
เจน วี คลินิก ประตูแห่งการเปิดใจ
โดย...โยธิน อยู่จงดี
โดย...โยธิน อยู่จงดี
“จำได้ว่าตอนที่ผมบอกพ่อกับแม่ครั้งแรก ตอนนั้นรู้สึกใจคอไม่ดีเลย กลัวว่าพ่อจะยอมรับไม่ได้ว่าเราเป็นกะเทย แต่สุดท้ายปรึกษาคุณครู ปรึกษาเพื่อนกะเทยที่โรงเรียนด้วยกัน ทุกคนก็บอกว่าให้บอกพ่อกับแม่ไป เพราะอย่างไรวันหนึ่งท่านก็ต้องรู้อยู่ดี สู้บอกแล้วอาจจะมีทางออกที่ดีกว่า คุณครูประจำชั้นก็บอกว่า พ่อกับแม่อาจจะผิดหวังด้วยความที่รักลูก แต่เมื่อไหร่ที่ท่านทำใจยอมรับได้ ทุกคนก็จะมีความสุขในสิ่งที่เป็น” น้องมินนี่ (นัส) หรือ ด.ช.มนัส (สงวนนามสกุล) บอกเล่าให้พี่ๆ ฟังถึงช่วงเวลากดดันที่สุดของเขา แต่เป็นเหตุการณ์ปกติของกลุ่มเด็กที่มีความหลากหลายทางเพศที่ทุกคนต้องเผชิญ
พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี บอกว่า สังคมไทยเราได้สร้างนิยามความสุขในรูปแบบมาตรฐานว่า เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นจะต้องมีหน้าที่การงาน แต่งงานมีลูก ชีวิตถึงจะมีความสุข ต้องเป็นชายเป็นหญิง แต่ไม่มีใครที่บอกว่าเราควรมีความสุขกับการเป็นในสิ่งที่เราเป็น แต่วันนี้สังคมเปลี่ยนไป และเราเองควรจะกลับมานิยามเรื่องความสุขในชีวิตกันเสียใหม่
จากที่ พญ.จิราภรณ์ อธิบายมาแล้วกลับมาสังเกตสังคมรอบตัว ปรากฏกลุ่มข้ามเพศจำนวนมากที่ไม่กล้าแสดงตัว ด้วยความจำเป็นที่ทำให้พวกเขาอยู่ในภาวะจำยอม และวาดฝันการใช้ชีวิตที่อยากจะเป็นไว้เพียงคำว่า ความฝัน แค่นั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องชื่อเสียง ครอบครัว หน้าที่การงาน และที่สำคัญคือการแบกรับความคาดหวังจากพ่อแม่ ที่อยากจะเห็นลูกมีชีวิตที่ดี มีความสุขเหมือนคนทั่วไป นั้นยิ่งทำให้เด็กต้องแสดงตัวตนอย่างหลบๆ ซ่อนๆ
“สมมติว่าเปรียบเด็กเป็นกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง แต่กระดาษแผ่นนั้นมีจุดดำอยู่บนกระดาษ ทุกคนก็จะแพ่งมองไปที่จุดดำจุดนั้น แล้วมองว่ามันคือความผิดปกติ แต่ทั้งที่จริงๆ แล้ว จุดดำนั้นเป็นเพียงจุดเล็กๆ ยังมีพื้นที่สีขาวบนกระดาษอีกมากมาย ซึ่งควรจะมองว่าเขาเป็นเด็กดีหรือไม่ เขาเรียนหนังสือดีไหม มีเพื่อนๆ เยอะไหม เขาทำประโยชน์ให้กับสังคมอะไรบ้าง นั่นคือสิ่งที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญ มากกว่าที่จะจับจ้องว่ามีความผิดปกติเรื่องเพศหรือเปล่า” พญ.นิดา ลิ้มสุวรรณ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ฝากแง่คิดเพิ่มเติมกับผู้ปกครองทุกคน
ในห้องรับแขกที่บ้านของน้องมินนี่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด น้องมินนี่ เล่าต่ออีกว่า หลังจากบอกกับพ่อกับแม่และพี่ชาย ทุกคนดูเหมือนจะรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ครอบครัวของมินนี่มีกันอยู่ 4 คน คุณพ่อมีธุรกิจส่วนตัวที่มีชื่อเสียงในวงการพอสมควร คุณแม่เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยเอกชน พี่ชายคนโตอยู่ ม.6 อยากเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์ ส่วนมินนี่เองอยู่ชั้น ม. 2 โรงเรียนมัธยมย่านบางเขน
เรื่องมินนี่เป็นกะเทย พี่ชายรู้คนแรกและช่วยกันเก็บเป็นความลับ เพราะสงสารน้อง ส่วนพ่อกับแม่แทบไม่รู้อะไรเลย เพราะมินนี่เก็บอาการได้ค่อนข้างเนียน พ่อบอกให้มินนี่กับพี่ชายไปรอที่ห้องนอน ไม่นานนักพ่อกับแม่ก็เดินมาที่ห้องและยิงคำถามมากมาย
ประโยคสุดท้ายที่ทำให้มินนี่ถึงกับร้องไห้ ก็คือ... “พ่อกับแม่ต้องทำยังไง นัสถึงจะกลับเป็นเหมือนเดิม”
พญ.จิราภรณ์ บอกว่า เรื่องเพศของลูกเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้ปกครองควรสังเกตพฤติกรรมของเด็กตั้งแต่เด็ก จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์กลุ่มเด็กที่เพศและจิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพ ส่วนใหญ่มักจะตอบคำถามในทำนองเดียวกันว่า รู้ว่าตัวเองเป็นตั้งแต่จำความได้ นั่นหมายถึง ตั้งแต่อายุ 56 ขวบ ที่สามารถจำความได้อย่างแม่นยำว่า ตัวเองชอบเล่นตุ๊กตา อยากใส่เสื้อผ้าผู้หญิง
ระดับของการเป็นผู้หญิงในเด็กชายก็จะแตกต่างกันออกไป อย่างความเป็นผู้หญิงมีอยู่ 100% อยากเป็นผู้หญิงไป 90% ก็จะเปลี่ยนได้ยาก เพราะเขาเกิดมาเป็นแบบนั้น ถ้าเป็นผู้ชายแต่มีความเป็นหญิงอยู่ 30-50% เช่น ไม่ได้ชอบเล่นตุ๊กตา แต่ก็ไม่ได้ชอบเตะบอล หรือเป็นคนที่ใช้ความรุนแรง ออกแนวเด็กผู้ชายเรียบร้อย ชอบดอกไม้สิ่งสวยงาม ผู้ปกครองก็ยังสามารถสอนต่อกับเขาได้ ถึงจะไม่ชอบเตะบอล ต่อยมวย ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นลูกผู้ชายไม่ได้ เพราะผู้ชายเป็นได้หลายแบบ จะเป็นผู้ชายที่มีความอ่อนโยนสุภาพบุรุษไม่ก้าวร้าวก็ได้ แล้วหากิจกรรมเล่นกับลูกแบบอื่นๆ ที่เป็นกลาง ก็ขึ้นอยู่กับระดับของความรู้สึกอยากเป็นเพศอื่นนั้นรุนแรงแค่ไหน ต้องให้จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเป็นผู้วินิจฉัยหาข้อบ่งชี้
สำหรับในกรณีที่เป็นมานานจนถึงขั้นวัยรุ่น และต้องการอยากแสดงออกอย่างชัดเจน เราไม่ควรบังคับให้เขากลับมาเป็นเพศที่ผู้ปกครองต้องการ มีรายงานจากสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน สมาคมเวชศาสตร์วัยรุ่นสหรัฐอเมริกา ว่า การให้กลับไปเป็นเพศเดิม ไม่เป็นประโยชน์ ไม่สามารถทำได้ และจะทำให้ทุกอย่างนั้นแย่ลง
“ลองนึกภาพตัวคุณเองที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงมาตั้งแต่เกิด 2030 ปี แล้วอยู่ๆ วันดีคืนดีมีหมอมาบอกว่า แท้จริงแล้วคุณเป็นอีกเพศหนึ่ง โดยที่คุณเองไม่เคยรู้ตัวมาก่อน คุณจะทำใจยอมรับได้ไหม เด็กๆ ที่พ่อแม่ไม่ยอมรับ จะมีความเครียดและกดดันสูง จนมีความเสี่ยงต่อการหันเข้าหายาเสพติดหรือคิดสั้นได้ นอกจากนี้ความเครียดยังส่งผลต่อระดับการเรียนของเด็ก เราพบว่าเด็กที่พ่อแม่ยอมรับเรื่องเพศจะมีผลการเรียนดีกว่าเด็กที่ผู้ปกครองไม่ยอมรับ
จากการสำรวจ 4 โรงเรียนใหญ่ในกรุงเทพฯ จากเด็กทั้งหมดราว 2,400 คน พบเด็กที่มีเพศและจิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพถึง 11% ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย ปัญหาเฉพาะคือกลุ่มเด็กที่อยากข้ามเพศจะหาฮอร์โมนมารับประทาน โดยอาศัยคำแนะนำจากอินเทอร์เน็ต และรับประทานยา โดยไม่รู้ผลข้างเคียงด้านอื่นที่จะส่งผลต่อชีวิตพวกเขาในอนาคต นี่จึงเป็นสาเหตุที่เราจำเป็นต้องตั้ง เจน วี คลินิก ขึ้นมาเพื่อให้คำแนะนำกับเยาวชนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ”
เจน วี คลินิก (Gen V Clinic Gender Variation Clinic) คลินิกเปิดใหม่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อให้คำแนะนำ ไม่ใช่คลินิกเพื่อการรักษา พญ.จิราภรณ์ เน้นย้ำเป็นพิเศษในเรื่องนี้ เนื่องเพราะเพศสภาพที่หลากหลาย ไม่ใช่โรคที่ต้องได้รับการรักษา แต่เป็นเรื่องปกติทางธรรมชาติที่ควรทำความเข้าใจเรื่องเพศกันใหม่ ว่าไม่ได้มีอยู่แค่เพศชายและเพศหญิงเท่านั้น
ในโลกนี้มีเพศที่หลากหลายมายาวนาน แต่เรามักไม่ให้การยอมรับ ทำให้พวกเขาเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างกดดัน “เจน วี คลินิก จะมีแพทย์ด้านต่างๆ เข้ามาร่วมดูแลวัยรุ่นอายุ 1024 ปี ที่มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะ แต่หลักสำคัญจะเป็นการแนะนำการอยู่ในสังคมอย่างถูกต้องและมีความสุข ส่วนเด็กที่มีความต้องการข้ามเพศ แพทย์ก็จะวินิจฉัยหาข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน และให้คำแนะนำเรื่องการรับประทานยาต่างๆ อย่างถูกวิธีและเหมาะสมกับร่างกาย เพราะแต่ละคนมีความต้องการเรื่องฮอร์โมนที่แตกต่างกันออกไป แต่ปัญหาส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่ผู้ปกครองที่ยากจะทำใจยอมรับ ซึ่งเราอยากให้ผู้ปกครองได้เดินทางเข้ามาพูดคุยปรับความเข้าใจหาทางออกร่วมกัน”
พญ.นิดา เสริมว่า ไม่ว่าเด็กจะมีความชอบในเพศอะไร ก็ควรต้องแนะนำเขาให้แสดงออกทางสังคมอย่างเหมาะสม “ส่วนตัวของผู้ปกครองเองควรมองผ่านเรื่องเพศให้เป็นเรื่องเล็กๆ เพราะตัวเด็กเองไม่ว่าเขาจะอยู่ในเพศไหน เขาก็เป็นลูก ลูกที่เราจะพัฒนาเขาให้เป็นคนดีในสังคม ถ้าเราเปิดใจยอมรับได้ เด็กก็จะกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ครอบครัวก็จะมีความสุข”
สำหรับน้องมินนี่ เป็นหนึ่งในเยาวชนที่กำลังรอเข้าพบแพทย์ที่ เจน วี คลินิก ด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนทัศนคติของพ่อกับแม่ หลังจากวันที่บอกความจริงไป ก็ดูเหมือนทั้งสองจะยอมรับไม่ได้ ด้วยตำแหน่งและชื่อเสียงในที่ทำงาน แต่พี่ชายบอกติดตลกว่า วันหนึ่งพ่อกับแม่จะทำใจยอมรับได้ ว่าพวกเขาได้ลูกสาวมาแทนที่ลูกชายที่หายไป แต่ความกดดันจะไปอยู่ที่ตัวพี่ชายแทนว่า ห้ามคิดเปลี่ยนเพศสภาพจากปัจจุบันเด็ดขาด
ขณะที่โรงเรียนมินนี่ยังคงรวมอยู่กับกลุ่มแก๊งเพื่อนกะเทยอีก 4 คน “ส่วนตัวไม่มีปัญหาเรื่องเพื่อนผู้ชายมาล้อเลียน แต่ผู้ชายจะกลัวเราขู่ปล้ำแบบขำๆ กันไป เพราะหนูมองเป็นเรื่องตลก ที่โรงเรียนกับเพื่อนๆ จะขำกันได้ทั้งวัน แต่คงจะมีความสุขกว่านี้ ถ้าพ่อแม่ยอมรับในสิ่งที่หนูเป็น” น้องมินนี่ เล่าอย่างเศร้าปนขำ พร้อมเปลี่ยนสรรพนามเป็นหนูทิ้งท้ายการสนทนา
เจน วี คลินิก จะเปิดให้บริการวันที่ 12 ก.ย.เป็นวันแรก ที่ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ ชั้น 3 โรงพยาบาลรามาธิบดี และให้บริการทุกวันศุกร์ที่ 2 ของเดือน เวลา 13.00-16.00 น. ณ คลินิกวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี และทุกวันพุธนอกเวลาราชการ ตั้งแต่เวลา 17.0002.00 น. โทรสอบถามก่อนรับบริการ 087-053-5500







