น.สพ.สามารถ ประสิทธิ์ผล หัวใจนี้เพื่อช้างชรา
น้ำตาของช้างแก่สามเชือกแม้จะไหลออกมาด้วยความชราวัยอยู่ตลอดเวลา
โดย...พงศ์ พริบไหว ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
น้ำตาของช้างแก่สามเชือกแม้จะไหลออกมาด้วยความชราวัยอยู่ตลอดเวลา แต่นัยหนึ่งกลับเป็นน้ำตาที่ไหลออกมาเพื่อแสดงความหมายของความซาบซึ้งต่อชายคนหนึ่งที่ทั้งชีวิตได้อุทิศแก่พวกมัน...
ในวันที่แดดสายกำลังทาบทาลานเลี้ยงช้าง ณ “บ้าน ช.ช้างชรา” ใน ต.วังด้ง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี น.สพ.สามารถ ประสิทธิ์ผล เดินไปเดินมาแบบไม่แยแสเปลวแดด เพื่อเข้าไปพูดคุยกับควาญช้างตามมุมต่างๆ ด้วยเป็นห่วงเรื่องสารทุกข์สุกดิบในการกินอยู่ของช้างชรา เนื่องตัวเขาต้องจากไปทำงานไกลถึง จ.อุทัยธานี ทว่าแม้ตัวหมอสามารถมิได้อยู่ดูแลสถานที่ซึ่งสร้างมากับมือเหมือนเช่นตลอดหลายปี แต่เขาเองได้วางระบบการจัดการรูปแบบเพียงพอไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดบนพื้นที่กว่า 200 ไร่ นับเป็นศูนย์ดูแลช้างแห่งเดียวที่มีขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการดูแลช้างบาดเจ็บและช้างชราเป็นสำคัญ
“ช้างเหมือนมนุษย์นะ พอแก่ก็ควรจะมีคนดูแล เพราะอะไรรู้ไหม ช้างพออายุ 60 ปี ฟันของเขาที่มีก็ร่วงหมดแล้ว ทำให้กินอาหารที่ต้องเคี้ยวไม่ได้ ซึ่งควาญช้างส่วนใหญ่รวมถึงในปางช้างไม่รู้ ก็เลี้ยงและให้อาหารแบบที่เคยให้ ต่อมาช้างชราเขาก็จะล้มป่วยผอมลงแล้วก็แก่ตาย เพราะสาเหตุที่กินอาหารไม่ได้ บางครั้งพอสัตวแพทย์เข้าไปรักษาก็พบว่าต้องดูแลกันอย่างใกล้ชิดจริงๆ ถึงสามารถรักษาช้างชราให้กลับมาแข็งแรงแบบเดิม ซึ่งก็ไม่มีหน่วยงานไหนทำหน้าที่ดังกล่าว ปางช้างแต่ละที่ก็ยังไม่มี ผมซึ่งมีโอกาสได้รักษาช้างชราหลายเชือกที่ จ.สุรินทร์ มาก่อน พบว่าหากสามารถดูแลช้างชราแบบใกล้ชิดจะสามารถช่วยยืดอายุช้างไปอีกหลายสิบปี ผมจึงว่าน่าจะมีสถานที่สักแห่งหนึ่งเพื่อดูแลช้างแก่อยู่ใน จ.กาญจนบุรี”
หมอสามารถเล่าถึงที่มาที่ไปของการมีขึ้นของ “บ้าน ช.ช้างชรา” ให้ฟัง โดยเกิดขึ้นในช่วงปี 2546 หลังจากตัวหมอสามารถย้ายมารับราชการในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดกาญจนบุรี โดยเป็นห้วงที่คุณหมอเองรู้สึกว่าปัญหาช้างชราเป็นสิ่งที่ตัวเขาเองต้องลุกขึ้นมาอยู่เบื้องหน้าอย่างเต็มตัว เพราะหลังจากพูดเรื่องนี้มาหลายปีในระบบราชการเรื่องของช้างชราก็ดูเหมือนจะนิ่งเงียบ ลอยลม ไร้หวัง...
“ผมเริ่มจากการทำโครงการไปเสนอที่ต่างๆ ทั้งหน่วยงานราชการและหน่วยงานเอกชน แต่ไม่มีใครเห็นถึงความสำคัญในเรื่องที่ต้องมาคอยดูแลช้างชราเลย ทั้งยังใช้เงินงบประมาณมาก ผมเลยเอาก็เอาไม่มีใครทำก็ลุยเองนี่แหละ ก็คือตอนนั้นคิดว่าไม่เป็นไร ไม่มีใครเห็นค่ากับสิ่งที่เราพยายามจะทำก็ช่างมัน เพียงแต่เราต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างหนึ่ง อย่างน้อยเพื่อที่จะให้สังคมได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์ช้างชรา หรือตระหนักในปัญหาการลดจำนวนลงของช้างประเทศไทยที่เกิดมาจากการนำช้างออกมาร่อนเร่ ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงมากในปัจจุบัน ถึงแม้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ที่เข้ามาทำตรงนี้ แต่ผมเชื่อว่าส่วนเล็กๆ นี่แหละที่จะเป็นส่วนช่วยเหลือช้างให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”
หลังจากการงานที่ทำอยู่หมอสามารถก็ตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ ได้นำเสนอแนวคิดให้กับคนที่รู้สึกเช่นเดียวกันในเรื่องอนุรักษ์ช้างเพื่อการสนับสนุน อีกทั้งยังเที่ยวหาสถานที่สำหรับรองรับโครงการ เขาทำอยู่นานจนแทบถอดใจไม่มีใครสนใจในเรื่องนี้เลย เช่นดังสวรรค์เห็น วันหนึ่งเรื่องราวดีๆ ก็เกิดขึ้นกับคุณหมอสามารถ เมื่อเขาได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งถือเป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้ความหวังอันริบหรี่เป็นจริง
“ท่านบอกกับผมว่า ถ้าอยากได้ที่ไว้ทำศูนย์ช้างชราเขาจะยกให้ แต่มีข้อแม้อย่างเดียวหมอต้องทำจริงๆ ทำแบบที่พูดให้ได้ แล้วหลังจากนั้นท่านผู้ใหญ่ใจบุญก็ยกที่ดิน 200 ไร่ ให้ ซึ่งเป็นแปลงที่สวยมากติดริมน้ำเลย ซึ่งถ้าตีกันเป็นเงินพื้นที่ตรงนี้คงราคาหลักร้อยล้าน แต่นี่ท่านยกให้ผมแบบฟรีๆ ให้ทำเป็นศูนย์ช่วยเหลือช้างแก่ ซึ่งเป็นที่ดินผืนงามที่เอื้อต่อการดูแลช้างมาก กว้างใหญ่เป็นป่าเลย มีแม่น้ำไหลผ่านอีก”
เมื่อได้ที่ดินมา ช้างชรา 3 เชือก ก็ถูกส่งตัวมาดูแล ซึ่งแต่ละเชือกสภาพที่รับมา บ้างป่วยใกล้ตาย บ้างผอมโซจนไม่มีแรงเดิน ไม่ก็พิการ โดยทั้ง 3 เชือก ได้มาจากชาวบ้านที่ไม่สามารถดูแลไหว คุณหมอเองก็รับเข้าโครงการมาดูแลในแบบกรอบของธรรมชาติที่เหมาะสมที่สุดกับช้าง โดยเอาใจใส่ดูแลแบบคนป่วย คิดสูตรอาหารสำหรับช้างชราจนได้สูตรที่สามารถให้ช้างกินได้ง่ายและเจริญอาหาร
ถึงวันนี้ ช้างทั้ง 3 เชือก เปลี่ยนไปราวหน้ามือกับหลังมือ สุขภาพแข็งแรงจากเดิมมากๆ มีลักษณะอวบอ้วนสมบูรณ์ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่คุณหมอสามารลงมือทำนั้นเป็นจริง แต่กว่าที่จะมาได้ไกลถึงทุกวันนี้คุณหมอเองต้องรับภาระหนักหนามากมาย ทั้งยังทนกับแรงกดดันหลากหลาย ทั้งคำถามจากคนที่รู้จักว่า ทำไปเพื่ออะไร ซึ่งเวลานั้นตัวหมอเองก็ยังไม่รู้คำตอบ เพียงแต่อย่างน้อยขอแค่ได้ทำ
“ช่วงแรกๆ ผมใช้เงินเพื่อที่ใช้ดูแลช้างเยอะมาก เพราะค่าอาหารช้างต่อเชือกก็เกือบแสน ช่วงแรกทำกันแค่ไม่กี่คน ผมและควาญช้าง 2 คน ต้องลงมาทำงานกันแบบอยู่กินกันที่นี่เลยนะ ก็ต้องบอกเลยว่าทั้งเหนื่อยและใช้เงินเยอะมาก จนเงินเก็บตัวเองหมด เลยไปหยิบยืมจากทางบ้านบ้าง เพื่อนฝูงบ้าง จนสุดท้ายผมเลยต้องไปกู้ธนาคารมาช่วยดูแลศูนย์ ตอนที่ทำผมไม่คิดจะไปขอเงินใครเลยนะ เพราะรู้ว่าคนจะมองว่าเราหากินกับช้างก็ทำด้วยตัวเองอยู่หลายปี จนสุดท้ายค่าใช้จ่ายมันหนักขึ้นเรื่อยๆ เรามีช้างมาเพิ่มขึ้น มีคนมากขึ้น เป็นช่วงที่ทางศูนย์เราจะไปไม่รอดแล้ว ผมก็คิดว่าทำมาขนาดนี้แล้ว ถ้าที่นี่ต้องปิดมันคงเป็นอะไรที่ผมเสียใจมาก เลยพยายามคิดทุกทางเพื่อให้ที่นี่ยังอยู่ได้
“เลยคิดไปถึงความพอเพียง คือ ถ้าหากยังซื้ออาหารจากข้างนอกมาเลี้ยง เราก็ไม่สามารถอยู่ด้วยตัวเองได้ ก็เลยลองมาทำแปลงปลูกพืชเลี้ยงช้างดู น่าจะเป็นอะไรที่ช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยงได้มาก ก็ทดลองดู เพราะเราไม่อยากให้ช้างอด ทำอะไรได้เราก็ต้องทำ ผมก็เริ่มทำแปลงพืชอาหารช้างโดยเลือกหญ้าบาน่าหรือที่คนไทยเรียกกันว่าหญ้าช้างมาปลูก ซึ่งดูแล้วว่าสามารถให้ผลผลิตดี เก็บเกี่ยวได้ไว แล้วจากนั้นก็คิดโปรแกรมอาสาสมัครมาช่วย ก็รับทั้งคนไทยทั้งต่างชาติ แต่ชาวต่างชาติเขาจะให้ความสนใจเรื่องนี้เยอะ เพราะเขาเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ดี”
ต่อมาจึงทำให้บ้าน ช.ช้างชรา เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกในนาม “Elephant’s World” ผู้คนจากหลากหลายทวีปเดินทางมาเป็นอาสาสมัคร อีกมากที่ไม่มีเวลามาดูแลก็แวะมาเยือนรวมทำกิจกรรมดูแลช้างแบบวันเดย์ ศูนย์แห่งนี้เริ่มลืมตาอ้าปากได้ด้วยตนเอง แปลงพืชที่ปลูกขึ้นหนาตา ไม่ว่าจะหญ้าบาน่า แตงโม ฟักทอง ต้นกล้วย อ้อย สับปะรด เพียงพอให้ช้างอิ่มท้องได้โดยแทบไม่จำเป็นต้องซื้อหา จากทำแต่เรื่องช้างชราก็ครอบคลุมไปถึงการดูแลช้างพิการและช้างร่อนเร่ ในการดูแลของที่นี่ช้างจะได้รับอิสระในการอยู่กับธรรมชาติ แม้มีโปรแกรมและกิจกรรมต่างๆ เข้ามา แต่วิธีการปฏิบัติกับช้างนั้นแสนแตกต่าง ไม่เหมือนในปางช้างที่อื่น ไม่มีการใช้งานที่มีการแสดงโชว์ คนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมล้วนเป็นผู้เฝ้ามองและช่วยดูแล
“หลังจากทำเชิงท่องเที่ยวและอนุรักษ์ก็ดีขึ้นมาก หลังจากเราเริ่มมีการรับอาสาสมัครมีกิจกรรมต่างๆ อย่างการมาช่วยทำอาหารให้ช้างชรา ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่ต้องช่วยกันทำเลี้ยงช้าง เพราะช้างแก่ไม่สามารถกินอาหารได้แบบปกติ ผมจึงคิดสูตรขึ้นมา คือนำพวกผลไม้กับผักมาหั่นให้เล็ก แล้วนำไปเคี่ยวกับข้าวเหนียวนึ่งคลุกรำ เกลือป่น มะขามเปียก และยาวิตามิน ในกระทะ ก่อนจะให้อาสาสมัครนำมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วนำไปป้อนให้ช้างชรากิน แล้วเรายังมีกิจกรรมอย่างการเล่นซ่อนหาผลไม้ โดยนำเอาผลไม้ชิ้นเล็กๆ ไปวางไว้ที่ต่างๆ ให้ช้างหา ซึ่งช้างถึงแก่แต่จมูกจะดีมากเอาซ้อนไว้ตรงไหนหาเจอหมด ก็เป็นอะไรที่สร้างความสนุกให้กับเด็กๆ ได้ดี”
นอกจากนั้น ที่นี่ก็จะมีกิจกรรมอย่างปลูกพืชให้ช้าง เก็บผลผลิตให้ช้าง ตามดูช้างเล่นน้ำเล่นดิน พร้อมการบรรยายให้ความรู้ หากใครสนใจมาที่นี่ เมื่อได้มาสัมผัสหนึ่งวันเต็มๆ และได้เห็นได้มองวิถีช้างชรา กระทั่งรู้สึกรักช้างมากขึ้น ไม่ใช่เพราะสงสารแต่ด้วยรู้สึกถึงความสำคัญของช้างที่มีต่อประเทศไทย เช่นที่หมอสามารถได้พูดไว้
“ถ้ามีคนมาถามผมวันนี้อีกว่า ผมทำแล้วช้างได้อะไร ประเทศไทยได้อะไร ผมได้อะไร ผมมีคำตอบให้เขาแล้วว่า ที่ผมทำอยู่อย่างน้อยก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยช้างไทยได้จริงๆ ถ้ายังมีความหวังอยู่บ้าง ผมหวังว่าบ้าน ช.ช้างชราแห่งนี้ จะมีพลังพอที่จะทำให้สังคมกลับมาตั้งคำถามว่า ทำไมคนเราจึงรักช้างในแบบที่ช้างเป็นไม่ได้ เราจะรักช้างก็ต่อเมื่อเขาให้เราขี่หลังหรือแค่โชว์สนุกๆ ให้เราดูเท่านั้นหรือ”
วันนี้ “บ้าน ช.ช้างชรา” เรียกได้ว่าสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง และสามารถต่อยอดไปถึงโครงการช่วยเหลือช้างในรูปแบบต่างๆ อีกมากมาย ในเร็ววันนี้ที่นี่จะมีช้างครบ 10 เชือก ให้ได้ดูแล กับระยะเวลา 6 ปี นั่นยิ่งทำให้เชื่อแน่ว่า สิ่งที่หมอสามารถทุ่มเทไปไม่ใช่เรื่องเสียเวลาเปล่า เพราะ “บ้าน ช.ช้างชรา” ถือได้ว่าเป็นโมเดลการอนุรักษ์ช้างไทยที่เป็นจริงที่สุด ทั้งแก้ไขปัญหาช้างได้อย่างตรงจุดและสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง
บ้าน ช.ช้างชรา เปิดให้เข้าเยี่ยมชมทุกวันเวลา 10.00-16.00 น. หรือสนใจเป็นอาสาสมัครติดต่อโทร.086-335-5332 หรือ elephantsworld.org และ facebook.com/elephantsworld







