญ หรือบางรายถ้าไม่รับก็คือไม่รับเลยก็มี

ในบรรดาคอลเลกชั่นทั้งหมด กว่า 99% เป็นผ้าชาวบ้านทั้งสิ้น เพราะเจ้าตัวบอกว่าดูเป็นธรรมชาติดี ส่วนผ้าในราชสำนักหรือผ้าเจ้านายมีเพียง 23 ผืนเท่านั้น โดยเฉพาะผ้าของทางอีสานเป็นผ้าที่คุณเป๊กชอบมาก เพราะมีสีสันและลายหลากหลายน่าสนใจ

“ความสวยมันอยู่ที่ตาแต่ละคน มันนานาจิตตัง แต่สำหรับดิฉันเพราะว่ามันมีหลายเทคนิคมากในงาน 1 ชิ้น อย่างผ้าทางเหนือจะเป็นลายขวางตลอด แล้วมี 2 ตะเข็บเพราะกี่เขาเล็ก แต่ถ้าเป็นผ้าอีสานจะตะเข็บเดียว แล้วถ้าพลิกไปดูด้านหลัง มันจะเรียบไปหมด ไม่เห็นความวุ่นวายเลย แล้วที่มันงามเนี่ย สีมันเป็นสีธรรมชาติหมด ไม่มีความฉูดฉาดเลย สีดิน สีเขียวใบไม้ สีเหลืองเปลือกกล้วย ฯลฯ ดูแล้วเย็นตา

“เรื่องลายผ้า พูด 3 วันก็ไม่จบ แต่หลักการ ลายผ้าส่วนใหญ่จะมาจากธรรมชาติ อย่างผ้ามัดหมี่อีสานซึ่งเป็นไหม พวกนี้ลายธรรมชาติหมด ต้นไม้ ดอกไม้ ใบหญ้า น้ำไหล สัตว์ โดยเฉพาะนก ผีเสื้อ ฯลฯ คือเขาเห็นอะไรในธรรมชาติ เขาก็จะดึงอันนั้นมาเป็นศิลปะสะท้อนวิถีชีวิต แล้วผ้าอีสานจะมีลายที่หลากหลายมาก มันคืองานศิลปะบนผืนผ้า คนทุกคนมีศิลปะอยู่ในใจตัวตลอด อยู่ที่ว่าจะสะท้อนออกมายังไง ด้วยการวาดภาพ หรือการทอผ้า ทำอาหาร ฯลฯ”

นอกจากผ้าไทยแล้ว ในคอลเลกชั่นยังมีผ้าลาวอีกพอสมควร เพราะว่าสีสันลวดลายใกล้เคียงกับของไทย และตอนหลังๆ เธอก็ได้ผ้าของภูฏานด้วย เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่รู้จักกับเจ้านายภูฏานมานานแล้ว สมเด็จย่าของกษัตริย์จิกมีจึงได้พระราชทานของของท่านให้เธอบ้าง ซึ่งผ้าทอของภูฏานนี้สวยและน่าสนใจ ใช้เทคนิคการทอที่แปลกไปจากของไทย

ส่วนผ้าผืนที่เก่าที่สุดที่มี คาดว่าอายุน่าจะประมาณ 200-300 ปี ซึ่งผืนนี้ไม่ให้ใครจับเลย ไม่เอาออกมาให้ถ่ายรูปด้วย เป็นผ้าในราชสำนักทางเหนือยุคเจ้าดารารัศมี 1-2 ชิ้นที่มี

ถามว่ามีผ้าเยอะขนาดนี้ เอาเวลาที่ไหนมาดู เจ้าตัวหัวเราะก่อนบอกว่าก็แล้วแต่เวลา ถ้ามีเวลาหน่อยก็เอาออกมาชื่นชมสักที ถ้าไม่มีเวลาก็เก็บไว้เฉยๆ แต่ที่ยุ่งยากคือวิธีการเก็บรักษา ซึ่งต้องรักษาความสะอาดอย่างมาก คุณยายต่างๆ ที่สอนมา พูดเหมือนกันหมดคือต้องสะอาด ซึ่งวิธีรักษาความสะอาดก็มีวิธีต่างๆ เช่น ผู้รู้ในพิพิธภัณฑ์บอกว่าห้ามซัก แต่คุณยายที่โบราณๆ ก็ให้ซักด้วยวิธีเอาลงน้ำสะอาด แล้วก็ใช้สบู่ที่ไม่มีเคมี จากนั้นเวลาเก็บก็ให้เอาลงแช่ในน้ำมะพร้าวอ่อนก่อน

“มันเป็นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมไทยเลย คนไทยถือว่าน้ำในลูกมะพร้าวเป็นน้ำที่บริสุทธิ์ที่สุด ให้เอาผ้าลงแช่ในน้ำมะพร้าว ซึ่งน้ำมะพร้าวมีโปรตีนสูง มีไขมันดีด้วย แล้วเส้นไหม คนทอผ้าถือว่ามีชีวิตเพราะมาจากสิ่งมีชีวิต ความเงามันของมันจะอยู่ตลอดไป โปรตีนของน้ำมะพร้าวอ่อนจะช่วยรักษาความเงางามอันนี้ไว้ แล้วในเมื่อน้ำมะพร้าวเป็นน้ำที่บริสุทธิ์ มดไม่ขึ้นด้วยนะ

“เวลาไปคุยได้ความรู้นี้มา เราก็ เฮ้ย มันขนาดนี้เชียวเหรอ นี่คือมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เลยนะ ตอนที่ไปทราบมา ก็เก็บสะสมมา 10-20 ปีแล้ว หลังจากนั้นก็ใช้วิธีนี้ตลอดมา”

ทุกวันนี้ คุณเป๊กบอกว่าไม่ค่อยได้เก็บผ้าใหม่ๆ เข้าคอลเลกชั่นมา 10 กว่าปีแล้ว เพราะ 1.ผ้าโบราณเก่าแก่แทบไม่มีเหลือ คนรุ่นใหม่ก็ไม่ทอผ้ากันแล้ว มรดกทางวัฒนธรรมจึงขาดช่วง ขาดคนสืบทอด ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และสยามสมาคมพยายามผลักดันให้คนรุ่นหลังได้รู้จักมรดกทางวัฒนธรรม ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ รวมทั้งจะพยายามผลักดันผ่านบทบาทของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกด้วย

2.ผ้าที่มีก็ไม่ค่อยสวยแล้ว และผ้าดีๆ สวยๆ ตัวเองก็เก็บมาหมดแล้ว และ 3.ถ้าไม่รักไม่ชอบอันไหนจริงๆ ก็ไม่สนใจ ถ้าใครมีผ้าดีๆ สวยๆ แล้วโทรศัพท์มาบอก แต่ถ้าเธอไม่ชอบก็จะไม่แตะเลย

“เรื่องราคา สมมติถ้าจะซื้อผ้าสวยๆ หายากแบบที่ไม่มีอีกแล้ว ราคาก็น่าจะ 6 หลักนะ เป็นไปตามดีมานด์ซัพพลาย เดี๋ยวนี้บางคนก็อยากสะสมแบบทันทีทันใด ราคาก็อาจ 2-3 แสน แต่สำหรับตัวเองแล้วก็อย่างที่บอก ถ้าจะได้ก็ได้ ถ้าไม่ได้ก็ช่างมัน เพราะเราประทับใจความเป็นศิลปะของผ้า ไม่ได้ประทับใจเพราะราคา”

ในอนาคต เธอมีโครงการปรับปรุงบ้านนายเลิศให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และจะนำผ้าออกมาแสดงเป็นครั้งคราวเพื่อให้เป็นแหล่งศึกษา แต่ถ้าหากคนอื่นจะติดต่อมายืมไปแสดง ก็คงจะไม่ยอมให้ นอกเสียจากว่าเป็นคนจัดงานเอง

แหม...ก็ของรักของหวงนี่นา

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?